ภาพวาดบนผนังห้อง
ไฟนีออนในทางเดินหอพักสว่างสลัว กล้าเดินลากกระเป๋ากลับห้อง 309 มือซ้ายกำกุญแจแน่น รอยน้ำจากรองเท้าซึมเป็นเส้นจาง ๆ บนพื้นปูน เขาเปิดประตูเจอความเงียบ กับเสียงเพลงเบา ๆ ลอยออกจากห้องข้าง ๆ ของบีม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กล้าทำท่าจะเดินผ่าน แต่ชะงักเมื่อเห็นผนังในห้องมีรอยเส้นสีแดงสด บิดงอเหมือนจะสื่อรูปทรงอะไรบางอย่าง กล้าขมวดคิ้วพร้อมชะเง้อมอง รอยนั้นเหมือนเพิ่งถูกละเลง
เสียงเคาะประตูดังเบา ๆ ก่อนบีมจะโผล่หน้าออกมา “เอ๋ กลับดึกอีกแล้วเหรอ?” น้ำเสียงมีแววเหนื่อยแต่แฝงรอยยิ้มจาง ๆ กล้ากระแอม “เห็นรอยพวกนี้หรือยัง?” เอานิ้วไปชี้ บีมพยักหน้า พลางมองซ้ายขวา “คืนนี้ของห้องฉันก็ขึ้นคล้าย ๆ กันเลยนะ ลองดูมั้ย?”
ทั้งสองเดินไปดูห้องของบีม เส้นสีดำลากยาวคดเคี้ยวขึ้นผนังเหมือนรากไม้แทรกตัว กล้าสัมผัสด้วยปลายนิ้ว รู้สึกเย็นวาบ “แกว่าใครทำ?” บีมส่ายหน้า “ล้านไหมก็ไม่ใช่อารมณ์ติสต์แบบนี้ แล้วถ้าเป็นพวกปีสอง? หรือว่า…”
เสียงโทรศัพท์ดัง บีมหยิบขึ้นแล้วเบือนหน้า คุยสายสั้น ๆ กลับมามีแววกังวลในตา “นิดกับปูนก็โดน เดี๋ยวเขาจะประชุมรวมคืนนี้” พลันไฟในห้องกะพริบ กล้าหันขวับนิ่งฟังเสียงลมหายใจตัวเองกับเสียงฝีเท้าคนไกล ๆ ที่ดังใกล้เข้ามา
ตรงห้องรวม โซฟาสีหม่น ๆ ตั้งเรียงกัน ห้าคนบนโซฟามี กล้า บีม นิด ปูน และม่าน นิดตัวเตี้ย ไว้ผมสั้นจ้องผนังด้วยใบหน้าตื่น ๆ ปูนยกขาเหยียดไปบนโต๊ะ กลอกตา “ถ้ามันเป็นแค่ใครอยากแกล้ง มันคงทำอย่างอื่น ไม่ใช่ลายแบบนี้หรอก”
ม่านพูดขึ้นเบา ๆ “เมื่อคืนฉันเห็นเงาคนผ่านทางเดิน ฉัน…” คำพูดขาดห้วง นิดเหล่มองกล้า “หรือมีใครในพวกเราสักคน?” บีมกัดปากนิ่งกล้าสบตานิดพลางถอนหายใจ “ทำไมถึงต้องเก็บไปคิดแบบนั้นล่ะ?”
ปูนหัวเราะเสียงต่ำ “ไม่แน่ บางทีอาจจะเป็นความลับที่ใครซ่อนอยู่”
กลางดึก กล้าถามบีม “แกเคย…กลัวอะไรมั้ย” บีมชะงัก ยิ้มบาง ๆ “กลัวผิดหวัง กลัวจะไม่ได้เป็นศิลปินอย่างที่อยากเป็น” กล้าเงียบลง “ฉันกลัวความว่างเปล่า” ทั้งสองนั่งเงียบ เสียงแมลงไต่ผนังดังคลอเคลีย
รุ่งขึ้นเช้า อาจารย์สรวงมาที่หอพัก ยื่นภาพสเกตช์บางอย่าง “รอยที่ผนัง ใครทำ?” ทุกคนจับจ้องหน้ากัน อาจารย์มองกล้า “ผมรู้ว่าพวกเธออยากแสดงออก แต่การทำลายข้าวของไม่ใช่ทาง” กล้าอึกอัก “ผมไม่ได้ทำครับ” พลันม่านยกมือ “หนูเห็นเมื่อวานค่ะ มีคนเดินผ่าน…”
อาจารย์ถอนหายใจ “ถ้างั้นขอให้อยู่ในระเบียบด้วย อย่ามั่วสุมดึกนะ” กล้าหลังตรงขึ้นแต่ในใจยังระแวงสายตาเพื่อน
ตกบ่าย นิดเดินเข้ามาใกล้กล้า “เรื่องนั้น…แกคิดว่าเกี่ยวกับภาพที่เราเคยวาดรวมกันปีก่อนมั้ย?” กล้าสะดุด คำพูดของกลางปีที่ถูกละเลยย้อนกลับมา บีบคั้นใจ “ไม่รู้สิ แต่ฉันไม่อยากให้ใครเจ็บอีก”
คืนนั้น เสียงขีดข่วนบนผนังดังขึ้นอีก แม้จะอยู่ในห้องเปล่า กล้าเดินไปหยุดหน้ากระจก มองเงาตัวเอง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามหน้าผาก ภาพรอยเส้นจากทุกห้องเริ่มเชื่อมโยงเป็นรูปใบหน้าคน กล้าค่อย ๆ หลับตา ลมหายใจสั่นช้า ๆ
รุ่งเช้า บีมหยิบกล้องถ่ายรูปมาส่องรอยผนัง พร้อมนิดและปูน ทั้งสามเถียงกันว่าจะเอาไปแจ้งอาจารย์ดีไหม แต่ม่านกลับยืนเงียบ ๆ หันหลังให้ “ถ้ามันเกี่ยวกับความลับที่เราไม่พูด…” เสียงเธอสั่น กล้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกดทับเหนืออก
เย็นวันนั้น กล้ามองมือที่สั่นเทา เมื่อนิดยื่นสมุดสเกตช์เก่าให้ เขาค่อยๆ เปิดดูทีละหน้า รูปใบหน้ากระจายเต็มเล่ม “นี่คือรูปของพี่เมษา…” ชื่อที่ถูกลืมกลับมาในอากาศ
กล้าพูดโพล่ง “ทุกคนลืมพี่เมษาได้ยังไง?” บีมหน้าซีด นิดหลบตา ปูนขยี้ผมตัวเอง “ก็ไม่มีใครอยากนึกถึงเรื่องนั้น…”
ม่านพูดเสียงแผ่ว “ถ้ามันเป็นวิญญาณเขาจริงๆ ละ? เพราะเราต่างก็มีส่วน…” บีมสวนทันที “หยุด! อย่าโยนความผิดให้คนตาย”
กล้าดึงมือไว้ บีมปัดน้ำตาออก “แล้วเราจะทำยังไง ถ้าเรื่องภาพมันโยงกับความผิดของพวกเรา?”
คืนนั้น ทุกคนนั่งรวมกันตรงผนังห้องกล้า พอเงียบไปนานก็เกิดเสียงสะอึกอั้น กล้าก้มหน้าคำพูดติดคอ “ถ้าจะให้อภัย ต้องเริ่มที่ยอมรับก่อนใช่ไหม?” ม่านพยักหน้าทั้งน้ำตา
เมื่อเวลาผ่าน กล้าตัดสินใจนัดทุกคนไปที่ระเบียงชั้นบน สถานที่ที่พี่เมษาเคยทำงานศิลปะร่วมกัน พวกเขานำสมุดสเกตช์และสี พ่นงานศิลป์ลงบนผนังด้วยความตั้งใจใหม่ ภาพใบหน้าหลายใบจาง ๆ กลายเป็นภาพรวมของกลุ่ม
นิดพูดผ่านน้ำเสียงสั่น “ฉันคิดถึงวันที่เรายังไม่ทะเลาะกัน” ปูนกอดไหล่ทั้งสองบีมและนิด ม่านซบกับหลังกล้า ทุกคนร้องไห้เงียบ ๆ ในเงาสีที่เคลื่อนไหวบนผนัง
รุ่งอรุณ กระแสลมเย็นพัดผ่าน กล้ายืนมองภาพวาดที่ผนัง ลมหายใจสบายเป็นครั้งแรกในรอบปี
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง บีมรับสาย ยิ้มออก “เรามีโปรเจกต์ใหม่ด้วยกันแล้วนะ” กล้ามองเพื่อนทีละคน เห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตา — ไม่ใช่เพราะรอยบนผนังห้องอีกต่อไป แต่เป็นรอยรักและรอยเจ็บที่ทุกคนเลือกยอมรับและอยู่กับมันอย่างกล้าแกร่ง
ภาพสุดท้ายของเช้า — กลุ่มนักศึกษานั่งเรียงกันใต้ภาพใหม่ เสียงหัวเราะและน้ำตาผสมกลืนในอากาศ ม่านเงยหน้าขึ้นมองแสงแดด ละเลงสีสุดท้าย ปล่อยให้เรื่องของอดีตกลายเป็นแรงบันดาลใจต่อไป.