ด้วยรอยเท้าที่ขาดหาย
สายหมอกสีเงินแผ่วบางลอยกรุ่นเหนือโถงกว้างกลางโลกใต้ดิน แสงประหลาดสาดผ่านแผ่นผนังผลึกที่จัดเรียงเหมือนกรงขัง ทุกเช้า โกเมนจะนั่งมองรอยเท้าคนบนดินที่เขาจินตนาการตามรูปทรงประหลาดบนจอแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ ใกล้เขา แม่กำลังดูดขี้เถ้าที่กรองจากอากาศมาใส่เครื่องอัดหิน ข้างประตู พ่อผุดลุกผุดนั่งด้วยสีหน้ากังวล—เหมือนกำลังรอใครสักคนกลับจากทางเดินเล็ก ๆ ที่ทอดลึกเข้าสู่ใจกลางเหมือง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้ครบรอบสองเดือนแล้วนะ” แม่พูดเบา ๆ
โกเมนพยักหน้า ไม่หันไปสบตา เหลียวมองช่องว่างในรองเท้าอีกข้างที่ปกติเป็นของพี่ชาย เกร็ดพลอยเศษเล็ก ๆ ตกอยู่รอบซากรองเท้านั้น ใคร ๆ ก็พูดว่า พี่ชายเขา—คีรี—หายตัวไปในเขาวงกตชั้นล่างสุด ยามสายตาโกเมนลากจากรองเท้าไปยังภาพสลักบนผนังที่ย้อนเตือนความทรงจำ เขาพึมพำ “รอยเท้าของคีรี…ไม่เคยกลับมา”
เสียงขูดกรวดใต้เท้าดังขึ้น หัวหน้าคนงานร่างใหญ่มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ป้องกันความทรงจำ สวมหน้ากากถอดแบบนักบวช “ตรวจประจำวัน” ชายคนนั้นเปรยสั้น ๆ ทุกคนในห้องหยุดนิ่ง
โกเมนมองดูแม่ปาดน้ำตาซ่อนอย่างรวดเร็ว ก่อนเจ้าหน้าที่เอาหัวสแกนแนบขมับเขา มาตรวัดไฟวิ่งบอกระดับ ‘อนุญาต’ สำหรับความทรงจำบางเรื่อง ส่วนอื่นบอกว่าเป็น ‘ข้อห้าม’ เด็กหนุ่มคิดกับตัวเอง—ถ้าความทรงจำของเขาเป็นสมบัติเดียวที่พี่คีรีทิ้งไว้ เขาจะไม่ยอมให้ใครมาขโมยมันไปง่าย ๆ
คล้อยดึก โกเมนนั่งจ้องแสงจันทร์จำลองที่สะท้อนลงสระน้ำใต้ดิน มือขยำกระดาษเก่าที่คีรีเคยจดรหัสแปลก ๆ ไว้ ร่องรอยเหล่านี้นำไปสู่จุดที่ท้ายอุโมงค์ ทุกลมหายใจอัดแน่นด้วยคำถาม—หายไปไหนกันแน่? พ่อเดินมาแตะบ่า “ถ้าวันหนึ่งต้องเลือก…ระหว่างรู้ความจริงกับความปลอดภัย—ลูกจะเลือกอะไร?”
โกเมนอ้ำอึ้ง สองตาสบกับดวงตาของพ่อที่หม่นเศร้า “พี่คีรี…”
พ่อส่ายหน้าไม่พูดอะไรอีก ทิ้งโกเมนไว้กับรอยเท้าของความเงียบ
วันต่อมา โกเมนแอบหยิบแผ่นอิเล็กทรอนิกส์กับไฟฉาย เข้าไปในเขาวงกตชั้นล่าง อากาศเริ่มอึดอัด กลิ่นอับของเปลือกโลกและเสียงน้ำหยดบีบคั้นหัวใจ ทางสัญจรแคบและมืดสนิท ระหว่างทางไฟฉายสะท้อนบางสิ่ง—รอยเท้าคู่หนึ่งจาง ๆ ลากผ่านเหนือผงแร่ เขาแตะมันอย่างประหม่า เค้นหัวใจสั่น
เสียงคู่ของรองเท้าขูดหินใกล้มา โกเมนหลบเข้ามุม มนุษย์เสื้อคลุมฟ้า 2 คนลากถุงเสบียง เวลาสนทนาเต็มไปด้วยชั้นความหมาย
“ส่วนผสมพิเศษจากเบื้องบน—พอแล้วรึยัง?” คนหนึ่งพูด พลางขว้างกล่องโลหะขึ้นเหนือหัว
“เราทำหน้าที่ ไม่ควรถามมาก” อีกคนตอบแผ่ว เก็บกล่องอย่างเงียบงัน
คนทั้งสองจากไป ทิ้งความสงสัยกลืนกินโกเมน น้ำเสียงพวกเขาถูกหุ้มไว้ด้วยความกลัว เขาลอบติดตามอย่างเงียบเชียบ สายตาทอดมองร่องรอยแทบไม่ปรากฏของพี่ชายที่ดูเหมือนจะหายไปในอากาศ
ระหว่างปีนลงชั้นล่างสุด เขาพลัดตกลงในโพรงใหญ่ เท้าบาดเจ็บและไฟฉายดับพอดี ความมืดโอบรัดราวกับหมอก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังอยู่เบื้องหน้า—จังหวะนั้น โกเมนจำเสียงนั่นได้—คลับคล้ายกับตอนเด็กเคยได้ยินเวลาคีรีพาเขาหนีแอบไปตามอุโมงค์
เสียงหัวเราะเบา ๆ ก้องมา “โกเมนใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่คีรี!?” เขากระเส่า บรรยากาศหนักอึ้งเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของโพรงหินและความหวัง
แสงสลัวจากเครื่องส่องไฟบนหมวกค่อย ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา เด็กผู้ชายรูปร่างผอมสูงใส่ชุดเดินเหมืองเก่า ทว่าดูเปลี่ยนไป คีรียิ้มจาง ๆ ในเงามืด “ที่นี่ไม่มีใครเห็นรอยเท้าเลยเนอะ แม้แต่ตัวเอง”
“พี่…หายไปไหน?” โกเมนเสียงสั่นกลั้นน้ำตา
คีรีชะงักไปพักหนึ่ง ถอนใจ “เราถูกสั่งให้ลืมบางอย่าง …แต่รอยเท้าจริง ๆ อยู่ข้างใน”
โกเมนครุ่นคิด “แปลว่า…ที่เราเห็น—ที่โดนสแกนทุกวัน…ทำให้ความทรงจำของพี่หายไปหรือเปล่า?”
คีรีถอนหายใจ “มันเป็นระบบ…บางทีเราเองก็ไม่แน่ใจว่าความทรงจำไหนคือของจริง” ทั้งสองต่างเงียบงันอยู่นาน
โกเมนมองมือพี่ชาย “งั้นเราต้องออกไปข้างนอก…หาคำตอบเอง?”
คีรีหัวเราะแผ่ว ๆ “ไม่ง่ายขนาดนั้น” สายตาเขาดูเศร้านิด ๆ ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ “นี่คือเส้นทางออก…แต่มีเพียงคนที่กล้ายอมรับความกลัวตัวเองถึงจะไปสำเร็จ”
บรรยากาศเงียบสั้นก่อนคีรีพูดต่อ “เธอเชื่อใจพี่เหรอ?”
โกเมนสบตาพี่ชาย “ไม่รู้สิ…แต่ถ้าไม่เดินต่อ เราคงไม่เหลืออะไรให้เชื่ออีกแล้ว”
พี่น้องออกเดินในอุโมงค์ด้วยกัน แสงไฟเล็ก ๆ ข้างหน้าทำให้ความกลัวถูกผลักออกจากจิตใจชั่วคราว ทั้งสองเล่าสลับเรื่องอดีต เบื้องหลังคือเสียงแตะเท้าย้ำรอยบนหิน ไม่นานก็ถึงจุดที่รอยเท้าหายไป—มีแต่ป้ายเตือน ‘ช่วงความทรงจำต้องห้าม’
โกเมนกระชับผ้าพันคอแน่น “เราจะกลับไปหาพ่อแม่ได้มั้ย?”
คีรีนิ่งเงียบ ก่อนพูดช้า ๆ “ถ้าเราออกไปข้างนอกจริง ๆ…อาจไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลย”
เสียงคุยเบา ๆ กับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง เสียงขูดหินดังก้องในอุโมงค์ เส้นทางดูเหมือนหายไป พวกเขาต้องคลำหาทางต่อแบบไม่รู้ปลายทาง
จู่ ๆ กระแสไฟกระชาก ทั้งระบบแสงดับลงเหลือเพียงเสียงหายใจหวาดหวั่น โกเมนจับแขนคีรีแน่น “พี่…ได้ยินเสียงอะไรมั้ย?”
คีรีพยักหน้า “เสียงเคยหวาดกลัวตอนก่อนจะหายไป เป็นเสียงในหัวตลอดเวลา”
แผ่นรอยเท้าบนผนังเริ่มเรืองแสงจาง ๆ ลากไปสู่ประตูเหล็กหุ้มตะกั่ว รูจักรควบคุมล็อคสี่ทิศเหมือนจากภาพวาด “นี่มันรหัสในสมุดพี่…ลอง….”
โกเมนมือสั่น เปิดสมุด เขียนรหัส ใส่ตัวเลขตามที่จำได้จากคืนก่อน กลไกขยับครืดใหญ่ เสียงประตูกึกก้อง
ประตูเปิดออกเห็นโถงกว้าง บรรจุคนหลับใหลในหลอดแคปซูล ไล่เรียงกันอยู่เป็นร้อย หลายคนหน้าตาคุ้นเคย ทั้งหมดสวมหัวครอบข้อมูล ข้างแคปซูลมีบันทึกกิจกรรมประจำวัน ระบุว่า ‘บันทึกข้อห้าม: ความทรงจำสูญเสีย…ทดสอบความภักดีประชากร’
โกเมนตกตะลึง “นี่…เราเป็นเพียงการทดลองเหรอ?”
คีรีหลุบตา “เราเลือกได้ ว่าจะเป็นหนึ่งในนั้น…หรือจะทิ้งกลัว อยู่กับความจริง”
โกเมนเข่าทรุด คำถามหลากหลายถาโถม ทุกอย่างในชีวิตถูกเขียนซ้ำซาก ระบบเดิม ๆ ครอบงำชาวอาณานิคม—แต่เขาเงยหน้ามองพี่ชาย “ขอเป็นคนเลือกเองนะ ครั้งนี้”
เสียงไซเรนลั่น เจ้าหน้าที่ควบคุมวิ่งกรูมา พวกเขาต้องวิ่งฝ่าควันและเสียงตะโกน คีรีถูกกระชากออกจากโกเมน มือทั้งสองข้างต่างไขว่คว้าหากันแต่จับไม่ถึง คีรีตะโกน “ออกไปให้ได้! อย่าให้ใครลบความทรงจำเราอีก!”
โกเมนตะเกียกตะกายก้มต่ำ หลบสายไฟแรงสูง พุ่งตรงไปยังประตูเหล็กอีกบานหนึ่ง เหนือกรอบข้างบนเขียนว่า ‘ทางไปชั้นผิวนอก’ เขาฝืนร่างกายที่สั่นเทา กระชับเศษกระดาษพี่ชายไว้แน่น เสียงระบบสั่นสะท้านเหมืองทั้งอาณานิคม พ่อกับแม่แบกกระเป๋าฝ่าเปลวไฟมาเจอเขา เหงื่อไหลท่วมหน้า พ่อพูดเสียงขาดหาย “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องถอย เรายังเป็นครอบครัวเดียวกัน”
แม่โผเข้ากอดโกเมน “ลูกเลือกทางไหนแม่จะไปด้วย”
เสียงลั่นเตือนการปิดผนึกสุดท้ายดังขึ้น โกเมนยืนนิ่ง—ระหว่างเลือกจะออกสู่โลกภายนอกกับเหลืออยู่ในความทรงจำปลอมๆ
ในความสับสน เขาบอกพ่อแม่ “เราอาจไม่ได้มีรอยเท้าสวยงามเหมือนใคร แต่เราจะสร้างมันใหม่ของเราเอง”
ทุกคนวิ่งสวนฝูงชน สายไฟแตกไฟแลบ มุ่งหน้าสู่ทางออก พลังของความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันประหลาด
เมื่อประตูสุดท้ายเปิดออก แสงจ้าแผดเข้าตา โกเมนล้มลงบนพื้นดินแข็ง โลกเบื้องนอกหนาวเหน็บและกว้างใหญ่ ทุกคนหอบหายใจ เสียงฝนตกจากท้องฟ้าไหลรินลงผิวน้ำเขิน ๆ
โกเมนหันไปมองพ่อแม่ สบตาเปียกชื้นด้วยน้ำตาแห่งความกล้า และเงาของพี่ชายยังคงทอดยาวข้างเขาในห้วงความทรงจำ
ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะรออยู่ข้างหน้า แต่ละคนต่างเติมเต็มรอยเท้าที่ขาดหาย และก้าวเดินต่อไป—ครั้งนี้อย่างมีอิสรภาพ