บนสะพานแห่งความมืด
เสียงฝนโปรยปรายเบามาในยามเช้าของเมืองศิวาลัย ละอองน้ำเย็นตกกระทบกระเบื้องเก่าบนบ้านไม้ รงค์ยืนนิ่งริมหน้าต่างดวงตาเหม่อลอย แววตาทื่อเฉยประหนึ่งไร้วิญญาณ มีเพียงเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในครัวเท่านั้นที่ฉุดเขากลับสู่โลกความจริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รงค์… จะแวะมาชาด้วยกันไหมพ่อ?” เสียงของดาลินภรรยาเอ่ยเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง ใบหน้าซูบซีดจากการร้องไห้ในอดีตยังไม่เคยจางหาย
“ไม่… ไปก่อนเลย” รงค์หนีสายตา มือขยี้ผมตัวเอง สะเทือนในใจจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ภาพลูกชายวัยสิบขวบลอยวูบขึ้นมา พร้อมเสียงหัวเราะที่ไม่มีวันได้ยินอีก
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งข้ามจากระเบียง เปียกลื่น อะไรบางอย่างกระชากใจรงค์ให้หลุดจากภวังค์ เขาเดินออกจากบ้าน เมินถนนหลัก เลี้ยวเข้าสะพานไม้เก่าแก่ที่ผุกร่อนอยู่ระหว่างหมอกบาง
สะพานนี้เชื่อมหมู่บ้านกับป่าชื้นฝั่งตรงข้าม ชาวบ้านร่ำลือว่าสะพานนี้มีบางอย่างคอยเรียกผู้อ่อนแอให้หายไปในคืนไร้จันทร์ แม่ค้าขายผลไม้หน้าตลาดเคยกระซิบว่าได้ยินเสียงร้องไห้จากน้ำใต้วังเวง
รงค์มองเงาตัวเองพลิ้วในลำธาร ดวงตาแข็งกร้าว เคยมีคนบอกว่าสะพานนี้กลืนวิญญาณเด็ก รงค์หยิบซองจดหมายสีน้ำเงินซีดยับขึ้นอ่าน ข้างในมีเพียงประโยคเดียว “ถ้าต้องการความจริง มาพบฉันที่นี่ คืนวันไร้พระจันทร์”
ตลอดวัน รงค์เดินวนอยู่รอบสะพาน สังเกตผืนน้ำ คุยกับเด็กชายชาวบ้านชื่อมีน มีนเป็นเด็กเก็บตัว ตาเศร้า มีรอยช้ำตรงแขน รงค์ถามอย่างสุภาพ “ทำไมถึงชอบมาเล่นแถวนี้คนเดียว?”
มีนเม้มปาก “ผมไม่อยากอยู่บ้าน… พ่อชอบเมา” มีนเงียบไป น้ำเสียงสั่น รงค์สัมผัสได้ถึงความกลัวแต่ไม่ได้ซักไซ้ ตัดสินใจเดินไปส่งมีนกลับบ้าน ชายชราเดินสวนมาพร้อมถุงของ หยุ่น ลุงเจ้าของร้านย่อยข้างสะพาน
หยุ่นหยุดมองรงค์นาน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “มองนาน ๆ มันจะมองกลับนะ รู้ไหม?” รงค์พยักหน้าอย่างไม่เชื่อ ถือขอโทษไว้ในใจที่เคยสอบถามชาวบ้านกระทบใจมากเกินไปในอดีต
ตกค่ำ แสงอาทิตย์สีส้มนวลเคลื่อนตัวหายไป เหลือไว้แต่กลิ่นอายชื้นตรึงใจ รงค์นั่งที่ปลายสะพานจ้องกระดาษในมือ “หากเป็นกับดัก ก็แค่จบชีวิต” เขาหัวเราะในลำคอ เสียงจิ้งหรีดดังแข่งกับเสียงใจตัวเองที่เริ่มเต้นรัว
เสียงก้าวเท้าคนดังขึ้นจากอีกฝั่ง ชายร่างผอมใส่เสื้อโค้ตเก่าเดินมาหยุดตรงหน้า แสงจันทร์หลบเร้นในเมฆ คนแปลกหน้ายื่นมือให้ “มานั่งด้วยกันไหม?”
“คุณส่งจดหมายหรือ” รงค์ถามเสียงห้วน
“เราแค่ผู้ส่งสาร ความจริงยังรออยู่วงใน ให้คุณเลือกไขว่คว้าเอง” ชายลึกลับเสียงแผ่วเหมือนลม ไร้ชื่อ!
“ผมหาคำตอบมาเกือบปี ไม่มีอะไรนอกจากสูญเสีย ถ้ามีอะไรก็พูดมา!” รงค์ตะคอก ลมหายใจขาดช่วง น้ำเสียงปนโกรธปนเศร้า
ชายปริศนายิ้ม “บางอย่างฝังอยู่ใต้น้ำ… ในคืนพระจันทร์ดับ ประตูจะเปิด สุ้มเสียงจะเผย”
แววตารงค์แข็งกร้าว “แล้วต้องแลกอะไร?”
“แค่เผชิญหน้าอดีต ทั้งของคุณเองและใครสักคนที่คุณเชื่อว่ารักคุณมากกว่าใคร”
ประโยคนั้นทำให้รงค์นิ่งเงียบ หัวใจเหมือนถูกกรีดลึก ภาพใบหน้าลูกชายผุดในหัว เขาลุกขึ้นเตรียมกลับบ้าน แต่พลันมีเสียงแปลกในความมืด เสียงแว่วคล้ายเด็กหัวเราะ ผสานเสียงน้ำสาดสะท้อนสะพาน
รุ่งเช้า รงค์ตื่นขึ้นด้วยอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น ดาลินเดินมาแตะไหล่เขาแล้วนั่งลงข้าง ๆ “ฝันถึงเขาอีกสินะ?”
“ใช่…แต่วันนี้เหมือนจริง เหมือนเขาอยู่ตรงนี้” เสียงรงค์แตกพร่า ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยอดีต
ตกเย็น ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งแตกตื่น เด็กชายมีนหายตัวไปในคืนเมื่อวาน รงค์เห็นรองเท้าผ้าใบคู่เล็กตกอยู่ข้างสะพาน ตำรวจเริ่มค้นหา เสียงซุบซิบเพิ่มขึ้นว่าเป็นคำสาปของสะพาน
รงค์พยายามซักถามชาวบ้าน ทั้งหมดต่างกลัว ต่างไม่กล้าเอ่ยถึงอดีต เขาแอบฟังเจ้าหน้าที่พูดคุยกันกลางลานตลาด
“ฉันเคยได้ยินว่าครอบครัวรงค์… ลูกเขาหายไปตอนห้าเดือนก่อนนะ”
“ว่าแต่รอดมาได้ยังไง”
รงค์เดินหนีประโยคซุบซิบ บีบกำมือข่มความเจ็บปวด น้ำตารื้นขึ้นที่ขอบตา
คืนนั้น ดาลินเข้ามานั่งใกล้บนเตียงเงียบ ๆ “เราไม่ควรทิ้งกันแบบนี้… ฉันยังคิดถึงลูกทุกวัน”
รงค์กลืนน้ำลาย เสียงเย็นชา “แต่เธอไม่เคยถามฉันเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น”
ทั้งสองเงียบงัน ดาลินสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้อง ประตูปิดเบา ๆ รงค์เอามือกุมหน้า ซ่อนเสียงสะอื้น
ในฝัน รงค์เห็นลูกชายยืนข้างสะพาน โบกมือเรียก เขาเดินฝ่าหมอก ข้ามสะพานแต่ขาเหมือนติดกับพื้น เด็กน้อยยิ้ม น้ำตาอาบแก้ม “พ่อ ไม่ต้องกลัวแล้ว… เดินต่อไป”
ตื่นมาด้วยเหงื่อชุ่ม รงค์ตัดสินใจเดินกลับไปที่สะพานในเช้าตรู่
หยุ่นยืนอยู่พร้อมกับถาดข้าว “คนเราแบกอดีตเดินไปไกลไม่เคยไหว รงค์เอ๋ย” รงค์รับข้าวมากินเงียบ ๆ
“หยุ่น เคยเห็นอะไรที่นี่ไหม?”
“เคย…แต่สายตาของคนเสียอะไรไปมันมองเห็นได้ลึกกว่า” ลุงหยุ่นยิ้มเศร้า ประโยคติดค้างในใจรงค์
เสียงเด็กเล็กดังสะท้อนออกมาจากฝั่งป่า รงค์รีบวิ่งตามเสียงไป พลันเห็นมีนยืนร้องไห้อยู่ข้างชายป่า เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน รงค์เข้าไปถาม “หนีมาทำไม?”
“ผมกลัว… ผมกลัวจะหายไปอีกคน”
“ฉันเองก็เคยกลัว…แต่สัญญานะ ถ้าเธอกลับไป ฉันจะดูแลให้” คำพูดเหมือนลั่นออกมาเอง รงค์ไม่เคยสัญญาเช่นนี้กับลูกตัวเองมาก่อน
หลังคืนพระจันทร์ดับถัดไป ทั้งเมืองเหมือนถูกหวาดกลัวกลบมิด ข่าวคนหายเพิ่มขึ้น รงค์ถูกรายล้อมด้วยชาวบ้านที่เริ่มโทษเขา “ถ้าไม่ใช่เพราะแก เด็กคงไม่หาย!”
“ถ้าคิดแบบนั้น ฉันจะไปเอง” รงค์กล่าวเสียงเครียด ตัดสินใจเดินข้ามสะพานในคืนมืดอีกครั้ง
ทันใดเหมือนแรงดึงใต้น้ำ รงค์ตกลงไปในน้ำเย็นจัด ภาพอดีตย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ เขาเห็นดาลินยืนร้องไห้กอดลูกชาย รงค์กลับบ้านสายในคืนเกิดเหตุ ลูกหาย รงค์โทษตัวเองมาตลอด
ในความมืด เขาได้ยินเสียง ผสานเสียงเด็ก “ถ้ายังไม่ให้อภัยตัวเอง… จะหาทางออกเจอได้ยังไง”
น้ำค่อย ๆ ดึงตัวเขาขึ้นเหนือน้ำ เปลวแสงส่องผ่านหมอกในตอนเช้า รงค์ปีนขึ้นฝั่ง ดาลินรออยู่ พร้อมมีนที่เพิ่งถูกพบโดยเจ้าหน้าที่ รงค์สวมกอดมีนแน่น น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ยั้ง
“ขอโทษที่ฉันไม่เคยกล้าเผชิญหน้าอดีต” เขาร่ำไห้ให้เมียและเด็กชายที่ช่วยชีวิต “ฉันจะเริ่มต้นใหม่ ถึงมันจะช้า แต่ฉันจะเริ่มรับฟัง”
ภาพสุดท้าย รงค์เดินข้ามสะพานพร้อมครอบครัว ยามดวงอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกในรอบเดือน หมอกหายไป เสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่น กลิ่นน้ำค้างเช้าใหม่ปลุกหัวใจร้างรักให้ตื่น หากอดีตยังอยู่ แต่เขาเลือกแล้วว่าจะเดินต่อไปข้างหน้า