คืนสู่เหมันต์ในเงาโค้งดาว
เสียงลมหวีดหวิวลอดกรอบหน้าต่างไม้เก่า หิมะตกหนักคลุมทุกซอกเรือน คนแก่เพียงหนึ่งนั่งสวมผ้าพันคอถักเอง หน้าตาแข็งขืนแต่เร้นรอยแผลในตา เธอฟังเสียงบนนอกเพี้ยน วังเวงในหัวใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เวลาเกือบหกโมง ยานพาหนะโบราณแล่นเข้าหมู่บ้านแห่งหิมะ คราบเกลือถมข้างล้อ ควันไอร้อนกับเสียงประตูเหล็กกระแทกฝา เด็กหนุ่มชื่ออรัญอายุสิบเจ็ดปี มือกำกระเป๋าผ้าฝ้ายเก่าแน่น พ่อแม่เขาเสียหลังอุบัติเหตุ ไม่มีใครเหลือถูกส่งจากเมืองใหญ่ให้มาอยู่กับยายที่ไม่เคยเจอจริงๆ จำได้ไกลจากรูปขาวดำในกล่องเก่า
“ยายชื่อยายสาย” เสียงสั้นแต่ดูจงใจ แข็งเฉยคล้ายหิมะบนบ่า อรัญหลบตาเพราะไม่รู้จะพูดอะไร เขาถูกความเย็นจี้เข้าไปถึงข้อกระดูก ไม่ใช่เพราะอากาศหากเพราะเสียบ้าน ทุกอย่างใหม่เกินไป
“ไปล้างมือก่อนจะกินข้าว” ยายสายเอ่ยอย่างรวบรัดและเดินนำ อรัญวางกระเป๋าไว้ข้างประตู ลายถักมือยังอยู่ตรงนั้น ผ้าห่มกลิ่นขี้ผึ้ง เสื้อไหมพรมยุคดึกดำบรรพ์ เด็กหนุ่มทิ้งตัวบนเตียงและมองเพดานไม้ น้ำตาแทบจะไหลอีกครั้งแต่เขาเม้มปากไว้
เสียงจานชนกัน พื้นไม้ลั่นตามจังหวะฝีเท้า ยายสายจัดข้าวต้มร้อนกลิ่นขิงและหมูสับไว้ฝั่งหนึ่ง “กินเยอะๆ หนาวจะได้ไม่เข้าเนื้อ” เด็กหนุ่มคีบบางช้อน ยายสายนิ่งเงียบ ไม่ซักถามเรื่องพ่อแม่ ไม่แตะต้องอดีต ทั้งบ้านมีแต่เสียงเคี้ยวและลมกรรโชก
คืนนั้นอรัญนอนฟังเสียงหิมะร่วงจากหลังคา ทุกสิ่งมืดสนิท ความเงียบแน่นขนัดทีละชั้นราวกับลอบถามว่าทำไมชีวิตถึงแปรเปลี่ยนเร็วขนาดนี้
วันที่สองในหมู่บ้าน เด็กหนุ่มเดินออกนอกเรือน สังเกตว่าหมู่บ้านเหมือนถูกแช่แข็ง ทั้งในอากาศและในสายตาของคน “อ้าว เด็กใหม่หรือ” เสียงเด็กหญิงดังจากรั้วไม้ เอมอร อายุใกล้เคียงกับอรัญแต่ตาแข็งกว่า เธอสวมหมวกไหมพรมสีส้ม “ไม่เคยเห็นมาก่อน”
อรัญยิ้มบาง ๆ “เพิ่งย้ายมาอยู่กับยายสาย”
เอมอรมองซ้ายขวา เหมือนสำรวจว่าใครมองอยู่ “หมู่บ้านนี้แปลกนะ รู้ไหมว่าเราไม่ควรเข้าไปในป่าด้านหลังหลังตะวันตกดิน”
“ทำไมล่ะ?”
เด็กหญิงกลอกตา “เขาว่ามีเงาดำเดินวนอยู่ ใครไปก็ไม่กลับเหมือนเดิม”
เสียงปะทะหิมะเบา ๆ ใครบางคนเดินมาเพิ่ม “อย่าไปยุ่งกับมันเลย” เป็นนที เด็กหนุ่มผิวคล้ำกว่าใครในหมู่บ้าน เขาเดินถูมือเข้ากันและกดคอต่ำอย่างระวัง
เอมอรหัวเราะเบา “กลัวอะไรกันบ้าง?”
สายลมพัดแรง อรัญเหลียวไปทางป่าซึ่งดูมืดตื้อขึ้นมาทันที เขามองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาไหววูบอยู่ระหว่างต้นไม้
วันผ่านไป บ้านหลังใหม่ยังเย็นชา อรัญสังเกตว่ายายสายจะนั่งมองออกไปทางป่าเสมอหลังมื้อเย็นตลอด “ยายดูฝั่งนั้นทุกวัน ไม่เบื่อเหรอ”
หญิงชราเงียบ โม้มายหัวคิ้วต่ำ “บางทีหิมะมันซ่อนอะไรมากกว่านั้น”
“ยายเคยมีใครหายไปในป่าหรือเปล่า?” เด็กหนุ่มถามเสียงเบา
ยายสายชะงักในมือ เงียบยาวก่อนจะตอบ “นานมาแล้ว มี…”
“แล้วเขากลับมามั้ย?”
“ไม่มีใครเหมือนเดิม ที่ออกจากป่า”
คืนหนึ่ง หลังเสียงลมบ้าหมู่ไม้ อรัญเห็นยายเดินถือเทียนลอดห้องนอน เขาขยับตัวเงียบ ๆ ตามเงาแสงนั้นไป เห็นยายเขียนจดหมายข้างหน้าต่าง สะท้อนเงาตัวเองในกระจกหน้าต่าง พร้อมเสียงพึมพำ “อีกนิดเดียว…ส่งถึงเอง…”
ตอนเช้าวันต่อมา เอมอรชวนอรัญและนทีออกนอกหมู่บ้านไปเก็บกิ่งต้นสนเพื่อเตรียมทำโคมไฟปีใหม่ นทีถือมีดเล็ก เอมอรหยิบตะกร้าสาน อรัญก้าวช้า ๆ แต่สายตากวาดผ่านพงหิมะจนเห็นเงาวูบวาบด้านในสุดของป่า
“มีอะไรน่ะ?”
อรัญนิ่ง เอมอรเลิกคิ้ว
“เมื่อวานฉันเห็นแสงอะไรสั้นๆในป่าเหมือนมีคน”
เอมอรกลืนน้ำลาย “ที่นี่ชอบมีควันกับแสงแปลก ๆ ทุกปีใหม่ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปสืบจริงจัง”
นทีหันมากำมือแน่น “กลัวกันมากไปป่าว เฉยๆ ก็หนาวเอง”
เอมอรยิ้มบาง “ถ้าไม่กลัว คือต้องเข้าไปใช่ไหม?”
อรัญลังเล แต่เห็นสีหน้ายอกย้อนบางอย่างในแววตาเอมอร เขาจึงเดินนำเข้าไปในเส้นทางที่ถูกหิมะกลบจนเงียบเชียบ
ใต้เงาไม้สูง เสียงรองเท้ากระทบหิมะจมหายช้า ๆ เสียงหายใจดังใกล้กันยิ่งนัก แสงแดดยามสายสาดสะท้อนกับเกล็ดน้ำแข็งเป็นทางลิบ ๆ เด็กทั้งสามเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
แล้วจู่ ๆ เห็นกล่องไม้โผล่ครึ่งใบใต้พุ่มหิมะขาว นทีเป็นคนเดินไปหยิบ ความกลัวสะท้อนในมือ “จะเปิดมั้ย?”
เอมอรปล่อยลมหายใจ “ถ้ามีใครซุกไว้มันต้องมีเหตุผล”
อรัญจ้องกล่อง ในใจลังเลกับอดีตของตัวเอง เขาสั่นน้อย ๆ แต่พยักหน้าช้า นทีจึงค่อย ๆ เปิดฝากล่อง
ข้างในคือกระดาษสีเหลืองเก่า รูปถ่ายขาวดำของหญิงหนุ่มคนหนึ่งท่ามกลางหิมะ กำลังยิ้มกว้าง อรัญรู้สึกคุ้น มันเหมือนรูปที่เห็นในบ้านยายสาย
บรรยากาศเปลี่ยนทันที เอมอรเห็นบางอย่างในรูป “ข้างหลังมือเขา…เหมือนมีเงาแปลก ๆ”
นทีถอยหลังทันที “อย่าเล่นกับของพวกนี้เลย”
เสียงลมกรรโชก ฟ้าครึ้มลงในพริบตา หิมะปลิวปะทะหน้าเหมือนมีสิ่งเร้าเร้นเร่งให้รีบออกจากป่า สามคนเดินฝ่าพายุเล็ก ๆ กลับไปหมู่บ้านโดยมีรูปถ่ายนั้นติดหูติดตา
คืนนั้นอรัญนำรูปถ่ายกับกระดาษไปให้ยายสาย “ยาย นี่มัน…”
หญิงชราตะลึงแต่ยังเก็บอารมณ์ เธอหลบตา เสียงสั่น “เก็บไว้เถอะ ลูก…”
“…แม่เปล่าใช่ไหม?”
ยายสายหยุดนิ่ง น้ำตาคลอ “แม่เจ้าออกไปค้นหาคนที่หายไปในป่าคืนนั้นเอง ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิม”
เสียงเงียบขาดตอน ทั้งสองไม่พูดต่อ อรัญนอนคืนนั้นในความจริงใหม่ แม้ไม่สบายใจแต่ความเศร้าเจือกระจ่างในใจเป็นครั้งแรก
วันถัดมา อรัญไม่อยู่สุข เขาไปหาเอมอรและนที “ฉันต้องการเข้าไปในป่าอีกครั้ง คราวนี้ขอไปต่อให้สุด นึกว่าจะเจอบางอย่างของแม่”
นทีเงียบ แล้วจับบ่าอรัญ “จริง ๆ กลัวมาก แต่จะไปด้วย”
เอมอรพยักหน้าเงียบ ๆ “เราไม่ปล่อยใครไว้คนเดียวหรอก”
ท้องฟ้าสีเทารอฝนหิมะ เด็กสามคนแต่งตัวพร้อม แบกไฟฉาย ผ้าห่ม และน้ำเข้าไปในป่า ลึกกว่าทุกครั้ง แสงแดดถูกกลืนจนเหลือเพียงเงาดำต้นไม้ในม่านขาว
เส้นทางลากผ่านลานหิมะที่ไม่มีรอยเท้า แสงไฟฉายกวาดพบโครงสร้างไม้เก่าเป็นกระท่อมผุทางเหนือ หมอกบางคลอรอบ ๆ เสียงหวีดลึกลับวกวนในหู
เอมอรเอามือจิกเสื้อตัวเอง “เรายังกลับได้ไหม?”
อรัญลังเลแล้วตอบ “แม่เคยเข้ามาคืนแบบนี้” น้ำตาเขาหยาดในหน้าแรกของการยืนหยัด
ประตูห้องผุกว้างช้า เผยเตียงไม้ ลังเสื้อผ้า และรูปถ่ายหญิงสาวอายุรุ่นราวแม่อรัญอยู่บนผนัง ฝุ่นจับจนมองแทบไม่เห็น
เสียงแปลก ๆ ดังในห้อง น้ำค้างหยดดังทีละเม็ด ก่อนมีเงาดำสูงเท่ามนุษย์โผล่ผ่านหลังม่าน
นทีผงะถอยสุดขอบ เอมอรสะอื้นค่อย ๆ
อรัญยืนเฉย จ้องเงานั้น ดวงตาเขาสั่นกลัวแต่เลือกไม่หลบ “แม่…แม่อยู่ตรงนั้นใช่ไหม”
เงาดำขยับก้าวช้า ๆ เสียงแหลมสูงแทรกผ่าน “เจ้า…ทำไมต้องตาม?”
“ผมอยากรู้ ทำไมแม่ถึงไม่กลับ ยายบอกไม่มีใครเหมือนเดิมหลังเข้าไปในป่า”
เงานั้นนิ่ง “ความกลัวกินทุกอย่างในหิมะนี้ ใครที่หนีอดีตไม่ได้ก็จะยืนฝังรากอยู่กับมัน”
เอมอรเอื้อมมือจับอรัญ “เรากลับบ้านกันเถอะ ไม่มีประโยชน์ถ้าอยู่แต่กับความเศร้า”
อรัญหลับตานาน เปิดออกอีกครั้ง“แม่ ถ้ายังอยู่จะได้ยินไหมว่าผมจะขออยู่ต่อไป ไม่หนี”
เสียงตกกระทบหิมะรุนแรงลั่น โครงสร้างไม้สั่น เสียงเป่าลมหายใจเย็นยะเยือกพัดผ่าน
เงาดำเลื่อนเข้าใกล้อรัญ แต่เขาไม่ถอย ดวงตาตรงแน่วิ่งผ่านอดีตที่เคยเจ็บ เงานั้นเติบโตล้อมเขาไว้แล้วค่อย ๆ จางราวกับหิมะละลายบนฝ่ามือ
แสงไฟฉายสว่างอยู่กลาสี เด็กสามคนวิ่งออกจากป่านั้นกลับหมู่บ้าน หัวใจอรัญเต็มแน่นปนโล่ง น้ำตาแห่งการยอมรับไหลรินไม่หยุด
เมื่อกลับถึงบ้าน ยายสายโผกอดอรัญเป็นครั้งแรกแนบแน่น “ขอบใจที่กล้ากลับมา”
เช้าวันปีใหม่ หิมะละลายแรก ดวงอาทิตย์สาดบนเฉลียง อรัญพร้อมเอมอรและนทีช่วยกันจุดโคมไฟรำลึกผู้จากไป ฟ้าใสแทนคืนยาวนาน
อรัญมองหน้าบ้านหลังใหม่ ไม่เหมือนวันแรกอีกต่อไป เขาไม่ลบรอยน้ำตาออก เขาคืออรัญ ผู้เดินข้ามคืนสู่เหมันต์ในเงาโค้งดาวด้วยหัวใจที่เติบโตใหม่