เสียงกีต้าร์ใต้แสงจันทร์
เสียงคลื่นซัดฝั่งแผ่วเบาผสมกับเสียงลมในค่ำคืนที่เมืองชายทะเล ‘ศิ’ เดินเท้าเปล่าข้ามถนนสายเล็กๆ ผ่านร้านรวงปิดไฟ ผู้คนหายเข้าบ้านในความมืด สายลมเย็นปะทะใบหน้า มีแต่เธอกับเงาตนเองทอดไปไกลใต้แสงไฟถนนสีส้มซีด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โรงหนังเก่าโผล่ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ อาคารทรุดโทรมกลืนกับความมืด มีเพียงกระจกแตกร้าวสะท้อนแสงจันทร์เป็นริ้ว ศิมองแผ่นป้ายหนังซีดจาง “คืนสุดท้าย” ยังคงติดอยู่ ราวกับโรงหนังยังมีชีวิต
ประตูไม้เก่าดัง เอี๊ยด… ศิเข้าไปข้างใน กลิ่นฝุ่นและกลิ่นเกลือทะเลตีขึ้นจมูก ไฟฉายมือถือส่อง พบเก้าอี้แตกหัก เศษกระจก เสียงอะไรบางอย่างขยับบนเวที พลันเสียงกีต้าร์แผ่วเบาดังขึ้น เมโลดี้ยากจะอธิบายทั้งเศร้าและงดงาม
ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเหม่อบนเวที กำลังดีดกีต้าร์ไม้เก่าพังๆ เขาชำเลืองมองศิปริบเดียวก่อนก้มหน้า ผิวเข้ม ผมยาวบางส่วนขมุกขมัว ศิหยุดก้าวเท้า
“ขอโทษนะ ฉัน…ไม่ได้จะรบกวน” ศิเสียงสั่น หญิงสาววัยสิบเจ็ดที่ดูแก่กว่าอายุจริงด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า
“ที่นี่ไม่ใช่ของใคร…ถ้าน้ำตาคิดจะไหล ก็ปล่อย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มเย็นไร้สำเนียงท้องถิ่น เขาเลิกดีดแล้วลุกเดินลงจากเวที
ศิกลืนน้ำลาย เธอตัดสินใจนั่งที่เก้าอี้แถวสาม วางกระเป๋าเป้เก่าๆ ไว้ข้างกาย ความเงียบคล้ายห้องโถงแช่แข็ง ใจหนึ่งอยากถามเขาว่ามาที่นี่ทำไม แต่อีกใจก็อยากนิ่งอิงความเย็นเยียบนี้นานๆ
เขาเดินไปจัดกีต้าร์ให้พิงผนัง จังหวะที่หันกลับ ศิสังเกตเห็นรอยแผลเปื้อนสีเลือดเก่าๆ ที่ข้อมือขวา เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบ ไม่จุดไฟ
“ฉัน ศิ… นายล่ะ”
“เรียกว่าราวินก็ได้” เขาวางสายตาไว้ที่จุดที่ศินั่ง แต่ไม่สบตาโดยตรง
“นายมาเล่นดนตรีที่นี่ทุกคืนเหรอ”
“เปล่า… บางทีแค่กลัวเสียงตัวเอง โดยเฉพาะตอนมันดังในใจ”
ศิหัวเราะแผ่ว หัวใจเหมือนถูกกดทับด้วยถุงทราย นานแล้วที่เธอไม่ได้หัวเราะ แม้แต่น้อย
ราวินยืนพิงขอบเวที เอียงหน้าเหมือนตั้งใจฟังเสียงบางอันในความเงียบ ศิมองกลับไปที่แสงจันทร์ผ่านหน้าต่างกระจกแตก ความอ้างว้างในอกค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละนิด
“บางทีฉันอยากหายตัวไป” ศิพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ราวินไม่ได้ตอบทันที เขาอมควันบุหรี่ที่ไม่มีควันอยู่ในปาก “ถ้าทำได้ ฉันก็อยากหายตัว…แต่ยังมีอะไรบางอย่างจับขาไว้”
จู่ๆ ข้างนอกมีเสียงรองเท้าเหยียบหินกรวด ศินิ่งขึง กำมือแน่น ราวินเดินไปดูนอกประตูแล้วเหลือบตามองศิ
“น้องสาว?”
“ไม่ใช่…คงแค่คนบ้านข้างๆ” เธอก้มหน้า ซ่อนมือสั่นไว้ใต้โต๊ะไม้เก่า
ราวินกลับมานั่งข้างๆ เว้นระยะห่างชัดเจน “ถ้ากลัว เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน…แล้วเดี๋ยวหายไปด้วยกันสักครู่”
เสียงคลื่นกระทบหาดลอยมาอีกครั้ง ศิเคลื่อนมือไปจับสายสะพายกีต้าร์ หยิบขึ้นมา
“ขอเล่นได้ไหม” เธอลองดีดสองสามที เสียงเพี้ยนราวกับหัวใจของเธอเอง ราวินหัวเราะ มุมปากแย้มชั่ววูบ
“ไม่มีใครมาตัดสินเพลงที่นี่”
ศิดีดกีต้าร์ เพลงร้องเบา ๆ กึกกักในคอ แต่ท่วงทำนองฟังแล้วเหมือนเทน้ำหนักความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นมาในชีวิต ใจเธอสั่นสะเทือน
เมื่อเพลงจบ ราวินเอามือแตะบ่าสะกิดแผ่ว “เสียงเธอ…จริงใจดี”
เธอมองหน้าเขาเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก “นายเองก็เหมือนกัน”
โรงหนังเก่าเงียบนาน ดวงตาของทั้งคู่สะท้อนแสงจันทร์ เวลาผ่านไป กระทั่งศิค่อยๆ หลับคากีต้าร์ ราวินเห็นดังนั้นจึงถอดเสื้อคลุมของตนวางบนไหล่เธอ แล้วออกเดินขึ้นเวที หยุดยืน มองออกไปนอกหน้าต่าง สายลมกลางคืนพัดเข้ามา กลิ่นน้ำทะเลแทรกอยู่ในอากาศ
รุ่งเช้า ศิลืมตาขึ้นในแสงอ่อน เห็นเสื้อคลุมชายหนุ่มบนตน ใจหนึ่งตกใจ อีกใจอบอุ่นแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอหันหาตัวเขา แต่พบเพียงเสียงกีต้าร์แว่วจากในห้องฉายหนัง เขากำลังนั่งคนเดียวในมุมมืด ดวงตาสับสน เธอเดินเข้าไปใกล้
“นายอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว” ศิถามเสียงค่อย
“มากพอจะลืมว่าข้างนอกมีคน” เขาหัวเราะในลำคอ ศิยิ้มแหย
“ฉันก็เหมือนกัน…แต่พอเจอใครสักคนที่เข้าใจ มันลืมง่ายกว่า”
ราวินหยุดเล่นกีต้าร์วางข้างตัว “ไม่เคยมีใครฟังเพลงฉันจนจบ”
ทั้งสองสบตากันโดยไม่พูดอะไร ความเงียบชัดเจน เหมือนโรงหนังร้างจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวในเมืองนี้
วันนั้นทั้งวัน พวกเขาผลัดกันเล่นเพลง เล่าเรื่องในอดีต ร้องไห้หัวเราะ เผยบาดแผลที่ซุกไว้ในหัวใจ ศิเล่าว่าสูญเสียแม่เพราะอุบัติเหตุ พ่อเธอกลายเป็นคนเงียบขรึม โทษตัวเอง ไม่เคยมองหน้ากันติด
ราวินโอบไหล่ศิ “ฉันเองก็ไม่เคยมีบ้านที่แท้จริง…”
เวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เริ่มแน่นแฟ้น วันต่อมาศิกลับบ้านพร้อมใบหน้ามีรอยยิ้มพิลึก พ่อของเธอกำลังนั่งอยู่ในห้องครัว
“หายไปไหนมา” เสียงพ่อขรึม
“ไปโรงหนัง…ฟังเพลงเฉยๆ” ศิค่อยๆ พูด น้ำเสียงคล้ายอ้อนวอนไม่ให้ซักต่อ
“อย่ายุ่งกับคนแปลกหน้ามากไปกว่านี้” พ่อเธอพูด พลางหยิบเหล้าขึ้นซด ศิมองต่ำ ไม่เคยชนะใจพ่อได้สักที
คืนต่อมา ศิกลับมาโรงหนังอีกครั้งพร้อมขนมปัง เธอนั่งดูราวินซ่อมลำโพงเก่า เม็ดเหงื่อไหลซึมข้างขมับ จากนั้นจู่ๆ ราวินก็เอ่ยขึ้น
“เคยคิดว่าเสียงดนตรีเปลี่ยนโชคชะตาคนได้มั้ย”
ศิยักไหล่ “ไม่รู้…แต่ช่วงนี้มันประคองฉันไว้”
ความเงียบอีกระลอกตกลงมา ทั้งสองคนต่างใช้พื้นที่เงียบนี้พูดกับตัวเองในใจ
หลังจากนั้นหลายวัน ทั้งคู่พบกันบ่อยขึ้น เรื่องราวของแต่ละคนพรั่งพรูผ่านเสียงเพลงและบทสนทนาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ศิเริ่มกล้าพูดคุยกับพ่อถึงอดีต กล้าเจอเพื่อนฝูงบ้าง ราวินเริ่มเปิดเผยรอยแผลแม้เพียงเล็กน้อย
วันหนึ่งระหว่างเดินริมชายหาด ราวินแบ่งปันอดีตเลวร้ายของตนครั้งแรก “แม่ทิ้งฉันกับพ่อไปหลังพ่อติดพนัน ฉันเลยไม่ได้เชื่อใจใครอีก”
ศิหยุดเดิน “งั้น…ฉันเป็นคนแรกที่นายไว้ใจเหรอ”
ชายหนุ่มยิ้มเศร้าๆ “บางที…แต่ก็ยังกลัวอยู่ดี”
เสียงคลื่นดังแทรกเงียบ ทั้งสองไม่พูดอะไรนาน ก่อนจะหันหน้าหากัน ศิมองทะเล ราวินจ้องมองใบหน้าเธอ พวกเขาต่างมีอะไรบางอย่างคล้ายกันจนน่าขัน
ในชั่วขณะนั้น ฝนเริ่มตก ม่านฝนพราวบนกระจก ทุกสิ่งถูกล้างให้สะอาดชั่วครู่ ศิวิ่งเข้าโรงหนัง ราวินตามมา หน้าผากเปียกปอน เธอหัวเราะทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า
“ขอบคุณที่นายไม่หายไปไหน”
ราวินถอนหายใจ “ขอบคุณที่กล้าคุยกับฉัน”
คืนหนึ่งศิกลับบ้านแล้วได้ยินเสียงพ่อทำลายข้าวของ เธอตกใจรีบวิ่งไปดู พบร่างพ่อกำลังนั่งหน้าแดงก่ำในครัว เหล้าหกบนโต๊ะ ศิยืนนิ่ง ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
“แม่เธออยู่ไหน ศิ” เสียงพ่อแตกพร่า
เด็กสาวน้ำตาไหลเงียบๆ เธอเดินเข้าไปกอดพ่อแน่นเป็นครั้งแรก พ่อนิ่งอึ้ง กล่าวเบาๆ “ขอโทษ…ขอโทษที่เป็นแบบนี้”
ศิร้องไห้ พ่อร้องไห้ ต่างไม่มีคำพูดมากกว่านี้ แต่เงามืดในใจเธอลดลงถนัดตา
เมื่อถึงวันสุดท้ายของโรงหนังเก่า เจ้าของที่มาปิดประตูล็อก ศิและราวินนั่งอยู่ข้างใน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า
“ที่นี่…จะเป็นเวทีส่วนตัวเราเสมอ”
“ต่อให้ทุกอย่างหายไป เสียงดนตรีจะยังอยู่ในใจ ฉันสัญญา”
ศิค่อยๆ เอื้อมมือไปจับมือราวิน ต่างคนต่างอบอุ่นอย่างที่เคยโหยหา
เสียงกีต้าร์แผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง ใต้แสงจันทร์ ขณะประตูโรงหนังเก่าปิดสนิท… คืนหนึ่งและเสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตทั้งสองคนตลอดไป