สายหมอกบนภูเขาขาดหาย
เสียงล้อจักรยานบดลงบนดินกรวด หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งวิ่งตามกันมา บนถนนที่ทอดขึ้นสูงสู่ยอดของหมู่บ้านภูเรือง หมอกขาวพราวระยับลอยพลิ้วเป็นทางยาว แต่ละคนโยนกระเป๋าเข้าไปในเพิงไม้แห่งเดียวของโรงเรียน ก่อนที่เสียงตะโกนของครูจะขับไล่ความเงียบงันประจำรุ่งอรุณ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไผ่! รอด้วย!” วิตรองเจ้าของเสียงกระชั้น แก้มแดงเรื่อ มือขวาคว้าสายเป้ เด็กสาวผมประบ่าสะบัดแล้วมองไผ่ เพื่อนสนิทที่กำลังจะเลี้ยวลับหัวมุม
ไผ่หันหลังกลับมา ยิ้มราวไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น “มาช้านะเนี่ย ริสา” เขาล้อแล้วก้าวเข้ามาใกล้
เพื่อนในกลุ่มอีกสองคนเดินตาม บีมเพื่อนผู้ห้าวกับเฟืองผู้เงียบขรึม พวกเขาทักกันในภาษาท้องถิ่น พูดจาขี้เล่นพลางหัวเราะ แต่สายตาไผ่นิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อมองไปยังเนินสูงสุดหลังโรงเรียน หมอกขาวที่นั่นหนากว่าทุกวัน
ระฆังโรงเรียนดัง อาจารย์ใหญ่เดินมาเตือนเด็ก ๆ ให้ระวังเรื่องการปีนเขาช่วงหมอกจัด ทุกคนสบตากัน ยักไหล่เหมือนไม่มีอะไร ก่อนแยกย้ายเข้าห้องเรียน หนึ่งในนั้น กระดานดำเขียนประกาศห้ามเข้าใกล้ป่าหลังหมู่บ้าน
พักเที่ยงมาเหนื่อย ๆ ฝนไม่ตก มีแต่กลิ่นหญ้าปนไอหมอก ริสากระซิบถาม “ได้ข่าวว่าบนเขามีศาลไม้ลึกลับ จริงไหม?”
บีมกลืนน้ำลาย “ได้ยินจากย่าข้างบ้าน ว่าสมัยก่อนใครเข้าไปก็หาย ไม่เคยมีใครกลับออกมา”
ไผ่ย้อน “ก็แค่เรื่องเล่าสอนเด็กไม่ให้ซน” เขาทำเสียงแข็งกลบความลังเล
เฟืองเงียบอยู่นานก่อนจะพูดเบา ๆ “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง หมอกจะลงหนากว่าปกติ” ทุกคนเงียบลงชั่วอึดใจเพราะต่างเคยได้ยินชื่อเสียงของหมอกบนเขานี้ดี
หลังเลิกเรียน เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ ดังขึ้น ครูใหญ่แวะเตือนอีกครั้งเรื่องการหายตัวไปของเด็กชายต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ทุกคนในกลุ่มหลบตามซอกกำแพงกระซิบกัน บีมเสนอให้ขึ้นไปสำรวจป่า หาทางพิสูจน์เรื่องราวด้วยตัวเอง
คืนวันนั้น หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเงียบงัน หมอกลงหนากว่าทุกคืน ริสามองผ่านม่านหน้าต่าง ห้องเล็ก ๆ อบอุ่นแต่อึดอัดด้วยคำพูดของแม่ “อย่าออกไปตอนกลางคืน” เธอนอนไม่หลับ ลุกไปหยิบมือถือส่งข้อความไปหาไผ่ “พบกันหน้าศาลาทีหลังโรงเรียน เที่ยงคืน”
มืดค่ำ เงาเด็กสี่คนย่องออกจากบ้านตามถนนกรวด เฟืองลังเลหยุดเดินแต่สุดท้ายก็ไปกับเพื่อน เสียงจิ้งหรีดเงียบงันเมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า เสียงกรอบแกรบจากใต้เท้าเสริมด้วยเสียงหัวใจเต้นแรงของแต่ละคน
ไฟฉายส่องจากมือบีม สาดแสงไปยังเรือนไม้หลังหนึ่งกลางหมอก ทุกคนหยุดหายใจเมื่อเห็นเด็กผู้ชายในชุดนักเรียนยืนหันหลังอยู่หน้าศาลไม้ “ต้น?”
เด็กคนนั้นไม่ได้หันมา แค่ร้องไห้เสียงเบา ริสามองไปที่ไผ่ซึ่งนิ่งงัน น้ำตาเจือปรากฏในแววตาไผ่เพียงเสี้ยววิ
จู่ ๆ หมอกเคลื่อนปั่นป่วน ศาลไม้พลันเปล่งแสงสลัว เสียงขับไล่เบา ๆ จากเบื้องลึก “ถอยไป!” ทุกคนชะงัก บีมถอยหลัง ชนเข้าเฟืองที่กำลังสั่นสะท้าน
ไผ่กลั้นใจเดินเข้าไปใกล้เด็กปริศนา “ต้น…นายยังอยู่ใช่ไหม” เสียงกล้ามเนื้อคอไผ่ตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เด็กชายค่อย ๆ หันมา เผยให้เห็นดวงตาเปียกปอนเปื้อนน้ำตา “ช่วยฉันด้วย” เสียงเบาหวิวเหมือนล่องลอยอยู่ในหมอก เสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ้างว้างเกินเด็กวัยเดียวกันควรมี
ทันใดนั้นภาพรอบตัวเปลี่ยนไป กลุ่มเด็กทั้งสี่เหมือนถูกดึงเข้าสู่ภาพความทรงจำของ “ต้น” ทิวทัศน์หมู่บ้านแปรสภาพกลายเป็นร้างไร้ ไม่มีผู้คน มีแต่เสียงหมอกพัดหวีดร้อง
“ทำไมทุกคนถึงทิ้งฉันไว้คนเดียว” เสียงต้นสั่นเครือ เฟืองกลั้นสะอื้น บีมใจกล้าเดินเข้าไปกอด “ขอโทษนะ—ถ้าเราไม่เคยฟังที่นายพูด…ถ้าเราทำดีกว่านี้…”
เสียงริสากระซิบแทรก “เราก็คิดถึงนาย” เธอจ้องไผ่รอฟังคำจากปากเพื่อนสนิทที่ไม่เคยพูด
ไผ่เบิกตากว้าง เงียบอยู่นาน “ขอโทษ” คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่น “ฉัน…กลัว กลัวว่าจะเป็นต้นที่หายไปแทน…กลัวเกินกว่าจะช่วยนาย”
ในห้วงเวลานั้น สายหมอกคลายเบา ๆ บรรยากาศหมองเศร้าเริ่มเปลี่ยน ริสาวางมือบนไหล่ไผ่ “ทุกคนกลัวทั้งนั้นแหละ สิ่งที่สำคัญคือเรากล้ายอมรับมัน”
ต้นยิ้ม น้ำตาไหลเกือบไม่หยุด “พวกนายได้ยินฉันแล้วจริง ๆ” ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ลางเลือนพร้อมกับเสียงหมอกเบา ๆ จนกลายเป็นปกติ ศาลไม้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เงาเด็กชายต้นหายไปอย่างเงียบงัน
ทุกคนยืนนิ่งกลางหมอก เหงื่อไหลและเสียงหายใจถี่เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะโล่งใจแต่แฝงความเจ็บปวด เฟืองกุมมือ ริสา “เราต้องบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ไหม?”
บีมถอนหายใจ “เขาคงไม่เชื่อเราอยู่แล้ว” ไผ่เงยหน้ามองดาวในหมอก แม้รอบกายจะยังเย็นชืดแต่สายตาเขานิ่งมั่นกว่าเก่า
รุ่งเช้า เหล่าเพื่อนสนิทเดินลากเท้ากลับบ้าน ริสากอดอกยิ้มเศร้า “เราจะไม่ลืมทุกอย่างเมื่อคืนนี้” เธอมองหน้าเพื่อน ๆ ทีละคนอย่างใส่ใจ
เมื่อถึงบ้านแต่ละคน ต่างก็พูดคุยกับพ่อแม่ในรูปแบบของแต่ละคน ความกลัวและเศร้าที่ได้รับจากคืนที่ผ่านมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังให้เปิดใจ ไผ่ขอโทษพ่อเรื่องเคยโกหกเรื่องออกไปปีนเขา เฟืองกล้าเปิดใจคุยกับพี่สาวเรื่องความน้อยใจที่เก็บกดมานาน บีมหันไปพูดดีกับน้องชาย ส่วนริสาเขียนจดหมายขอโทษในสิ่งที่เธอเคยทิ้งค้างไว้โดยไม่กล้าพูดคุย
เวลาผ่านไป เด็ก ๆ เริ่มพบว่าหมอกจางลงในแต่ละเช้า ราวกับสิ่งที่ปกคลุมภูเขาได้คลายออกตามที่พวกเขาได้คลี่คลายสิ่งค้างคาในใจ
วันหนึ่งไผ่ขึ้นมายืนบนเนินเขา มองดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านม่านหมอก ริสามายืนข้าง ๆ ทั้งสองนิ่งเงียบ แต่แววตาสบกันอย่างเข้าใจ ริสามือเย็นแตะเข้ามือไผ่เบา ๆ
“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีก” เฟืองกับบีมเดินมาสมทบ ทั้งสี่คนยิ้ม แม้พื้นดินจะยังเย็นและมีหมอก แต่จิตใจของพวกเขากำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย
เสียงระฆังจากโรงเรียนดังขึ้น ทุกคนเดินกลับลงจากเขาด้วยรอยยิ้ม โลกเก่าเดิมยังอยู่ แต่การเดินต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป