ลมหายใจของเกาะ (Breath of the Island)
ควันขาวของเครื่องยนต์เรือเร็วลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวของคลื่นทะเล แรงสั่นสะเทือนทำให้วีมองคนขับอย่างไม่ไว้ใจ แม้ท้องฟ้าจะเปิดโล่ง แต่ขอบข่ายน้ำใสสีมรกตก็ดูผิดแผกไปจากที่เธอเคยเห็นบนโปสเตอร์ท่องเที่ยว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่…แน่ใจใช่ไหมว่าไปถึงจุดดำน้ำได้จริง?” วีถามเสียงแข็ง สายตาขมึงราวกับอยากจับผิดอะไรสักอย่าง เธอกำข้อมือเพื่อนชื่อจิมมี่แน่น
จิมมี่อมยิ้มน้อย ๆ “น้องวีจะกลัวอะไร เรือออกแบบนี้ทุกปี” เขาเบนตาไปทางเพื่อนสาวอีกคน—นานา ที่นั่งนิ่งไม่พูดจามาตลอดทาง
“เงียบจังนา…ไม่อยากดำน้ำหรือไง” จิมมี่แซว คล้ายต้องการคลายบรรยากาศตึง ๆ
นานาหันมาช้า ๆ สายตาลึกและว่างเปล่า “ถ้าเจออะไรแปลก ๆ…ก็อย่าเพิ่งถามว่าคืออะไรนะ” เธอกระซิบเบา สะท้อนเสียงที่เหมือนไม่ใช่ของตนเองและไม่ใช่คำเตือนเล่น ๆ
ทันใดนั้น คลื่นขนาดใหญ่ม้วนถาโถมกระแทกเรือกระเด็นออกจากเส้นทาง วีจับราวแน่นแบบลืมหายใจ จิมมี่เผลอร้องเสียงดังขณะนานายังคงสงบ ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ดับวูบ ทั้งสามตะลึงมองรอบตัว ท้องทะเลว่างเปล่า เรือไถลไปเกยอยู่ที่ชายหาดรกร้างเกาะหนึ่ง
“เฮ้ย…นี่มันเกาะอะไร พี่ขับเรือหายไปไหน?” วีตะโกนลั่นน้ำตาคลอ
จิมมี่ลุกขึ้นสำรวจรอบ ๆ “เราตกลงไปบนเกาะร้าง…” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแต่หน้าจอไม่มีสัญญาณ เสียงลมพัดหม่นราวกับร้องไห้
นานายืนนิ่ง มือกุมอะไรบางอย่างในกระเป๋าเสื้อ “มันไม่ใช่เกาะธรรมดา…” เธอเอ่ยเบา ๆ
แสงแดดบ่ายจัดจ้า เวลาคลืบคลาน พวกเขาตัดสินใจต้องเดินสำรวจ นานาเดินนำ ใบหน้าสงบแต่ท่าทีเฝ้าระวัง วีกับจิมมี่เดินตามแบบหวาดระแวง พลันทั้งหมดพบซากกระท่อมไม้ผุ แต่สิ่งที่แปลกใจคือผนังด้านในมีตัวหนังสือสีแดงสดเขียนว่า “ออกไปก่อนตะวันตกดิน”
จิมมี่กัดฟันหัวเราะทั้งที่ใจเสีย “ใครมาเล่นมุกอะไรบนเกาะเนี่ย?”
วีสั่น ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นเพื่อดูเวลาพลางถาม “ถ้าเรือไม่กลับล่ะ จะนอนนี่เหรอ?”
นานาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่หยุด แล้วหันหลังให้ “มีกลิ่นเกลือโบราณในลม…เราไม่ควรอยู่ที่นี่ตอนกลางคืน”
ตลอดทั้งบ่าย สามคนเดินวนไปรอบเกาะ พยายามหาทางออก แต่ทุกทางมักวกกลับมาจุดเดิม จิมมี่เริ่มหงุดหงิด “สรุปเกาะนี้มันเล็ก หรือเราเดินหลง?”
วีร้องไห้จนเสียงแตก วางของลงกับทราย ขณะนานามองท้องฟ้า นัยน์ตาคล้ายจับภาพอะไรอยู่ไกล ๆ
พลบค่ำนั้น เสียงบางอย่างในป่าหนาทึบดังขึ้น จังหวะเดียวกับที่เงาดำทาบผ่านต้นมะพร้าว ฝูงนกกรีดร้องโผบินหนี
“กลับกระท่อม!” นานาตะโกนสั้น ๆ วิ่งนำ ส่วนวีลังเลไปชั่วอึดใจแต่สุดท้ายก็ลุกตามจิมมี่
ในกระท่อมฝืดฝืน ทั้งสามนั่งเงียบ เสียงข้างนอกคล้ายฝ่าเท้าลากบนทราย วีหน้าซีดขาว มือสั่นขณะถาม “ถ้ามันเข้ามา จะทำยังไงดี…”
นานาทำท่าคิด ก่อนพูดช้า ๆ “บอกทุกอย่างที่กลัว เพราะ…คำสาปมันโตด้วยความกลัวของคน”
จิมมี่หัวเราะหยัน “พอเถอะนา…จะมีก็แต่เนื้อวัวน้ำเกลือบนเกาะนี้แหละที่น่ากลัว” แต่ดวงตากลับหลบสายตาทุกคน เสียงขูดข้างผนังยิ่งชัดขึ้น
วีเริ่มพร่ำสารภาพเรื่องที่ซ่อนไว้ในใจ พ่อแม่หย่าร้าง เธอกลัวการถูกทิ้ง ขณะที่จิมมี่โพล่งออกมาเสียงแผ่วว่าเขาโกหกลูกพี่ลูกน้องจนเกิดปัญหาใหญ่ ส่วนสายตาของนานาเต็มไปด้วยขอบอกขอโทษ เธอกุมมือวีแน่น ให้คำปลอบโยนผ่านนิ้วมือ
พลันนั้น เสียงโครมดังขึ้นพร้อมประตูปิดเองอย่างแรง กระจกแตกเป็นเสี่ยง บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเกลือเข้มข้น เงาดำคล้ายเหงาของมนุษย์ร่างสูงใหญ่ฉายทับทั้งสาม พวกเขากอดกันแน่นรอคอยเสียงฝีเท้าแห่งคำสาปเดินจากไป
รุ่งเช้า เกาะถูกห่มด้วยหมอกหนา ทุกคนหลับซบอยู่ด้วยกัน นานาเป็นคนเดียวที่ลืมตาก่อน เธอออกไปสำรวจชายหาด พบซากรองเท้าเด็กวางทิ้งไว้ในทราย นานาหยิบรองเท้านั้นขึ้นมาตรวจดู พบชื่อเด็กชื่อ “อิฐ” เขียนลายมือจาง ๆ
เมื่อทุกคนตื่น วีหันไปถามทันที “นา…เธอรู้อะไรใช่มั้ย ทำไมพูดเหมือนเกาะนี้มีชีวิต?”
นานาสบตาทั้งสองนิ่ง “ในครอบครัวฉัน…มีเรื่องเล่าว่าลูกหลานที่ทำให้แม่ร้องไห้ จะถูกพัดพามาเกาะนี้—จนกว่าจะยอมรับผิด”
จิมมี่กลืนน้ำลายขมพรืด “เราถูกเลือกมางั้นเหรอ? เราทำอะไรผิดกันแน่?”
วีบีบมือแน่น “เรื่องฉัน…แม่ไม่กลับบ้านมาเกือบปี ฉันแกล้งไม่สนใจ เผื่อแม่จะยอมกลับมาเอง…” เสียงเธอสั่น สารภาพต่อหน้าตาเพื่อน ๆ
จิมมี่เงยหน้าช้า ๆ “ลูกพี่ลูกน้องฉันหายตัวไป…เพราะฉันใส่ร้ายเขาว่าเอาของในบ้านป้าไปขาย” สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเศร้าสุดใจ
ลมแผ่วผ่านป่าทึบ เสียงคล้ายเด็กน้อยหัวเราะแผ่วดังขึ้น วีขนลุกซู่ “เข้าไปดูในป่าไหม หรือจะรออยู่ที่นี่จนใครซักคนมารับ?”
จิมมี่กับนานาสบตาสั้น ๆ ก่อนตกลงใจเสี่ยงเดินเข้าป่าพร้อมวี ความเงียบงันท่ามกลางเงาไม้นำความกดดันเข้ามาทีละน้อย
กลางป่าใหญ่ ทั้งสามหยุดกึกเมื่อพบรอยเท้าเล็ก ๆ ลึกเข้าไปในผืนดิน รอยเท้านำทางไปยังบ่อน้ำโบราณ ผลัดกันผลักดันให้คนอื่นเดินนำ ในที่สุดเป็นนานาที่จ้องน้ำขุ่นนั้น
วีลังเล “ถ้ากระโดดลงไป…จะรอดหรือจมลงไปลึกกว่าเดิม?”
นานาโน้มหน้าดู เงาในน้ำสะท้อนราวกับเธอเป็นเด็กเล็ก นานาขมวดคิ้ว “คำสาปมีจริง…แต่ความผิดก็มีทางให้อภัย” เธอนั่งลงข้างบ่อ หลับตา
เสียงกระซิบแผ่วดังมาจากป่า “คืนทุกอย่างให้กับที่นี่ แล้วรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ”
ทั้งสามสบตากัน วีควักสร้อยคอที่แม่ให้ นานาหยิบรองเท้าเด็ก จิมมี่หยิบกล่องไม้จากกระเป๋า เสื้อ สลับกันมองสิ่งของขณะลมหอบใหญ่พัดเอาทั้งหมดลงบ่อน้ำ ความว่างเปล่าที่กดทับหัวใจคลายออก
ท้องฟ้าเปิดกว้างอีกครั้ง คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ทันใดนั้น เสียงเรือมอเตอร์ลอยมาแต่ไกล คนขับเป็นผู้หญิงวัยกลางคน สีหน้าเมินเฉยแต่ลึกซึ้ง “เด็ก ๆ จะกลับหรืออยู่ต่อ?”
ทั้งสามหันหน้ามองกัน วีร้องไห้โผไปกอดผู้หญิงคนนั้น นานายิ้มบาง ๆ จิมมี่นิ่งเงียบ รอยบาดเจ็บในใจของแต่ละคนเหลือน้อยลง
ระหว่างทางกลับเสียงคลื่นสงบ แว่วคล้ายเสียงเด็กร้องหวานในสายลม—เกาะที่ลมหายใจหยุดนิ่งยังอยู่ แต่เหล่าวัยรุ่นได้ทิ้งเศษความผิดไว้เบื้องหลัง
วีหันกลับไปมอง เห็นเงาเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่บนหาด นานาสบตากับเด็กคนนั้น—สายตาที่เข้าใจ
เรือแล่นกลับสู่แผ่นดินใหญ่ ฟ้าสีม่วงทองอาบแสง ไปชั่วนิรันดร์