เงาสะท้อนเกาะร้าง
เสียงกรีดร้องของพลอยดังไปพร้อมกับเสียงคลื่นซัด แสงแฟลชจากโทรศัพท์กะพริบอยู่เหนือเรือคายัคลำเล็ก ก่อนจะดับวูบในพริบตา คลื่นลูกสุดท้ายกระแทกเต็มแรง ร่างของทั้งห้าคนถูกเหวี่ยงออกจากเรือลงสู่ผืนน้ำเย็นเฉียบ พลอยคว้าข้อมือขวาของตาลได้ทัน ขณะที่ภูผาหายไปใต้ผิวน้ำ เพียงเสี้ยวนาที พวกเขาก็ถูกทะเลขับไล่สู่ริมหาดทรายขาวในความมืดสนิท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงไอจากกองทราย ภูผาคลานขึ้นมาข้างฝ้าย ใบหน้าถูกบาดด้วยเปลือกหอย ตาลพยายามหอบหายใจ แต่ปากเต็มไปด้วยทราย อั๋นยื่นมือไปช่วยพลอยลุก รอยยิ้มฝืดแบบคนฝืนใจ “ไม่คิดว่า ‘ทริปพิสูจน์ใจ’ ที่ไอ้ภูผามันชวน จะกลายเป็นทริปนรกแบบนี้”
ฝ้ายลุกยืน กอดอก แน่นหนา ทั้งเปียกปอนและสั่นด้วยความกลัว แสงจันทร์ลอดผ่านกลุ่มเมฆ เห็นป่าแน่นขนาบด้านหลังแนวหาด ไม่มีแสงไฟ ไม่เห็นบ้านผู้คน ไม่มีเสียงอื่นนอกจากคลื่น
ภูผาเช็ดหน้าด้วยฝ่ามือ ไขว่คว้าหาเป้สะพาย “ของของเราล่ะ?”
ตาลก้มมองพื้น ค่อย ๆ เก็บโทรศัพท์แตก ๆ มาแนบอก “น้ำมันเข้าหมด”
อั๋นถอนหายใจ “เดินไปรอบหาดดูก่อนดีมั้ย เผื่อเจออะไรจะได้ขอความช่วยเหลือ”
ฝ้ายก้าวเดิน นำหน้าทุกคนไป แผ่นหลังแข็งทื่อ อั๋นมอง แล้วเดินตามไปแบบลังเล พลอยดูภูผาเหมือนจะขอกำลังใจ ภูผาเองดูจะคิดอะไรในใจมากกว่าจะพูด พวกเขาเดินเรียงกัน ขณะจันทร์ส่องให้เงาทอดยาวลงบนหาดโล่ง ว่างเปล่า
ไม่นานพวกเขาก็พบเพิงไม้เก่าหลังหนึ่งซ่อนตัวในแนวต้นสน โครงไม้ผุแสดงว่าร้างมานาน ภูผาผลักประตูไม้ที่ขึ้นสนิม เสียงขัดดังเอี๊ยด เสียงตะขาบคลานในซอกฝา ทุกคนมองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนตาลจะพูดว่า “ไม่มีที่อื่น เราคงต้องอยู่ที่นี่ก่อน”
คืนแรก กลิ่นเค็มอุ่นอวลปะปนกลิ่นไม้เน่า พลอยซุกร่างในมุมสุด อั๋นแกล้งทำขวัญดีพูดเบา ๆ “ฝ้ายกลัวผีเหรอ?” ฝ้ายไม่ตอบ คิ้วขมวดหนัก ภูผานั่งเงียบเหม่อมองความมืดที่นอกหน้าต่าง ทุกคนต่างจมอยู่ในความคิด ไม่อาจมั่นใจว่าใครจะทนไหวถึงเช้า
ตะวันแรกบนเกาะร้าง ขนนกและเสียงนกทะเลปลุกตาล เธอลุกขึ้นออกไปที่ชายหาด เห็นฝ้ายยืนเท้าลงผืนทรายลูบแผลตรงหัวเข่า พลอยเดินเข้าใกล้ “เมื่อคืน…กลัวมากเหรอ?” ฝ้ายไม่ชายตา มองทะเลนิ่ง “ไม่ใช่กลัวผี…ฉันแค่ไม่ชอบที่แบบนี้”
อั๋นเดินตามมา สมทบ “จะทำยังไงต่อดี? ไม่มีสัญญาณ ไม่มีน้ำจืด ของกินก็ไม่มี” ภูผาเดินหอบกิ่งไม้และเศษสาหร่าย “ต้องหาแหล่งน้ำก่อน เผื่อโชคดีเจอเรือที่ผ่านมาจะจุดไฟส่งสัญญาณ”
ขณะสำรวจชายหาด ตาลเห็นวัตถุเงาสะท้อนท่ามกลางกิ่งสน เธอหยิบขึ้นมา มันคือถุงผ้าใบเก่า มีสมุดขาดยับอยู่ในนั้น เธอโยนมันให้อั๋นดู “มีใครเคยมาอยู่ที่นี่…” ในสมุดมีลายมือสั่น ๆ บันทึกว่า “อย่าไว้ใจใครบนเกาะนี้” ทุกคนมองหน้ากัน พลอยเสียงสั่น “มันแค่ล้อเล่นรึเปล่า?”
ฝ้ายสะบัดหน้า “เลิกเพ้อเถอะ! รีบเดินดูรอบเกาะละกัน” น้ำเสียงขุ่นเคือง เธอออกเดินนำอีกคน
ตลอดวัน พวกเขาสำรวจเกาะ พบรอยเท้าลึกลับในโคลนดิน ต้นไม้ที่เหมือนมีคนตัดสด ๆ กับขวดแก้วผุไว้ซาก อากาศร้อนอบอ้าวทำให้เริ่มเหนื่อยล้า เมื่อพระอาทิตย์ตก ภูผาและตาลกลับมายังเพิงไม้ ฝ้ายกับอั๋นเถียงกันเรื่องทิศทาง แรงตึงระหว่างทั้งคู่เด่นชัด
ค่ำคืน ฝ้ายแอบร้องไห้เบา ๆ ตรงมุมเงียบ เมื่อพลอยเดินเข้าไปยอมรับว่า “ฉันกับภูผาไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเธอวันนั้น” ฝ้ายปาดน้ำตา ไม่หันกลับ “พอเถอะพลอย…มันสายไปแล้ว” เสียงสะอื้นระงมอยู่ใต้ลมหายใจ
วันต่อมา ภูผาขึ้นเนินสูงสุด สำรวจเจอซากเสากระจายวิทยุเก่า “ถ้ามีเครื่องมือซ่อมหรือแบตเตอรี่อะไรสักอย่าง เราอาจจะ…ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้” ตาลจดสมุดค้นหวังพลิกวิกฤติ ฝ้ายแย้ง “กลัวความผิดผิดหวัง…เลยฝันเฟื่องแก้ปัญหาแบบนี้”
กลางค่ำอั๋นค้นกล่องเก่าที่เพิง เจอเครื่องวิทยุพัง พลอยตื่นเต้น “เฮ้ เดี๋ยว…พอซ่อมได้มั้ย?” ภูผาก้มมอง แววตาเต็มไปด้วยความลังเล ความหวังเมื่อมีทางรอดจาง ๆ หยั่งใจเข้าในทุกคน
คืนนั้นลมแรง เสียงข้าวของตกกระแทกหน้ากระท่อม ทุกคนสะดุ้ง ภูผารีบลุกขึ้นถือไม้พร้อม “อยู่นิ่ง ๆ” อั๋นพยักหน้าหนัก ๆ แต่แสงไฟจาง ๆ แล่นแวบหลังพุ่มไม้…เงาคนผ่านพ้นวูบ ฝ้ายกำไม้แน่น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งไกล จุดเริ่มของความไม่ไว้วางใจซึ่งกัน
เช้าหลังสภาพชุลมุน ฝ้ายต่อว่าภูผา “ถ้าเมื่อคืนคุณไม่กลัวจนขยับไม่ได้ เราอาจจะจับได้ว่าอะไรอยู่บนเกาะนี้” ภูผาหน้าหดแสดงความผิด ตาลมองทุกคนเหมือนอยากพูดอะไรแต่ลังเล พลอยตาแดงอ่อนเปลือกตา รู้ว่าความกลัวสร้างรอยร้าว
ระหว่างช่วยกันซ่อมวิทยุ ตาลเผลอหยิบแผ่นจารึกจากสมุดอีกหน้า มีข้อความใหม่ “เขาจะมาหาเมื่อใจอ่อนแอ” อั๋นขำกลบเกลื่อน “คนเขียนคงดูหนังมากไป” ฝ้ายหงุดหงิด “หยุดเพ้อ ยิ่งพูดยิ่งหลอน” อั๋นยื่นมือขอโทษ แต่มือแข็งทื่อ
สายวันนั้น ฝ้ายเดินหายหลบเข้าไปในป่า ตาลตามไปเจอ “เธอหลบหน้าเราเพราะอะไร?” ฝ้ายชะงัก น้ำตาซ่อนในดวงตา “ไม่มีใครเชื่อใจฝ้ายสักคน…ถ้าเลือกได้ฉันขอกลับบ้านเดี๋ยวนี้” ตาลยื่นมือสัมผัสแขนเบา ๆ “ถ้าเชื่อใจกัน…เราถึงจะรอด” ฝ้ายมองต่ำ พยักหน้าแต่ยังคงสงสัยในตัวเอง
ในค่ำที่คลื่นแรงขึ้น ภูผาใจฝ่อหลังทำวิทยุเสียหายจากการพลั้งพลาด อั๋นตำหนิ “เพราะมึงขี้ขลาดไง! ทุกอย่างพังหมดเพราะแก!” พลอยเข้าขวาง สายตาอ่อนโยน “ไม่เอาน่า…เราต้องช่วยกัน” อั๋นกระแทกเท้าเดินหนี นั่งห่างออกไปในความมืด ฝ่ามือสั่นชัดภายใต้ไฟจาง
กลางดึก ฝ้ายได้ยินเสียงกระซิบจากป่า “กลับบ้าน…กลับบ้าน…” เธอนิ่งแน่นใจจะออกไปตามเสียง พลอยสะดุ้งตื่นรีบฉุดไว้ “อยู่กับเพื่อน ไว้ใจกัน” ฝ้ายเซล้มไปในวงแขนเพื่อน น้ำตาคลอ หัวใจสั่นกล้า
รุ่งเช้า ตาลค้นพบว่ามีรอยเลือดเล็ก ๆ ทิ้งไว้ใกล้เพิงไม้ “เมื่อคืนไม่มีใครออกนอกเพิงใช่ไหม?” ภูผามองฝ้ายลึก พลอยงง ๆ เหลียวดู “มัน…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” อั๋นนิ่งไม่พูด กำไม้แน่นจนกระดูกขาวจั๊วะ
เมื่อไม่วางใจในกันและกัน ทั้งห้าเริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ภูผากับตาลพยายามรวบรวมใจอาสาเป็นผู้นำ แต่เสียงตะโกนโต้เถียงหรือการตกลงไม่ฟังกันดังก้องท่ามกลางความสิ้นหวัง วิทยุก็ยังไม่สามารถส่งสัญญาณสำเร็จ ทุกคนเครียดจัด กระทั่งในคืนหนึ่ง ฝ้ายหายไป
แสงจันทร์สาดเหนือแนวป่า ตาล อั๋น พลอย และภูผาวิ่งตะโกนหาฝ้ายในความมืด เหงื่อเย็นจับตามไรผม “ฝ้าย!” เสียงอั๋นแตกพร่า แต่ไม่มีคำตอบ เสียงเท้ากระทบเศษไม้ ภูผาจับแขนพลอยไว้ “เงียบก่อน…ได้ยินไหม?” เสียงหายใจหอบดังชัดขึ้น ทุกคนเงียบสนิท ก่อนจะได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วออกมาจากพุ่มไม้
พวกเขาตามเสียงไปพบฝ้ายนั่งกอดเข่า รอยเลือดซึมจากขา ตาลเข้ากอด “ไม่เป็นไร เราอยู่ด้วยกัน” ฝ้ายปล่อยน้ำตา ไขว่คว้าข้อมือเพื่อน เอื้อนเอ่ยสั่น “ขอโทษ…ขอโทษที่พูดร้าย ฉัน…ฉันกลัวเหลือเกิน”
พายุกระหน่ำแผ่นไม้หลุดออกจากเพิง ทั้งหมดรีบมาช่วยกันปิดฝ่าแรงลม เสียงฟ้าร้องทำให้ทุกคนหวาดระแวง อั๋นร้อง “ถ้าเรามีแบตเตอรี่เก่า เราอาจซ่อมวิทยุได้” ภูผาฉุกคิด กวาดสายตาสำรวจของเก่ากองขยะ ขณะที่ตาลเปิดกล่องเหล็กจนเจอถ่านไฟฉายสองก้อนที่ดูเหมือนจะยังใช้ได้
ทั้งห้าช่วยกันซ่อมวิทยุ อั๋นกับตาลเชื่อมสาย ภูผาประกอบส่วน พลอยอ่านคู่มือ ฝ้ายส่องไฟฉาย ถือมือสั่น ๆ แต่ตาเปล่งประกายความหวัง คลื่นความรู้สึกบีบรัดใจ ทุกคำพูดกลายเป็นการให้กำลังใจ “เก่งมากฝ้าย…แถมกล้ากว่าที่คิด” พลอยเอ่ยเสียงอ่อน ฝ้ายยิ้มทั้งน้ำตา
ไม่นานคลื่นวิทยุแตกซ่า “ช่วยด้วย…ติดเกาะ…มีห้าคน…” พลอยสั่นเสียงขอความช่วยเหลือ ทั้งหมดเกาะกลุ่มโอบไหล่กัน น้ำตามีทั้งความกลัวทั้งความโล่งใจ เสียงฝ้ายแผ่วเบา “ฉันเชื่อใจพวกเธอ…ตอนนี้”
ดวงอาทิตย์ขึ้น แสงแรกของวันใหม่อาบหน้าทั้งห้า พวกเขานั่งคอยท่าเรือที่อาจผ่านมา ไม่มีใครพูดอะไรมาก แต่สายตาเต็มไปด้วยความเข้าใจและให้อภัย คำสัญญาเงียบ ๆ ว่าจะไม่หลีกหนีความกลัว…อีกต่อไป