เสียงใบไม้ต้องห้าม
ฟ้าหลัวอึมครึมตั้งแต่เย็นวันนั้น ในรถตู้ที่อัดกันอยู่ห้าคน เสียงวิทยุขาด ๆ หาย ๆ ปะปนกับเสียงถอนหายใจเรียกความกดดัน ไม่ใช่ใครที่อยากมาบ้านสวนนี้นัก นอกจากจินต์—เจ้าของบ้านและเจ้าภาพงานศพ “แม่จินต์มึงไม่อยู่บ้านมานานกี่ปีวะ” ปาร์คเอ่ยพลางขยับแว่น เป้าหมายเหมือนแค่จะคลายความอึดอัด ฝนพรำบาง ๆ เป็นม่านโปร่งผ่านหน้าต่าง “ก็…นานแล้วว่ะ กูไม่เคยกลับมาเลยตั้งแต่เข้ามหา’ลัย” จินต์ตอบเสียงเรียบ แต่สายตาเหมือนจมกับต้นไม้สองข้างทาง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!รถหยุดหน้าประตูรั้วเหล็กสนิม มอสเพื่อนสาวคนเดียวดึงไหล่จินต์เบา ๆ “พร้อมมั้ย” เธอถามเบา ๆ พยายามยิ้มแต่ริมฝีปากสั่นหน่อย ๆ จินต์เงียบ ไม่มีคำตอบ แต่เปิดประตูรถ ฝ่าความขุ่นมัวของอากาศเดินนำเข้าไป หน้าไม้สั่นไหวลู่ลมคล้ายทอเสียงกระซิบบางอย่าง
สิ่งแรกที่เข้าตาเมื่อเดินเข้าบ้านคือผืนพรมเก่าจางสี คล้ายถูกกดทับจนตัวอักษรยันต์เลือนราง โต๊ะหมู่บูชาว่างเปล่า ลงเถ้าธูปสกปรก มอสร้อง “แปลกจัง โต๊ะบูชาแม่จินต์ไม่มีรูป ไม่มีอะไรเลย?” จินต์กลืนน้ำลาย “เพราะแม่ไม่อยากให้ถ่ายรูป… แม่ว่าต้องรอวันกลับบ้านก่อน”
สายลมแรงขึ้น เสียงใบไม้ไหวกราว ๆ เหมือนใครขยี้กระดาษซ่อนตัวอยู่ในพุ่ม พวกเขาเดินไปขนของเข้าเรือนกลาง รั้งสายตากับหน้าต่างกระจกซึ่งใครบางคนเหมือนเงาทะมึนข้างนอก—แต่พอเพ่ง สายต้องแสงก็พบแค่ต้นไม้ไหว
กลางคืนแรกไร้ไฟฟ้า เมษ—เด็กหนุ่มเอาแต่ใจ เอะอะท้าทาย—จุดไฟแช็กขึ้นกลางโต๊ะ “ฟังเสียงข้างนอกสิ มีใครร้องไห้ปะวะ” แทนดันแขนเพราะรำคาญ “มึงอ่ะคิดมาก อีกไม่นานก็เช้าแล้ว…” แต่ทันใดนั้นเสียงลมหอบใหญ่กระแทกหน้าต่าง เสียงแว่วเหมือนเด็กพึมพำ “กลับมา… อย่าหนี…!” มอสตัวแข็ง ใบหน้าเสียสี ทุกคนเงียบกริบ จินต์มองลง ไม่กล้าสบตาใคร “อาจเป็นลม” เขาตัดบท
รุ่งเช้าในครัวมีแต่กลิ่นอับนานปี อาหารเช้าวางอยู่ในถ้วยแตกเล็ก ๆ มีรอยเลือดแห้งกรัง ทัน—ชายรูปร่างสูงพยายามสอบสวนจินต์ “แล้วทำไมคืนก่อน…เสียงโทรศัพท์คนแก่ร้องไห้ กูไม่กล้ารับ” จินต์หลบสายตา เมษขำกลบเกลื่อน “มีใครรับมั้ย ก็ไม่มีนี่ เครียดไรนัก” ปาร์คถอนใจ “กูฝันเห็นต้นไม้บังบ้าน… ในฝันเห็นเด็กยืนเฝ้าใต้เงาใบไม้”
เวลาผ่านกลางวันช้า ๆ ท่ามกลางความร้อนอบอ้าว มอสเดินออกไปข้างสวน ค้างงันอยู่ตรงตุ่มน้ำเก่า ริมดินแฉะ ๆ เธอกระซิบ “ฝังไว้อย่าให้ใครรู้…” เงาใบไม้สะท้อนในตาเธอ เหมือนเธอจำอะไรบางอย่างได้แต่ไม่กล้าพูดเสียงดัง
เย็นวันเดียวกัน หลังเงาฝน แมลงปีกแข็งชนกระจก ทีละด้วง ทีละตั๊กแตน ใครบางคนเอื้อมมือจับลูกบิดประตูอย่างลังเล น้ำเสียงของจินต์สะดุด “กุญแจหาย… ค้างตรงกลอนเองมั้ย” ทุกคนชะเง้อมองหากุญแจ ทุกหน้าต่างเริ่มปิดไม่แน่น พวกเขารู้สึกเหมือน trapped
คืนนั้นปาร์คปวดหัวแปลบ ๆ ต้องนอนก่อนคนอื่น เสียงใบไม้ดังหนักกว่าทุกคืน แล้วทันใดไฟฉายของเมษดับพรึ่บ ทุกคนได้ยินเสียงเดินเบา ๆ ในบ้าน—ไม่ใช่สัตว์… กลิ่นเครื่องหอมแรงขึ้นชั่วพริบตา
เช้าวันต่อมาปาร์คพูดเบา ๆ “เมื่อคืนกูได้ยินแม่จินต์เรียกชื่อ” เงาของเขาสั่น “ชัดมาก เหมือนเข้ามาใกล้ ๆ ข้างหู” มอสหยุดมือ “หรือบ้านนี้ไม่อยากให้เรากลับ?” จินต์กัดริมฝีปาก เบือนหน้าหนีหน้าต่าง
ช่วงบ่ายทั้งกลุ่มตัดสินใจออกไปตลาดซื้ออาหาร แต่กลับเจอประตูรั้วถูกล็อกจากด้านนอก พวกเขามองหากุญแจอยู่พักใหญ่แต่ไม่มีวี่แวว จินต์เริ่มพูดเสียงสั่น “แม่เคยบอกว่า ถ้าอยู่จนตกกลางคืน…จะออกไม่ได้”
เมษหัวเราะกลบเกลื่อนพาตัวไปหยิบท่อนไม้ “กูจะฟาดแม่ง!” ประตูยังไม่ขยับ เมษหยุดยืนอึ้ง ๆ มอสกระซิบ “เราเคยสัญญากันไว้… ว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก…” พวกเขาเริ่มระแคะระคายเรื่องเก่า ๆ ที่เคยฝังใจ
ตกกลางคืน เสียงกระซิบของใบไม้ยังคงมาเป็นระยะ เสียงร้อง “ขอโทษ…” แทนได้ยินแต่ไม่พูด ทำท่าไข้ขึ้น จินต์พยายามดูแล “มึงโอเคไหม” แทนนิ่ง “คืนก่อน…กูเห็นแม่มึงดึงเด็กผู้หญิงเข้าไปในป่า”
จินต์ปัดเศษความทรงจำกลับมาแทบไม่ทัน ระหว่างนั้นมอสยืนเงียบอยู่มุมห้อง น้ำตาคลอ กระซิบ “…ตอนเด็กเราเล่นซ่อนหาในสวน คืนฝนตกหนัก… จำได้ไหม?” ทุกคนเงียบ
แสงไฟวูบไหวจากเทียนไข ลมเย็นวาบลอดหน้าต่างเข้ามา เหมือนณเดชนั่งกอดเข่า ทุกเสียงนิ่งงัน เมษมองประตู “เราต้องทำอะไรบ้าง ทุกคืนรู้สึกเหมือนมีใครรอ…รออะไรซักอย่าง”
รุ่งสางแทนตัวร้อนจัด เมษออกไปสวนค้นหาบางอย่าง มอสตามไป พวกเขาพยายามหาทางออกผ่านรั้ว แต่รั้วยังแน่นหนา เหมือนโซ่สนิมพันรัดแน่นจนเลือดซึม
ตอนสายปาร์คเจอผ้าขาวจาง ๆ แขวนอยู่บนกิ่งไม้ เขาหยิบขึ้นมากะแบบงง ๆ “มันมีชื่อ… ทุกชื่อของพวกเรา!” เสียงใบไม้กระซิบตูมตามขณะนั้น มอสหน้าซีด “เราสัญญาจะไม่บอก… ใครผิดคำสัญญา?”
ความกดดันทวีขึ้นเมื่อทุกคนเริ่มถามหากันเอง “ใครคือคนที่ลืม—หรือใครคือคนที่หักสัญญาก่อน?” บทสนทนาทึบตัน ทุกคนหวาดระแวงกันเอง เสียงไม้กระซิบพึมพำ “ใครกันแน่…ที่ควรอยู่ที่นี่…”
กลางคืนสุดท้าย ทุกคนนั่งรวมกันรอบเทียนไข แสงเรือง ๆ โยกไหวจาง ๆ จินต์เล่าช้า ๆ “คืนนั้น…แม่พาฉันไปซ่อนของใต้ต้นไม้ใหญ่ บอกว่าถ้ากลับมา…อย่าลืมหาของนั้น” ปาร์คตาโต “หรือแม่เธอ…?” จินต์เบือนหน้า น้ำตาซึม “แม่ไม่เคยฆ่าใคร แต่แม่รู้ว่าเด็กคนนั้นหายไปเพราะพยายามจะหนีจากเรา…”
เมษคิดซักพัก หันพูดกับทุกคน “ถ้าเรากลับไปที่ต้นไม้นั้น อาจได้เจอคำตอบ” ทุกเสียงกระซิบผิดปกติหยุดลงกะทันหัน คล้ายเป็นสัญญาณให้ไป
ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน ทุกคนมองผืนดินที่ยังถูกไถอยู่แบบหยาบ ๆ จินต์มือสั่น คุกเข่าขุดด้วยมือเปล่า จังหวะนั้นเสียงเด็กขานชื่อ “เล่นซ่อนหากันอีกมั้ย…” ทุกคนนิ่ง ขนลุก
ใต้ดินตื้น ๆ พบตุ๊กตาผ้าเปื้อนโคลน เปื้อนเศษผมผูกด้วยเส้นด้ายแดง—ไม่ใช่ศพ ไม่มีเลือด แต่กลิ่นเก่าเหมือนความกลัวฝังแน่น จินต์ร้องไห้ “เราทิ้งเพื่อนไว้…” มอสมองหน้าทุกคน “ตอนนั้นไม่มีใครช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้น เพราะเรากลัว…”
เสียงกระซิบในบ้านเงียบสนิท ประตูเปิดออกโดยไม่มีใครแตะ จินต์หยิบตุ๊กตาผ้าขึ้นกอด ทุกคนเดินออกจากบ้านด้วยหัวใจโหวง ๆ ความจริงไม่ใช่วิญญาณตามหลอก แต่คือใจผิดและความกลัวที่ไม่มีใครกล้าเผชิญ
คืนสุดท้ายใบไม้หยุดกระซิบ ฟ้าเช้าวันใหม่สว่างขึ้น ไม่มีเสียงปริศนา ไม่มีใครพูดถึงคืนนั้นอีก ทุกคนต่างกลับไปใช้ชีวิต เสียงใบไม้ต้องห้ามอยู่แต่ในใจ ความเงียบค่อย ๆ เตือนถึงบาปที่ทุกคนร่วมแบกมาทั้งชีวิต