เงาวันลอยฟ้า
เมฆขาวแนบกับท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสียงเครื่องกลแว่วราวกับหัวใจของเมืองทั้งเมืองเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เกาะแอ่งฟ้าขนาดมหึมาแขวนลอยบนอากาศ รายล้อมด้วยท่าเทียบเรือบิน หน้าต่างบ้านหลังคาแดงเรียงลดหลั่น โซลยืนอยู่ขอบสนาม ลมพัดผมดำยาวของเธอพลิ้วไหว เธอกุมกระดาษแผ่นหนึ่งแน่นในกำมือ ดวงตาสีเทาสะท้อนแสงตะวันแรก อีกมุมหนึ่ง เซนกำลังซ่อมเครื่องทุ่นแรงที่ใต้เรือนเหล็ก ซากเครื่องจักรกองเต็มพื้นในสภาพแตกหัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คงซ่อมไม่ได้แล้วมั้ง…” เซนเอ่ยพลางถอนใจ นั่งขัดไขควงอยู่กลางเศษเหล็ก
สายตาของโซลปรายมาชั่วครู่ ก่อนผละกลับไปยังจดหมายในมือ เธอกำลังลังเลว่าจะส่งมันออกจากเมือง หรือเผามันทิ้ง
เสียงระฆังประกาศแว่วมาจากหอคอยกลาง สมาคมข่าวเวทมนตร์รายงานว่าเมื่อคืนนี้มีผู้หายตัวไปอีกหนึ่งคน—ซาลีน เพื่อนวัยเด็กของโซล
โซลเดินเข้ามาใกล้เซน หย่อนตัวลงนั่ง หยิบกล้องเวทส่องประกายฟ้าที่เขากำลังถอดแยกส่วนไปมาหมุนเล่น
“นายไม่กลัวเหรอ ซาลีนหายอีกคนแล้วนะ”
เซนนิ่งไป “โลกข้างบนมันซ่อนอะไรไว้เยอะ ใครขึ้นสูงเกินไป…ก็ร่วงลงได้หมดแหละ”
“ฉันแค่…กลัวว่าจะถึงคราวเราเอง” โซลเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล เธอเหลียวหลังไปทางท่าเรือ ที่ปรากฏร่างคนแปลกหน้ายืนหันหลังให้แสงเช้ายืดยาว
ขณะเดียวกัน ในสำนักงานคณะปกครองกลาง ชายชรานามว่าเดลวิน กำลังก้มหน้าดูเอกสารการหายตัวไปของซาลีน ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด รอยแผลเก่าที่ข้อมือเตือนถึงอดีตการปราบจลาจลที่โชกเลือด
“เมืองเรากำลังมีบางอย่างผิดปกติ หรืออาจผิดปกติแบบนี้มาตลอด” เขาผละสายตาจากแฟ้ม พลางถอนหายใจยาว
เซนออกเดินกับโซล สายลมระหว่างซอยเมฆเย็นขื่นขม แสงแดดถูกก้อนเมฆสูงกลืนบางส่วน
“ถ้าวันหนึ่งนายต้องหนี จะพาคนอื่นไปด้วยไหม” โซลหยั่งเชิง น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ
“ขึ้นอยู่กับว่าเขาไว้ใจฉันแค่ไหน ถ้าเปล่าก็ปล่อยเขาไว้—แต่ถ้าฉันไว้ใจเขา ฉันจะไม่ทิ้ง” เซนตอบไม่สบตา
ทั้งสองเดินผ่านตลาดกลาง เมฆบางลอยโชยผ่านทางเดินไม้ อากาศตึงเครียดจาง ๆ จากข่าวการหายตัวไป โซลพลันพบกล่องไม้เล็ก ๆ วางทิ้งริมมุมกำแพง ภายในมีกล้องเวทสีดำสนิทและกระดาษปริศนา
“นั่นอะไร…” เซนกระซิบ โซลชะเง้อก่อนหยิบออกมา—บนกระดาษนั้นมีอักขระเพี้ยน ๆ คล้ายภาษาโบราณ เธอสัมผัสแล้วหัวใจเต้นแรง เงาผ่านสายตาเมื่อเงยหน้ามองฟ้า
คืนนั้น ห้องพักโซลถูกแบ่งครึ่งกับเพื่อนร่วมห้องชื่ออิเรน ผู้หญิงทะเล้นเสียงดัง “จะไปไหนแต่เช้ามืด เธอนี่แปลกนะโซล” อิเรนถามอย่างสงสัย
“ฝันร้าย…ไม่ได้หลับสนิท” โซลแก้ตัว เสียงสั่นพร่า
เธอหลบไปมุมห้อง ส่องแสงไฟลงบนกระดาษปริศนา สัญลักษณ์ในกระดาษดำเปลี่ยนรูปคล้ายฟ้าผ่าขณะแตะต้อง มันฉายเงาของภูมิทัศน์เสี้ยวหนึ่งของอัลเมเรีย
โซลเริ่มคลี่คลายรหัสลับด้วยความช่วยเหลือของเซน ทั้งคู่เดินทางสืบหาความหมายของข้อความแปลกประหลาด ตามร่องรอยซึ่งเชื่อมโยงไปถึงองค์กรลับที่ปกครองเมืองบนฟ้า
หลังผ่านหลากอุปสรรค พวกเขาต้องเจอกับบรรยากาศอึมครึม เพื่อนบ้านเริ่มหวาดระแวงกันเอง ใครบางคนเฝ้าจับตาโซล โดยเฉพาะยามคํ่าคืนที่เสียงลมตรึงกับเงาในตรอกแคบ ๆ
คืนหนึ่ง เงาดำพุ่งไหวผ่านหน้าต่างห้อง โซลสะดุ้ง มองสบตากับชายสวมผ้าคลุมดำที่จ้องมาผ่านกระจก สายตานั้นเหมือนมีบางอย่างที่หวาดกลัวในอดีต
“อย่าไว้ใจทุกคน…สำหรับบางอย่าง มันไม่จบง่าย ๆ หรอก” เสียงกระซิบของชายปริศนา ทิ้งไว้แต่เงา ก่อนเขาหายวับไป
โซลใจเต้นแรง รีบไปหาเซน ผู้ซึ่งซ่อมกล้องเวทสำเร็จ กล้องนั้นเผยให้เห็นเงาร่างบินอยู่บนอากาศรอบเกาะ—มากกว่าที่ใครในเมืองลอยฟ้าคาดคิด
ทั้งสองเริ่มพบสัญญาณเชื่อมโยงเหยื่อที่หายไปกับสูตรเวทเก่าของผู้ก่อตั้งเมือง พวกเขาตัดสินใจเผชิญหน้าภัยลึกลับของเมืองโดยตรง แม้จะเสี่ยงชีวิตและหัวใจ
ตลอดเวลา โซลพยายามเก็บงำอดีตของตน เธอเห็นภาพแวบ ๆ ของหญิงสาวผมยาวอยู่ในห้องเย็น แถบสีขาวพาดหน้าผาก เสียงร้องไห้เบา ๆ กลางสายหมอก และมือที่ยื่นออกไปหาเงาในความมืด
วันต่อมา อิเรนเผชิญหน้าโซล “เธอไม่เคยไว้ใจใครเลยใช่ไหม?”
“มันไม่ง่าย ฉันเคย…สูญเสียคนสำคัญเพราะความไว้ใจผิด” โซลหน้าเสีย ตาก้มต่ํานิ่ง
“นี่แหละคือปัญหา ตอนนี้พวกเราอยู่ขอบเหวเดียวกัน ถ้าเธอไม่มีใคร เธอจะเหลืออะไร” น้ำเสียงอิเรนกดกับอารมณ์
เซนถอดแว่นกล้องเวท ขมวดคิ้ว “โซล ฉันรู้นะว่ามีบางอย่างในอดีตเธอ แต่ถ้าไม่กล้าเผชิญ มันก็มีแต่จะกลับมาหลอกทุกคืน”
โซลเดินออกนอกห้อง ลมแรงข้างนอกหนาวเกินจะทน เธอเงยหน้ามองเมืองลอยฟ้าที่เต็มไปด้วยเงากดดันที่นักบินขาววนเวียนอยู่รอบนอกเมฆ
กลางงานเทศกาลแสงสีเมื่อทุกคนดูจะสนุกสนาน อาการตึงเครียดยังวนเวียน โซลสังเกตเห็นชายชุดดำเดินกลางฝูงชน เธอรีบเอ่ยกับเซน “เราโดนจับตา เขามองมาทางนี้”
เซนประคองมือเธอแน่น “ไม่ว่าอย่างไร ฉันจะไม่ทิ้งเธอ”
ทั้งสองลอบเข้าโรงเก็บบันทึกยุคบุกเบิก สิ่งที่พบคือกระดาษจารึกเล่าว่า องค์กรมืดใช้พลังความกลัวกลั่นจิตเป็นเวทขับเคลื่อนเกาะนี้
เสียงก้องดังขึ้นในชั้นล่าง “อย่าแตะอดีต เพราะมันอาจทำให้เกาะทั้งเกาะตกจากฟ้า”
เซนผลักโซลเข้าในช่องแคบ ๆ กลัวเธอถูกทำร้าย
ความสัมพันธ์ทั้งคู่ลึกซึ้งขึ้นท่ามกลางความกลัว—โซลเริ่มกล้าแย้มความรู้สึกออกมา
“โลกข้างบนลมแรง แต่ยิ่งขึ้นสูง มันยิ่งหนาว บางทีเราก็ต้องเลือกจะยืนข้ามเหว หรือกอดกันไว้” เซนพูดเงียบ ๆ
ในที่สุด ทั้งหมดโดนจับโดยเงาดำข่มขู่ “ถ้ารู้มากเกินไป เตรียมลาจากที่นี่ได้เลย”
โซลเห็นประกายตอแหลในแววตานั้น “คุณไม่กลัวเหรอ วันที่ตัวเองต้องอยู่ในความมืดตลอดไป?”
อีกฝ่ายหัวเราะแห้ง ๆ “เรากลัว แต่กลัวมากกว่าที่จะล้มเหลวภารกิจ กลัวว่าความจริงจะโผล่พ้นเมฆ”
เซนและโซลถูกขังแต่ไม่ยอมแพ้ เขาใช้กล้องเวทส่งสัญญาณผ่านท่ออากาศ อิเรนลอบมาช่วย “ถ้าขึ้นสูงอีกหน่อย กล้าเสี่ยงไหม?”
ทั้งสามหนีออกจากห้องขัง ขึ้นไปยังยอดหอคอยเกาะลอยฟ้า ท่ามกลางเสียงไซเรนที่ประกาศเตือน
“มันต้องมีทางไปต่อ” โซลสูดลมหายใจ หลับตาแล้วก้าวออกไปบนสะพานเมฆ
ก้าวของเธอทำให้กลไกเวทหมุนเล็กน้อย แสงสว่างจากเส้นลมฟ้าเปล่งประกาย เงาดำเริ่มบางลง เมืองสั่น
“เราจะไม่มีวันเป็นคนเดิม ถ้าไม่กล้ายืนต่อหน้าความกลัว” เซนเดินมาจับมือเธอ
โซลปล่อยวางอดีต แสงในกล้องเวทฉายปรากฏร่างซาลีน เพื่อนรักที่แท้จริงไม่ได้หายไป แต่ถูกบังคับให้ลบอดีตและจ้องแต่ความกลัวเพื่อขังเงาเหล่านั้น
“ไม่มีใครอยู่ลอยฟ้าได้นาน ถ้าหัวใจถูกขังในกรง” โซลก้าวข้ามขอบเขตของตัวเอง สลายเวทแห่งความกลัว เปิดทางให้ผู้หายตัวกลับคืน
หลังเหตุนั้น เมืองสงบลงอีกครั้ง แต่สายตาคนใหม่ ๆ มองโซลอย่างเคารพ เธอกล้าสู้แม้ใจยังกลัว เซนและโซลต่างจำเป็นต้องเลือกเดินทางใหม่ที่อาจไม่ไปพร้อมกัน แต่คำพูดสุดท้ายยังคงอยู่
“ถ้าวันหนึ่งเราต้องเลือก ฉันจะเลือกกล้ายืนข้างคนที่กลัวแต่ไม่เคยหนีเหมือนเธอ” เซนยิ้มแผ่ว โซลยิ้มทั้งน้ำตา เมืองลอยฟ้าปลอดโปร่ง เหลือเพียงแสงอาทิตย์กับแรงใจที่จะเผชิญฟ้าที่ยังไร้ขอบเขต