เพดานสีรุ้ง
เสียงกระจกแตกระเบิดก้องกังวานไปทั่วสตูดิโอยามค่ำ ใครบางคนโยนลูกปิงปองกระเด้งตีกระจกแล้วเงียบหาย ท่ามกลางแสงสีส้มของหลอดไฟเก่าบนเพดาน ศร เด็กหนุ่มผู้มักหลบเลี่ยงสายตาเพื่อนร่วมชั้นศิลปะ อยู่นิ่งขมวดคิ้วกับเศษกระจกบนพื้น หัวใจเขาสั่น แม้มือจะยังกำพู่กันแน่น ความกลัวเก่าครั้งยังเด็กที่เคยโดนขังในห้องแคบกำลังกลับมาโดยไม่รู้ตัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงหลบอะไร กลัว?” เสียงหยอกล้อของพลอย นักศึกษาหญิงผมสั้นผู้โดดเด่นด้วยรอยยิ้มกร้าวตามจังหวะ เสียงฝีเท้าพลอยกระแทกกับไม้กระดาน เธอยิ้มจากอีกฟากของห้อง ขณะที่ละเลงสีน้ำเงินลงผ้าใบหันหลังตรงข้ามศร ดวงตาเธอประหลาด—เหมือนอ่านอะไรจากแสงเงาในห้องนี้ออกหมด
ศรเงียบ เขารู้ดีว่าตัวเองกลัวพื้นที่ปิดแคบ ๆ แต่นี่ไม่ใช่แค่ความกลัวแบบเดิม เขาติดในสตูดิโอศิลปะบนดาดฟ้าตึกสูง ที่เพดานบางมุมสะท้อนสีรุ้งวาบไวอย่างประหลาด ราวมีบางอย่างล่องลอยอยู่ในละอองอากาศ พลอยหยุดมือ สังเกตศรที่เอาแต่เงียบ
“ทำไมเดินไปที่ประตูไม่ได้วะ” พลอยพึมพำ ดึงบานประตู ปรากฏว่าล็อกแน่น ไม่มีแม้แต่เสียงฝืด เขาลองกดหมายเลขฉุกเฉินในโทรศัพท์ แต่ไม่มีสัญญาณ ศรขบฟันทนเงียบแล้วกวาดสายตารอบสตูดิโอ พู่กันในมือเขาสั่น มือพลอยก็เย็น เธอกอดอก หันมา
“เฮ้ย มาช่วยดังกระจกกัน มันต้องมีทางออกสิ!” พลอยพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน แต่เสียงสั่น ศรเดินไปข้างพลอย ทั้งสองลูบวัสดุกระจกบานหนึ่ง พอมือแตะพื้นผิว กลับมีไฟฟ้าสถิตสว่างวาบราวกับเกิดฟ้าผ่า เงาสีรุ้งขึ้นวูบวาบบนฝ่ามือทั้งสองคน
ทั้งคู่ผงะ ถอยกลับ เสียงหัวใจดังถี่ ราวกับบางสิ่งกำลังจับตามองผ่านม่านสีสันเหนือเพดาน ศรหอบรัว “ที่นี่… มันเหมือนโดนขังไว้มาก่อน” เสียงพูดเขาติดขัด พลอยเบือนหน้า หลบตา บรรยากาศเข้มข้นขึ้นจนเหนือคำบรรยาย
เวลาผ่านไป เสียงนาฬิกาในสตูดิโอดังเป็นจังหวะเดียวในห้องที่นิ่ง กระจกบานหนึ่งเกิดภาพลวงตาเหมือนละลายเป็นคลื่นน้ำ ตรงนั้นปรากฏให้เห็นเป็นภาพสตูดิโอ แต่กลับกลับหัวราวโลกคู่ขนาน พลอยเอามือแตะ ลมหายใจขาดช่วง เพราะเธอเห็นตัวเอง—แต่ในสภาพหน้าตาเศร้าสร้อย และศรหันกลับ… ไม่สนใจมือพลอยที่ยื่นมาเหมือนคว้าความช่วยเหลือ
“กูเห็นอะไรแปลก ๆ” พลอยกระซิบ ใจเต้นแรงกว่าทุกที เสียงคำพูดติดขัด ศรมองภาพในกระจก ขมวดคิ้ว “คล้ายกับว่าสิ่งที่เรากลัวมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกตัวนะ แต่มันอยู่ข้างใน”
พลอยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแรง พยายามพลิกอารมณ์ ถามกลั้วเสียงหัวเราะ “แล้วแกกลัวอะไรวะศร อย่าบอกนะว่ากลัวผีศิลปะ”
เงียบงัน ศรพูดเบา “กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวไม่มีใครเห็นงานกู กลัวตราบาปในใจ” ยอมรับต่อหน้าเพื่อนในห้องแคบ ๆ นั้น พลอยนิ่งเสี้ยววินาที ลังเล ก่อนบอก “เราก็เหมือนกัน วาดไปเยอะ แต่กลัว… จะเป็นได้จริง ๆ มั้ยกับคำว่า ‘ศิลปิน’?”
ศรหัวเราะในลำคอ เสียงบิดเบี้ยว หัวใจเต้นแปลกขึ้น ด้วยความกล้าแปลกหน้าท่ามกลางอากาศว่างเปล่า
เสียงฟ้าร้องข้างนอกดังขึ้นทันทีแบบไม่มีที่มา ลมเย็นกรูเข้ามาผ่านหน้าต่างที่ควรปิดสนิท กระดาษวาดรูปปลิวว่อน สีสันเริ่มทะลักจากผืนผ้าใบ ทะลวงออกมาทางอากาศเป็นริ้วลาย พันตัวทั้งสองคน พลอยกับศรลุกขึ้นพยายามไล่จับ เผลอเปรยหัวเราะปนตกใจ
“มึงเชื่อเรื่องคำสาปมั้ย?” พลอยถามพลางมองเพดานสายรุ้งที่เปลี่ยนเฉดสี “ถ้าสตูดิโอหลังนี้มันถูกสร้างจากฝันที่ไม่เป็นจริง ของคนที่ไม่กล้าทำตามใจตัวเองวะ?”
ศรนิ่ง หัวเราะแผ่ว ทว่าแววตาเปลี่ยนไปจากเดิมทีเอาแต่ปกปิดตัวเอง เขาเหลือบมองงานศิลป์ที่ทำค้าง เส้นสีมืดสลับสดวาดบนผ้าใบ มันไม่เพอร์เฟกต์ แต่กลับมีเอกลักษณ์ขึ้นมาท่ามกลางวิกฤติ
ในความมืดจัดขึ้นระหว่างแสงไฟกระพริบ กระจกบางบานฉายภาพออกมารอบห้อง รูปใบหน้าคนมากมาย ทั้งงุนงง เศร้า สับสน… ศรยิ้มจาง ๆ หันมาหาพลอย “ถ้ามีคนแบบนั้นเยอะจริง ๆ งั้นเราก็ไม่เดียวดายแล้วสิ”
พลอยหัวเราะเบา ๆ สบตาเขา แลกเปลี่ยนกำลังใจ ความเงียบนั้นเต็มไปด้วยสารพัดสิ่งที่ไม่สามารถพูดออกมาได้โดยตรง พลอยเดิมทีมั่นใจในตัวเอง บัดนี้เหมือนเผยความเปราะบางต่อศร
แล้วทันใดนั้น เสียงกุกกักใต้พื้นไม้ดังขึ้นเหมือนมีสิ่งมีชีวิตหลบซ่อนใต้อาคาร ศรกับพลอยสบตากันอย่างไม่ตั้งใจ สังหรณ์ไม่ดีคืบคลานเข้าหัวใจ แต่ความกลัวนี้ไม่เหมือนก่อน เพราะพวกเขาเลือกจะเผชิญหน้าด้วยกัน
ศรเรียก “ลองไปสำรวจดูกันป่ะ?” พลอยเงียบไปเล็กน้อย ก่อนขยับพยักหน้า ทั้งคู่นั่งยอง ๆ ไปตรงมุมห้อง หาฝาไม้เก่าที่เหมือนมีช่องว่าง ทำเสียงข่วนเบา ๆ เหมือนสัตว์ตัวเล็ก ความตื่นเต้นผสมกลัวหยุดไม่ได้ แม้ทั้งคู่จะล้อเล่นใส่กันไปมา
“ถ้าเจออะไรแปลก ๆ ได้อะไรมาเป็นแรงบันดาลใจวาดต่องานก็นับว่าดีละวะ” พลอยแซว ศรส่ายหน้า ยิ้มลึก ๆ ก่อนหยิบไฟฉายเล็กในกระเป๋า เปิดส่องเห็นช่องไม้เผยให้เห็นห้องลับเล็ก ๆ ผนังเต็มไปด้วยลายมือของใครสักคนขีดเขียนประโยคซ้ำ ๆ ว่า “ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น”
พลอยนิ่งงัน หลับตาแผ่วเบา ศรเซ็งแซ่ในอก “บางทีเรา… อาจเป็นจิ๊กซอว์ของโซ่แห่งความกลัวนั้นก็ได้”
“บุคคลนั้น… ไม่ใช่เรางั้นเหรอ” เสียงพลอยตกหล่นเบา เงียบมืดรอบตัว เธอเอานิ้วแตะลายมือเบา ๆ ก่อนเขียนประโยคใหม่ “เราเลือกที่จะเห็น” ลงใต้ลายมือข้อความเก่า
บรรยากาศหนักอึ้งแต่มีประกายศรัทธา ทั้งสองขึ้นมานั่งข้างหน้าต่าง ปล่อยความเงียบอยู่ชั่วอึดใจ พลอยเอามือโอบหัวเข่า ซบคาง ความในใจไหลรินพ้นเปลือกเสียง “แกไม่กล้าซื่อสัตย์กับตัวเองแบบที่ฉันไม่กล้าวาดตัวเองลงใจในงาน เหมือนเราติดอยู่ที่นี่ จนกว่าจะยอมรับเงื่อนไขนั้น”
ศรนิ่ง ใช้หลังมือลูบหน้าผาก พูดช้า ๆ “จะลองดูก็ได้… วาดทุกอย่างที่เราไม่กล้าพูด วาดลงในเพดานตรงนี้แหละ”
เขาลุกขึ้นลากโต๊ะ หยิบพู่กันและสีขึ้นมา เริ่มแตะเส้นสายแรกที่เพดานสีรุ้ง พลอยปีนขึ้นตาม ตัวสั่นเพราะกลัวความสูงแต่กัดฟันเงียบ ๆ เธอช่วยเขาระบายสีแข่งเสียงหัวใจตัวเองเป็นจังหวะ
งานศิลป์ขยายขึ้นทีละน้อย กลายเป็นภาพตัวเขาเองกับพลอย—ทั้งมุมอ่อนแอ เศร้า และกล้าเผชิญหน้า เงาสีรุ้งวาบวับราวลมหายใจของห้อง สองคนวาดผสานกันช้า ๆ ต่างหยุดงันเมื่อได้ยินเสียงกระซิบในอากาศ ปนกับเสียงถมึงทึงเหมือนน้ำหยดในสระลึก
“ถ้าเราออกไปได้…” ศรพูดเบา ๆ “สิ่งแรกแกจะทำคืออะไร”
พลอยลังเล ก่อนตอบ เสียงสั่น “จะโทรหาพ่อแม่ บอกว่าขอโทษที่เคยโกหกเรื่องเรียนศิลป์—กลัวเขาเสียใจน่ะ” เธอหัวเราะขื่นขม ศรหันมามองแววตา เห็นระยะเปราะบางจริงใจ
“แล้วมึงล่ะ?” พลอยถามกลับ แม้ไม่มีรอยยิ้มจริง ๆ บนใบหน้า
“จะไปขอบคุณคนที่เชื่อในงานกู ถึงจะมีแค่ไม่กี่คน…” เสียงศรอ่อนเบา กล้ากว่าทุกครั้งก่อนหน้า เขามองภาพที่วาด บนเพดานสะท้อนสีสันหลากความรู้สึก
กระจกทุกบานในห้องส่งเสียงแตกราวกับรับรู้ บานหนึ่งเปิดแง้ม พลอยหัวเราะออกมายามกลางความตกใจ สองคนกระโดดลงจากโต๊ะ เดินเข้าไปพร้อมกัน อากาศนอกหน้าต่างสว่างฟุ้งเป็นสีรุ้งแผ่ขยายทั่วเส้นขอบฟ้า
ถึงกระนั้น สตูดิโอก็ไม่ใช่สถานที่เดิมอีกต่อไป ทุกอย่างเหมือนเบาบางลง ล่องลอย สองคนเดินข้ามผ่าน ‘ประตู’ ของห้อง ออกไปด้วยหัวใจเต็มไปด้วยภาพจำอ่อนโยน ปล่อยให้ความกลัวไว้เบื้องหลัง
เมื่อทั้งสองตื่นขึ้น พบว่าตัวเองนอนอยู่ในสวนดาดฟ้านอกสตูดิโอยามเช้า พลอยลุกขึ้นก่อน หัวเราะพร่ากึ่งประหม่า “เรารอดใช่มะ?”
ศรพยักหน้า หยิบสมุดสเก็ตช์ออกมาเปิดดู หน้าในปรากฏภาพระบายสีเพดานและคำว่า “เราเลือกที่จะเห็น” ที่เขาวาดไว้ แนบด้วยลายมือของพลอย
ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มให้กันโดยไม่พูดอะไร ต่างรู้ดีว่าคืนลอยฟ้าเหนือเมืองทั้งคืน—เปลี่ยนพวกเขาไปแล้วตลอดกาล