แสงไฟไร้ฝัน
แสงแดดยามสายลอดผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องปฏิบัติการศิลปะบนตึกคณะ เงาทาบตัดบนพื้นกระเบื้องขาวสะอาด กร ยืนจ้องผืนผ้าใบที่เพิ่งร่างเส้นเคร่าอย่างลังเล เสียงขูดลากของไม้บรรทัดเบา ๆ กลืนกับกลิ่นสีอะคริลิกฉุนรุนแรงในอากาศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มึงวาดอะไรอยู่อะ กร” ปูน เพื่อนร่วมกลุ่ม วางชอล์กสีลงขอบโต๊ะ เอียงคอชะโงกมาดู ใบหน้ามีรอยแผลเป็นเก่าเล็ก ๆ เหมือนรอยขีดด้วยปลายพู่กัน
กรมองภาพตัวเองบนพื้นผ้าใบ ภาพเงาชายคนหนึ่งไร้หน้า ตัวเองในความรู้สึกตื้อ ๆ “ยังไม่รู้ว่ะ คงหาอะไรสักอย่าง” เขาตอบเบา ๆ ก่อนจะขยับแปรง ฟาดเส้นสีน้ำเงินเข้มเฉือนความว่าง
ลมแรงพัดประตูห้องปิดดังปัง เสียงครูดฝาเพดาน ฝุ่นที่มุมห้องลอยวน รัตน์ นักศึกษาหญิงร่างบางผมซอยสั้นผลักประตูเข้ามา เธอขยับแว่นตากรอบดำ ตาแข็งกร้าวในระยะสายตาสั้น
“พวกแกได้ข่าวยัง? มินต์…หายตัวไป” น้ำเสียงรัตน์สั่นพอให้รู้ว่าไม่ใช่แค่ลือ
ห้องทั้งห้องเงียบขรึม สายตาแต่ละคนสับสนกึ่งตกใจ กรหยุดมือ พลันห้วงความคิดกลับกลายเป็นหลุมลึก
“จริงเหรอ?” เสียงของปูนแผ่วๆ โทนคล้ายไม่เชื่อแต่หวั่นไหว
“หลังเลิกเรียนเมื่อวาน ไม่มีใครเจอ เฟิร์นบอกมินต์ไม่ได้โทรหาแม่เลย” รัตน์ย้ำ เธอจ้องกรนิ่ง เหมือนสงสัย หรืออาจคาดหวังคำตอบบางอย่างจากเขา
กรขมวดคิ้ว “เมื่อคืน…มินต์ไม่ได้ไปกินข้าวกับพวกเรานี่”
ปูนเริ่มกระสับกระส่าย ล้วงโทรศัพท์แล้วเปิดดูแชทกลุ่ม “…เมื่อคืนมินต์เงียบไปเลยว่ะ”
เสียงหล่นวูบในอากาศ หัวใจกรเต้นผิดแปลก ความกลัวประชิดใกล้ กรตัดสินใจคว้ากระเป๋า หันหลังเดินออกห้อง รัตน์กับปูนสบตากันแล้วรีบตาม
บันไดคอนกรีตกรังใต้ตึกมีเสียงก้องทุกก้าว กรเดินเร็วเกินกว่าคนปกติ แต่ไม่หลบตาใครที่เดินสวน รัตน์ตามติดไม่ห่าง “แกจะไปไหน”
“…ร้านกาแฟตรงมุมตึก มินต์ชอบไปนั่ง” คำตอบหลุดจากปากกรโดยอัตโนมัติ แม้ตัวเองไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุผลจริงหรือเปล่า
ปูนหัวเราะแห้ง “อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวตำรวจจัดการเองแหละ”
รัตน์แทรก “แต่ถ้าตำรวจคิดเหมือนแก…คนหายไม่ได้หาเจอทุกคนหรอกนะ”
ใต้แสงไฟร้านกาแฟกระจกใส กลิ่นกาแฟขมปะปนกลิ่นขนมปังอบใหม่ กร ผลักประตูเข้าก่อน ชะเง้อตามหาเศษรอยเท้าของเพื่อน แต่ไม่พบอะไรนอกจากโต๊ะว่าง ฝุ่นขี้เถ้าบนที่นั่งด้านในสุดยังคงเต็มเหมือนเดิม รัตน์ถอนหายใจ ปูนยกแก้วกาแฟดื่มคำเล็ก ๆ ดูเหมือนไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ไม่ยอมลุกหนี
กรหยิบกระดาษโพสต์อิทสีชมพูอ่อนไปวางตรงโต๊ะในสุด “เผื่อ…ถ้ามินต์มาเห็น” เขาติดข้อความ ‘พวกเรารออยู่นะ’ รัตน์มองนิ่ง ๆ ไม่พูดอะไร ดวงตาเอ่อแววเศร้าเล็ก ๆ ที่ไม่พูดออกมา
เสียงโทรศัพท์ของกรดังขึ้น เสียงสั่นจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก “ฮัลโหล?” ปลายสายเงียบไปนาน จนกรเกือบจะวางมืออยู่แล้ว มีแต่เสียงหายใจแผ่ว ๆ
“กร…อย่าบอกใครว่าฉันโทรหา” เสียงนั้นกระซิบเบา อึดอัดและหวาดกลัว กรแทบกลืนลมหายใจลงคอ ขนลุกวาบ “…มินต์เหรอ?”
ปลายสายตัดไปทันที รัตน์มองกรอย่างสอบสวนโดยไม่พูด กรหลบดวงตานั้น คลึงมือถือในมือ “ไม่มีอะไร แค่สายแปลก ๆ”
บรรยากาศเต็มด้วยคำถามค้างคา กรขยับแววตาหลบเลี่ยง ปูนโยนถุงขนมใส่เขา “อย่าคิดมากดิ แกจะกังวลไปถึงไหน”
รัตน์เสียงเข้ม “ฉันไม่ได้กลัวเรื่องมินต์คนเดียว ฉันกลัว…ว่าพวกเราอาจจะกำลังถูกดูอยู่” กลิ่นกาแฟอุ่นจางหาย ทิ้งความเงียบแปลกปลอมเอาไว้
เย็นวันนั้น กรออกจากมหาวิทยาลัย ตอนกำลังจะข้ามถนนสายใหญ่ หน้าเขาชนเข้ากับผู้ชายร่างสูง หน้าตาหัวโบราณเล็กน้อย “ขอโทษครับ…” คนแปลกหน้ามองกรนานกว่าปกติ แววตาวูบหนึ่งคล้ายคุ้นเคยแต่ก็แปลกแยก
กรหยุดเดิน เห็นซองจดหมายที่ชายคนนั้นวางเงียบ ๆ บนเก้าอี้สวนข้างทาง กรลังเลแต่เลือกหยิบมันขึ้นมา จ่าหน้าถึงตัวเอง—แต่ลายมือไม่ใช่ของคนรู้จัก
เขาเปิดจดหมาย เจอกระดาษแผ่นเดียว มีข้อความ “อย่าเชื่อสิ่งที่เห็น อย่าบอกใคร” ลายมือโย้เย้ปนน้ำตา กรขมวดคิ้วแรงขึ้น ใจวูบลึก
คืนนั้น กรนอนไม่หลับ เขาอ่านข้อความในมือถือที่ไม่ได้เปิดอ่าน “ฉันขอโทษ กร ฉันไม่กล้าสู้หน้าเธอ ถ้าเธอรู้ความจริง เธออาจจะเกลียดฉัน” ความรู้สึกผิดและโทษตัวเองแผ่ซ่านกลับมาอีกครั้ง
ที่ลานชมศิลป์หน้าตึกคณะ รัตน์นั่งปั้นมือกลมบนโต๊ะหิน ลมหอบม้วนผมหน้าเธอหายไปด้านหลัง “ถ้ามินต์หนีจริง เธอคิดว่ามินต์หนีอะไร”
กรนั่งลงข้าง ๆ สายตาลอยไกล “บางทีอาจหนีสิ่งเดียวกับที่ฉันอยากหนี…”
รัตน์งึมงำ “ฉัน…กลัวว่าถ้าเธอรู้ความจริง เธอจะไม่ทนอยู่” เงียบเนิ่นนาน ปูนย่องเข้ามาสมทบ ท่าทางเหมือนไม่อยากอยู่คนเดียว
“ใคร ๆ ก็มีความลับกันทั้งนั้น ไม่มีใครปกติหรอก” ปูนหยิบสีน้ำหมึกเขียนเส้นเปรอะเปื้อนมือ “แต่ความลับบางอย่างก็เปลี่ยนชีวิตคนได้…”
ในวันประชุมภาควิชา ท่ามกลางเสียงคุยวุ่นวาย อาจารย์ใหญ่แต่งกายเนี้ยบขึ้นมาพูด “ขอทุกคนช่วยกันแจ้งข้อมูล หากทราบเรื่องเพื่อนที่หายตัวไป” กรเหลือบมองรัตน์ซึ่งหลบสายตาเขา ฝ่ามือเย็นชืด
บนทางเดินกลับหอพัก กรหยุดเดินเมื่อเจอรูปถ่ายใบหนึ่งเสียบอยู่ที่กระจก ห้องสว่างไสวในรูปกลับดูเย็นเยียบ รูปเป็นรูปของมินต์ ฝีมือถ่ายจากมุมต่ำคล้ายลอบถ่าย ลายมือเขียนด้วยหมึกดำ “หยุดหาซะเถอะ”
ปูนเห็นก่อน หยิบดู “นี่ใครแกล้งหรือเปล่า หรือเป็นขู่กันแน่”
รัตน์ยืนเงียบ ใบหน้าซีดขาว กรขยับมองเพื่อนทั้งสอง เปิดประตูหอ ก้าวเข้าไปในห้องที่กลิ่นสีหมาด ๆ ยังติดจาง ๆ บนผนัง รู้สึกโดดเดี่ยวแทรกสัมผัส
กรนั่งที่โต๊ะเขียนภาพ เหม่อมองความว่างเปล่า เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง กรลุกไปเปิด พบซองเอกสารสอดไว้ที่พื้น “หยุด” มีเพียงคำนี้ คิดวนเวียนอยู่ในหัวกรท่ามกลางความมืดสลัว
เขาโทรหาปูน “เราไม่อยากอยู่คนเดียว พรุ่งนี้ติดไปเรียนด้วยกันนะ” ปูนรับสายด้วยเสียงงัวเงียแต่รับปาก รัตน์ส่งข้อความมา “เราต้องเชื่อใจกัน แต่อย่าไว้ใจใคร”
ขณะที่กรหลับตาลงในค่ำคืนนั้น ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบ—แต่ความกลัวแผ่ขยายจนกรรู้สึกเหมือนถูกกลืนหายไปกับคืน
รุ่งเช้า กรเดินเข้าโรงเรียนศิลปะพร้อมรัตน์และปูน ประตูห้องเปิดค้างไว้ ภายในห้องมีเพียงกล่องไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง กรเปิดกล่องออก พบสมุดภาพเล่มเล็ก ๆ กับการ์ดเขียนว่า “จะสู้อย่างไร ถ้าความจริงอันตรายเกินกว่าจะเผชิญ”
ในสมุดภาพคือภาพสเก็ตช์ของมินต์ตอนหัวเราะกับพวกเขา ความรู้สึกจุกแน่นที่คอหอย กรปิดสมุดแน่น กลืนความรู้สึกไว้ลึก ๆ
ปูนหยิบการ์ดอ่านแล้วเงียบไปนาน “แก…แน่ใจเหรอว่าเราอยากรู้ทุกอย่าง บางทีอดีตของมินต์อาจจะ…ทำร้ายแกได้”
รัตน์มองหน้ากร “ถ้าเป็นฉัน ฉันก็อยากช่วยเพื่อน แม้ว่าเราจะต้องเจ็บเอง”
บ่ายวันเดียวกัน กรไปที่สตูดิโอศิลปะส่วนตัวในมุมสงบของมหาวิทยาลัย ประตูถูกล็อกแต่หน้าต่างแง้ม เขาปีนเข้าไป เห็นผลงานภาพวาดของมินต์ แขวนอยู่ข้างกันกับภาพที่ดูคล้ายรูปกรในมุมเงา
จู่ ๆ ประตูถูกกระแทกเสียงดัง กรรู้ตัวว่ามีคนมายืนด้านหลัง ต้องเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าคนเดิมที่เคยเจอบนถนน “เธอมาหาคำตอบ หรือแค่มองหาความผิดของตัวเอง?” คนแปลกหน้าพูดขึ้น เสียงไม่ดังมากแต่เจาะลึก
กรนิ่ง ใจเต้นระส่ำ “คุณรู้จักมินต์เหรอ?”
ชายแปลกหน้าหัวเราะในลำคอ “มินต์ไม่ได้หายไป มินต์เลือกที่จะหนี เพราะสิ่งที่พวกเธอไม่เคยเข้าใจ”
กรเสียงสั่น “เราขอโทษ ถ้าเราทำอะไรผิด…”
ชายคนนั้นวางกระดาษแผ่นสุดท้ายให้กร “มินต์ไม่ต้องการให้ใครต้องรู้สึกผิด ทุกคนต่างมีบาดแผลของตัวเอง”
กรนั่งลงที่เก้าอี้ยาว ร่างกายเหมือนจะล้ม แต่มือกลับกำกระดาษแน่น “…เราทำดีที่สุดแล้วใช่ไหม”
ปูนขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ วางมือลงบนไหล่กร “แกไม่ได้อยู่คนเดียว—มินต์ยังมีเรา”
รัตน์เดินเข้ามาช้า ๆ น้ำตาคลอ “ถ้ามินต์เชื่อใจเราไม่ได้ ก็คงต้องเคารพการตัดสินใจเขา”
หลังเหตุการณ์นั้น ชีวิตค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน กรวาดภาพตัวเองใหม่ ผืนผ้าใบมืดทึบแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีเหลืองอบอุ่น ภาพรอยยิ้มสามคนเพื่อนในวันที่อากาศสดชื่น
บนโต๊ะทำงาน กรวางรูปมินต์ไว้ในกรอบ ภาพรอยยิ้มที่ยังคงอยู่แม้ไม่มีตัวตนข้าง ๆ
ละครเวทีสิ้นปีของคณะเปิดม่าน ก่อนแสงสปอตไลท์จะสาดสว่างถึงตัวทุกคน กรรู้สึกได้ถึงมืออุ่น ๆ ของปูนและรัตน์ ต่างกำเดิมพันเต็มที่ รอยยิ้มแรกในรอบปีผุดขึ้นบนหน้าเขา ข่าวการหายตัวของมินต์ยังไม่จบลงด้วยคำตอบ แต่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป