เงาสะท้อนในหอพัก
ไฟนีออนที่ทางเดินหน้าห้องพักกระพริบเหมือนใจเต้นของใครบางคน รินเดินลากกระเป๋าเข้าหอพักเก่าใจกลางเมือง เธอยิ้มจาง ๆ ยกมือกล่าวทักทายป้าดวงจิตร แม่บ้านที่ยืนเช็ดหน้าต่างอยู่หน้าประตู รอยยิ้มของป้าอ่อนนุ่ม แต่แววตากลับเหมือนซ่อนบางสิ่งไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สวัสดีจ้ะหนูริน มาอยู่ปีแรกใช่มั้ย”
“ค่ะ หนูเพิ่งสอบติด…” รินลอบมองรอยแผลเก่าบนแขนป้า แต่ป้าลูบแขนตัวเองเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ใครสนใจ
เงียบไปครู่หนึ่ง รินส่งยิ้มใหม่ให้ ก่อนจะเดินตามเสียงขลุกขลักของกระเป๋าขึ้นบันไดไม้เก่า ๆ ทุกย่างก้าวเหมือนโลกที่ร้างจากความปลอดภัย
ถึงหน้าห้อง 406 เธอเสียบกุญแจ บิดประตู คราบฝุ่นเกาะตามขอบหน้าต่างและรอยน้ำซึมบนฝ้า ทว่าเธอกลั้นใจยิ้มและเปิดไฟ แสงขาวสาดเผยเงาสะท้อนบนกระจกประตูตู้เสื้อผ้า ดวงตารินสะท้อนอะไรบางอย่างที่ข้างหลัง เธอหันขวับแต่ไม่พบสิ่งใด
เสียงฝีเท้าที่ระเบียง เงาร่างผู้หญิงเดินผ่านมา เธอโผล่หัวออกไปเจอหญิงสาวผมสั้นสวมเสื้อยืดชื่อ“แพร” แพรยิ้มอย่างเหนื่อยล้า มือหิ้วถุงอาหารข้าวกล่อง“อยู่ใหม่เหมือนกันเหรอ”
“ใช่ค่ะ ชื่อรินนะ”
บทสนทนาเงียบงันก่อนแพรจะเอ่ยเสียงเบา“ถ้าได้ยินเสียงแปลก ๆ ตอนดึกก็อย่าสนใจนะ ที่นี่มัน..เก่าแล้วน่ะ”
แววประหม่าในสายตาแพรทำให้รินนึกขำแต่ขนลุกซู่ ความอึดอัดปะปนกลิ่นอาหาร ทว่าเธอไม่ได้พูดอะไรต่อ
กลางคืน รินนอนฟังเสียงน้ำหยดและลมที่พัดกลิ่นฉุนของไม้เก่า เธอหลับตาแต่ยังรู้สึกได้ถึงบางสิ่งอย่างที่ไม่มองเห็น ใต้เงาสะท้อนในกระจก เหมือนมีดวงตากำลังจ้องมองจากมุมมืด
เช้าตรู่วันใหม่ คนในหอพักต่างเดินสวนกันในโถง รินเจอกับเทียน หนุ่มผิวคล้ำหัวเราะเสียงดังกำลังขี่จักรยานเอาการ์ตูนไปคืนให้เจ้าหน้าที่ “ฝากไว้กับห้องเลขาสิ”
“วุ่นวายเนอะ คนในนี้แปลก ๆ”เทียนแซวนักศึกษารุ่นพี่ตัวสูงซึ่งเดินผ่านแบบไม่ยิ้มตอบ รินรู้สึกเหมือนได้ยินความปกติที่ไม่ปกติ ความลับมันเหมือนอยู่ในอากาศจาง ๆ
ช่วงสาย รินออกไปมหาวิทยาลัย เธอมองตึกหอพักจากริมรั้ว ก่อนจะพบหญิงสูงวัยนั่งมองขึ้นห้องตัวเองนิ่งงัน รินเดินเข้าถาม ตอบแค่ “ลูกสาวฉัน…หายไปอยู่ห้อง 408 ปีก่อน” เธอเหมือนอยากพูดต่อแต่กลับเงียบ รินถามต่อ แต่หญิงคนนั้นลุกเดินหนีไปปล่อยคำถามค้างไว้
รินเล่าเรื่องให้แพรฟังขณะแบ่งพิซซ่ากันในห้อง “คนที่นี่เหมือนไม่อยากพูดอะไรจริง ๆ” แพรสบตาแล้วหลบดวงตานั้น ช่วงเวลาชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนไม่กล้าสบตากับความจริง
เสียงเคาะประตูช่วงค่ำคืนทำให้ทั้งสองสะดุ้ง ป้าดวงจิตรเข้ามาพร้อมข้าวกล่อง “หนูอย่าออกจากห้องค่ำ ๆ นะ เดี๋ยวไม่สบาย” นัยน์ตาป้าเข้าข้างราวห่วงใยเกินจริง แพรหลบสายตา รินได้กลิ่นแปลก ๆ ลอยมากับอากาศเย็น
ขณะอาบน้ำ รินเห็นรอยนิ้วมือเหมือนสัญลักษณ์ลึกลับเป็นลายน้ำบนกระจก เธอเช็ดออกแต่ไม่หมด สะท้อนความกลัวเงียบ ๆ ที่ก่อตัวในใจ
ค่ำวันหนึ่ง เธอได้ยินเสียงรองเท้าลากบนชั้นสี่ ปกติที่นี่เงียบ แต่เสียงนั้นยาวเกินปกติ รินเปิดประตูแง้มดู เงาหญิงร่างผอมปรากฏไกล ๆ เหมือนเดินลับหายที่ห้อง 408 เธอกลืนน้ำลาย กล้าพอจะเดินตามไป หน้า 408 เธอยืนลังเลอยู่ประตูหน้าห้องมีรอยขีดเขียนด้วยเล็บเป็นชั้น ๆ เธอขนลุกซู่
แพรมาตาม “กลับห้องเถอะ” แพรเสียงสั่น หยุดมองประตู 408 นาน “สิบเดือนที่แล้ว รุ่นพี่ปีสาม…หายไป คนนั้นชื่อฝน อยู่ห้องนี้”
“ไม่มีใครตามหาเหรอ?”
“ตาม แต่ไม่มีใครกล้าพูดกัน หนู…กลัว ตอนนั้นอยู่ห้องตรงข้าม ได้ยินเสียงแปลก ๆ ทุกคืน” แพรพูดพร้อมเสียงสั่น น้ำตาไหลพรากแต่เช็ดออกแล้วฝืนยิ้มว่า “ช่างมันเถอะ”
ช่วงบ่าย รินพบเทียนนั่งซ่อมของเล่นพังหน้าห้อง “เมื่อก่อนที่นี่มีข่าวผีบ้าง ผมไม่เคยเจออะไรนะ แต่คืนนึง…ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะในห้องน้ำทั้งที่ไม่มีใครอยู่”
รินหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ขนลุกซู่ เธอค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหอพักเจอว่ามีเหตุการณ์นักศึกษาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อนในห้อง 408 แขนเธอเย็นชาจนขยับไม่ได้ สายตาวูบไหวไปมองเงาตัวเองในกระจก
คืนนั้น รินฝันว่าเดินในโถงหอนั้นคนเดียว ประตูทุกบานเปิดทิ้งไว้ แต่ข้างในไม่มีเงาคน มีแค่เสียงหายใจเบา ๆ กับเสียงน้ำหยดจากข้างฝา เธอสะดุ้งตื่น รู้สึกเหมือนไม่ได้ตื่นจริง ๆ
ช่วงเย็น รินเห็นแม่บ้านนั่งนิ่งในห้องเก็บของ เธอย่องตามไปเห็นป้ากำลังพึมพำ กำผ้าขนหนูสีชมพู บนพื้นมีอัลบั้มรูปเก่าเปิดทิ้งไว้ ภาพเด็กผู้หญิงหน้าตาคล้ายฝนยิ้มน้อย ๆ รินตาเบิกกว้าง “นี่ลูกป้าเหรอ” ป้าดวงจิตรนิ่งนานก่อนพยักหน้า รินไม่รู้จะพูดอะไร โลกนั้นเหมือนมีเพียงสองคน
สายวันรุ่งขึ้น เทียนหาเธอด้วยหน้าตาเครียด “เมื่อคืนผมเห็นแสงไฟเปิดใน 408 ทั้งที่ล็อคไว้แน่น” ดวงตาเขาสั่นพร่า
“เราไปดูด้วยกันมั้ย” รินถามเองยังรู้สึกใจเต้นถี่ แพรลังเล “หนู…ไม่อยากโกะกับความกลัวอีก” เทียนกระซิบ “แต่ถ้าไม่เจอความจริงเราก็จะกลัวมันไปตลอด”
คืนนั้น ทั้งสามเดินตามเสียงฝีเท้าเบา ๆ ไปยังชั้นสี่ ในมือถือต่างเปิดไฟฉาย รินเป็นผู้นำ เธอพ่นลมหายใจสั้น ๆ มือสั่นน้อย ๆ เทียนยืนข้าง ๆ แพรจับมือเธอแน่น
พวกเขาหยุดที่ประตู 408 เงียบจนน่าขนลุก รินยกมือเคาะเบา ๆ ประตูสั่นเหมือนมีใครผลักตอบ เสียงหัวเราะเด็กผู้หญิงดังลอดประตูมา แพรยืนนิ่ง ฝืนกลืนน้ำลาย
ใจหนึ่งอยากหนี แต่อีกใจอยากรู้ เธอบิดลูกบิด ประตูเปิดเองอย่างช้า ๆ เผยห้องเปล่า ชื้นเย็น มีแสงไฟริบหรี่ๆ ที่มุมห้อง ลายมือเด็กขีดบนผนังเขียนว่า “ช่วยด้วย”
ทันใดนั้น ประตูปิดผาง เทียนตกใจ รินสะดุ้ง ลมเย็นปะทะหน้า เสียงฝีเท้าวิ่งจนผนังสั่น ลมหายใจหอบ ทว่าไม่มีใครอยู่ เงาผู้หญิงเวียนในกระจกบานหนึ่งตรงที่นอนเก่า รินเดินเข้าไปจ้องดู เห็นใบหน้าของฝนน้ำตาไหลอาบแก้ม สะท้อนอีกความกลัวที่ไม่ใช่ผี แต่เป็นความเสียใจของคนที่ถูกลืม
หนังสือสีชมพูหล่นจากชั้นใต้เตียง รินหยิบขึ้นมา เปิดเจอข้อความ “แม่…อย่าลืมหนู” รินน้ำตาไหล ชีพจรเต้นแรง เธอยื่นสมุดให้ป้าดวงจิตรที่ตามมาทีหลัง ป้ากอดสมุด ฝนปรากฏตรงท้ายห้อง ยิ้มให้อ่อนโยน ก่อนจะจางหายไปในแสงไฟเจือจาง
หลังคืนนั้น หอพักกลับมาสงบ รินกับแพรกล้าคุยเรื่องอดีต เทียนเริ่มหัวเราะดังขึ้น ป้าดวงจิตรใจเย็นขึ้น รินรู้ว่าทุกคนต่างมีความกลัวและความลับของตัวเอง แต่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง เงาสะท้อนในกระจกยังคงอยู่ ทว่าไม่ได้คุกคามอีก หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกความลับ ล้วนเรียกร้องการให้อภัยและการเติบโต