เสียงเพรียกแห่งภูผาไฟ
ไอแดดรำไรปะทะใบหน้าขวัญยามเช้าตรู่ ขณะที่เธอก้าวเท้าเปล่าบนพื้นกรวดกรังหน้าบ้านไม้ พรมหมอกขาวทอล้อมหมู่บ้านกลางหุบเขาที่เหมือนลอยแทรกระหว่างโลกความจริงกับโลกนิทาน เสียงไก่ขันห่างๆ กับเสียงกระดิ่งคอวัวล่องลอยมาปะปน เธอเพ่งสายตาไปยังขอบหมู่บ้านที่ตัดกับม่านป่า อากาศเนิบชื้อปะปนด้วยกลิ่นเถ้าแปลกประหลาด คล้ายกลิ่นดินไหม้ที่ค้างคาอยู่มาหลายวันหลังสุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มือขวาของขวัญกำแน่นรอบตะกร้าฟืน กล้ามเนื้อแขนเกร็งเพราะคำพูดที่ติดแหง็กในลำคอ แม่เองไม่ได้พูดอะไรมากมาย เพียงแต่สบตาขวัญ วาววับในความเงียบคล้ายมีอะไรปิดบัง เมื่อขวัญถามถึง ‘พี่เพลิง’ ที่ออกไปหาเห็ดตั้งแต่บ่ายวานนี้แล้วไม่กลับมาในยามค่ำตามเคย
“แม่บอกให้หมอบ้านไปดู แต่ยังไม่เจอรอยพี่เขาเลยนะลูก” เสียงแม่แผ่วเบา เธอพยักหน้าช้าๆ พลางสูดลมหายใจลึก พยายามซ่อนแววกลัวในใจตัวเอง
เช้าวันนี้ในโรงเรียนเล็กใจกลางหมู่บ้าน เหล่าเด็กน้อยคึกคักตามประสา มีเสียงหัวเราะคิกคักผสมเสียงจามและกระซิบเบาๆ ขวัญนั่งนิ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง พ่อครูชาญผู้สูงวัยขีดชอล์กบนกระดานดำ ขวัญไม่ได้สนใจตรงนั้น สายตาเลื่อนลอยไปยังหน้าต่าง เธอคิดถึงพี่ ชายผู้อ่อนโยนแต่มีแววเด็ดเดี่ยวที่ดวงตา
“ขวัญ เธออกหักเหรอ?” เสียงกระซิบจากข้างหลังคือเด่น เด็กหนุ่มรูปร่างสูงผอมที่นั่งค้ำคางยิ้มมุมปาก
“ถ้าพี่ฉันหาย เธอคงหัวเราะละสิ…” ขวัญพึมพำเสียงเบา
เด่นเงียบไปครู่พลันสะกิดเบาๆ “เมื่อคืนฉันฝันร้ายว่ามีเงาดำลากใครบางคนเข้าเขาไฟ…หรือว่าจะเกี่ยวกับคำสาปภูผาไฟนะ”
ขวัญเบือนหน้าหนี “เลิกพูดเรื่องไร้เหตุผลได้ไหมพวกนั้นมันแค่เรื่องเล่าโง่ๆ”
ขวัญลุกจากโต๊ะ เดินออกนอกห้อง ทิ้งเด่นให้มองตามแววตาหม่น เด่นกัดริมฝีปากตัวเอง แนบมือเข้ากับสมุดเรียนที่สั่นน้อยๆ เพราะกลัวความเงียบของขวัญมากกว่าคำสาปในตำนาน
ช่วงเย็น ขวัญเดินฝ่าสายหมอกกลับบ้าน คนในหมู่บ้านเริ่มรวมกลุ่มซุบซิบ หน้าบ้านแต่ละหลังเต็มด้วยสายตาที่จับจ้อง ไฟจากเตาถ่านลอยกลิ่นหอมลึกแต่เหมือนไม่มีใครอุ่นใจเพียงพอ
เธอตัดสินใจไม่เข้าไปในบ้าน เลี้ยวเดินลัดออกทางเลียบลำธารเล็กๆ ที่ซ่อนตัวในซอกหิน เสียงน้ำกระเซ็นกับฝีเท้าแผ่วเบา เด่นปรากฏตัวใต้ร่มเงาต้นสน
“จะไปหาอะไร?” เด่นถามเสียงแผ่ว
“รอยเท้า…ร่องรอยของพี่ฉัน หรืออะไรก็ได้” ขวัญว่าเรียบๆ
“ฉันไปด้วย เดี๋ยวหมาซ่าสามตัวพวกนั้นกัดเธออีก” เด่นบอกแกมห่วง ขวัญหรี่ตา เห็นรอยยิ้มเอียงอายแบบแทบปิดไม่อยู่บนใบหน้าเพื่อน
สองคนเดินลึกเข้าไปในแนวป่า ฝีเท้าหนักหน่วงด้วยใจที่เต็มไปด้วยความกลัวและความหวังในขณะเดียวกัน เสียงวัชพืชโดนเหยียบคลอเสียงหายใจแรงของขวัญที่คอยเหลือบมองรอบข้าง
เมื่อถึงลานหินเก่าที่เชื่อแม่น้ำกับป่าใหญ่ ขวัญหยุดชะงัก เด่นทรุดตัวนั่งลง “ทิ้งรอยอะไรไว้ไหม?”
ขวัญกระซิบ “ดูนี่สิ…” เธอชี้ให้เด่นดูรอยเท้าบนดินเปียก รอยเท้าใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกัน เด่นกลืนน้ำลาย มุมปากกระตุก “…ขวัญ ฉันว่าเราควรกลับ…”
เสียงเพลงโบราณดังแว่วออกมาจากป่าทึบ ท่วงทำนองเก่าสมัยที่ปู่ย่าเคยร้อง คำร้องฟังไม่ออกว่าภาษาอะไร ใจทั้งสองคนเต้นระรัว มือขวัญเย็นเฉียบ เธอหันซ้ายขวาก่อนจับแขนเด่นแน่น
“อย่าขยับ!” เสียงเธอแทบไม่ออกจากคอ เวลาคล้ายหยุดนิ่งนานสองสามวินาที ก่อนเสียงนั้นจางหายกลับสู่ความเงียบเดิม
หลังจากนั้นมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ลึกในป่า เช่นมีอะไรเดินย้อนจากความมืด ดวงตาสองคู่จ้องฝืนกลั้นลมหายใจ เด่นขยับมากำมือขวัญไว้แน่น “เราต้องหาความจริงเรื่องคำสาปภูเขาไฟให้ได้” เขากระซิบ “หรือไม่ก็หาทางเอาพี่เธอกลับมา”
ขวัญเพียงพยักหน้าหลังม่านน้ำตาบางๆ เด่นลูบหลังเธอช้าๆ แววอ่อนโยนในตากลบความกลัวชั่วขณะ แล้วทั้งสองจึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่า ทิ้งเสียงหมู่บ้านไว้เบื้องหลัง
ค่ำคืนนี้หมู่บ้านทั้งหมู่ตกอยู่ในเงาไฟที่ริบหรี่ ลูกไฟเล็กๆ จากปรางจุดธูปบอกกล่าวผีภูเขาไฟวูบไหวในลม ขวัญนั่งหน้าเตาไฟบ้าน สายตาเลื่อนลอย รอการกลับมาของใครสักคน เหม่อลอยไปถึงเรื่องราวในป่ากับเด่นเมื่อหัวค่ำ เสียงเตาไฟแตกเปรี๊ยะกลบความคิดคำนึงแทบสิ้น
เด่นเข้ามานั่งข้างๆ “พรุ่งนี้เราไปถามตาหมู่ไหม?”
ขวัญพึมพำ “เขารู้อะไรเยอะที่สุดเกี่ยวกับนิทานคำสาป…”
“แต่เขาเกลียดฉัน” เด่นหัวเราะขื่น “ตั้งแต่ฉันพังเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์วันงานปีใหม่”
ขวัญหันมาเม้มปากพลางสบตาเพื่อน “ครั้งนั้นฉันเองที่บอกเธอว่าต้องลองดู” เธอรับผิดออกมาเบาๆ ความรู้สึกผิดยังคงไม่จาง แม้เวลาจะนานหลายเดือน ถึงจะไม่เอ่ยว่าทำไมจึงกล้าสารภาพในตอนนี้
ทั้งสองนั่งบนเสื่อเก่าใต้แสงไฟอ่อนในความเงียบที่เต็มไปด้วยคำถามและความกลัวที่ยากเอื้อนเอ่ย
วันถัดมา ทั้งคู่มาถึงบ้านไม้ของตาหมู่ เหนียงหนวดและตาเล็กหรี่คอยจับผิดทุกก้าวที่คนเข้ามา ขวัญยกมือไหว้ ทว่าตาหมู่โยนสายตาไปยังเด่น “มาทำไมอีกล่ะไอ้ตัวซวย”
“ฉันอยากฟังนิทาน…เรื่องภูเขาไฟ…” ขวัญอ้อมแอ้ม ตาหมู่หัวเราะแหะแหะ “อยากฟังหรืออยากรู้ความลับ”
เด่นเงียบ ขวัญเหลียวมองตาเพื่อน ก่อนพูดขึ้น “หนูเห็นรอยเท้าแปลกในป่า ได้กลิ่นดินไหม้ ตอนนี้พี่เพลิงหายไป…”
ตาหมู่เปลี่ยนท่าที สีหน้าเครียดขึ้น “ถ้ารู้ก็คงต้องกล้าเผชิญ…” เขาตะกุกตะกัก น้ำเสียงขมขื่น “ภูเขาไฟเมื่อร้อยปีก่อน เคยกลืนคนไปในคืนหมอกหนา เพราะคำสาป…วัยหนุ่มสาวจะถูกเลือกเมื่อไฟเริ่มกลับมา”
ขวัญกลืนน้ำลาย เด่นกำมือแน่น เงียบงันเหมือนหลบสายตาความกลัวและคำถามที่อธิบายไม่ได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ขวัญพบแม่กำลังซ่อนกล่องเล็กใต้เตียง ขวัญเขยิบเข้าไปกอด “แม่กลัวอะไรหรือเปล่า?”
แม่เบือนหน้าหนี “บางความจริงมันควรอยู่ใต้เงา อย่าค้นเลยลูก”
แต่ขวัญตัดสินใจ ลุกจากแม่แล้วกลับไปนั่งหน้าเตาไฟ ดวงตาแกว่งไหวด้วยเปลวเพลิง ความกลัวกับความโกรธต่อสิ่งที่หมกเม็ดในหมู่บ้านกำลังสุมในอก
คืนนั้น ขวัญย่องออกมาหน้าบ้าน สูดอากาศเย็น เด่นรออยู่เงียบๆ ที่รั้วไม้ เด็กสองคนเดินเงียบ ก้าวเท้าสู่แนวป่าอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้พวกเขาเตรียมใจว่ามันจะยาวนานและอันตรายกว่าเดิม
เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้กรอบกรอบคลอเคล้าเสียงจิ้งหรีดสูงต่ำ เด่นพยายามทำตัวร่าเริงแต่ฝืน “ฉันกลัวนะ บอกตรงๆ”
ขวัญรับฟังอย่างเงียบงัน กลั้นน้ำตา “ฉันกลัวเหมือนกัน แต่เราย้อนกลับได้ไหมล่ะ?”
ขวัญใช้แสงไฟฉายส่องหาตะวัน เส้นทางขรุขระขึ้นเรื่อยๆ เสียงแว่วของเพลงโบราณดังอีกครั้ง ครานี้ใกล้และชัดเจนกว่าเดิม ทำนองปนเศร้าและเย็นวาบ เหงื่อไหลซึมไล้ขมับ เคล้าความเยือกเย็นประหลาด
พวกเขาโผล่มาลานหินที่ทอดลึกสู่ตีนเขาไฟ รอยเท้าปริศนาทับซ้อนกับรอยเท้าเดิม แต่ลึกกว่า เธอหยุดฟัง เด่นซ่อนตัวหลังต้นไม้ ทว่าสายตาขวัญจ้องไปยังโพรงศิลาใต้เชิงเขา ข้างในนั้นแสงไฟสีส้มลุกวาบสลับมืดราวสิ่งมีชีวิต
ขวัญเดินนำ เด่นลังเลตามมา เมื่อเข้าใกล้รังแสงนั้น ภายในโพรงปรากฏเศษผ้าเปื้อนดิน ติดกลิ่นควันจางๆ เศษผ้าถักลาย—ผ้าพันคอของพี่เพลิง ขวัญคว้าไว้แนบอก ดวงตาเปียกน้ำตาเงียบๆ เด่นวางมือลงบนไหล่เธอ ความอบอุ่นจากเพื่อนคนเดียวช่วยประคองใจในค่ำคืนอันหนาวเย็น
เสียงเพลงเงียบขาด ห้องอากาศหนาทึบขึ้นทันที เงาร่างหนึ่งกระพริบวูบวาบในเงาไฟ สองคนสบตากัน เด่นกระซิบแผ่ว “เราไม่ควรเข้ามาให้ลึกกว่านี้…มีบางอย่างเฝ้ามองเรา”
ขวัญลังเล แต่เป้าหมายในใจแรงกว่า “แต่ถ้าเรากลับไป…เราก็จะไม่มีวันรู้ความจริง”
ความกล้ากับความกลัวในใจฉุดรั้ง แขนขวัญสั่นแต่ยังเดินนำ ถึงทางแยกในโพรงหิน เสียงฝีเท้าฉับพลันดับ ชายร่างเงามืดโผล่กลางช่องหิน โครงหน้าทะมึนผมหยักศก หน้าแหลมจากอดีตดูลางเลือน เด่นดึงขวัญหลบ เงานั้นเพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาว่างเปล่า ริมฝีปากขยับช้าๆ เปล่งถ้อยคำภาษาแปลก ๆ ที่สองคนฟังไม่เข้าใจ
ทันใดก้อนหินตรงทางออกขยับงึมงำเอง ปิดกั้นทางกลับ เบื้องหน้าไฟจากโพรงค่อย ๆ ชัดจนแสบตา ความจริงกำลังใกล้ตัวมากกว่าทุกครั้งเมื่อคืนนี้
ขวัญกัดฟัน “เราถอยไม่ได้แล้ว” เธอฝืนก้าวไปข้างหน้า เด่นตัวสั่นแต่จับมือขวัญไว้แน่น—เสียงหัวใจทั้งสองคนเต้นประสาน
แสงไฟลุกท่วมโพรง ความอบอุ่นพันร่าง พวกเขาพบตัวเองยืนอยู่ในโลกมิติใหม่—ภูผาไฟในอดีต! ผู้คนแต่งกายแปลกตามเดินขวักไขว่ กลิ่นดินเผาและควันกรุ่นฉุน
หญิงชราผิวเข้มเดินตรงมาหา “เจ้าสองคนต้องเลือก หนึ่งคือละทิ้งสิ่งที่รัก หนึ่งคือเผชิญหน้ากับเงามืดในใจตัวเอง มิฉะนั้นจะไม่ได้กลับสู่โลก”
ขวัญแค่นหัวเราะแห้ง “ทำไมต้องเรา?”
หญิงชรามองลึกในตา “เพราะความกลัวของลูกต่างหากที่ผูกเงาแก่นภูเขาไฟนี้ไว้”
ขวัญหลบตา ริมฝีปากสั่น เด่นเอามือแตะไหล่เพื่อน “ขวัญ เธอไม่จำเป็นต้องกล้าทุกอย่างนะ มีฉันอีกคน”
“ฉันกลัวผิดพลาด ฉันกลัวจะเสียอีกคนที่รักไป” ขวัญสารภาพ เสียงสั่นคลอน
ทันใดนั้นพี่เพลิงในร่างเงาวูบวาบโผล่ เธอผวาเข้าไปหาแต่หญิงชรากล่าว “ยอมรับความผิดและปล่อยให้อดีตอยู่กับมัน”
ขวัญหลับตาน้ำตาไหล ยกมือจับแขนพี่ชาย “หนูขอโทษ ครั้งนั้นบนภูเขาไฟ หนูดื้อดึงจนทำให้พี่บาดเจ็บ หนูกลัวถูกตำหนิเลยปิดบังแม่มาตลอด…”
เงาพี่เพลิงค่อยๆจาง เมื่อขวัญยื่นมือให้เด่น “ฉันพร้อมรับผลลัพธ์…ไม่หนีอีกต่อไป”
โลกแปรเปลี่ยน—สองคนกลับมาสู่ลานหินยามดึก พี่เพลิงนอนซมอยู่ตรงนั้น ขวัญสั่นสะท้านประคองพี่ชาย ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฉันขอโทษ…”
เด่นช่วยกอดเธอแน่น พี่เพลิงกระซิบด้วยเสียงแหบพร่า “พี่ไม่โกรธ…แค่คิดถึงบ้าน”
เปลวไฟภูเขาทอดยาวบนขอบขุนเขาบันทึกเงาร่างสามคนไว้ในความเงียบงันนั้น ขวัญเงยหน้าสบตาเด่น น้ำตาเจือยิ้ม—ความอบอุ่นและบาดแผลเดินคู่กันเป็นครูของเธอ
รุ่งสางใหม่ หมู่บ้านตื่นมาด้วยเสียงหัวใจที่เบาและอุ่นมากกว่าวันวาน ขวัญพาบาดแผลและความกล้ามาเดินต่อ แม้ยังกลัว…แต่ไม่หนีอีกแล้ว