ขอบฟ้าในห้องสมุด
แสงสลัวเคลื่อนไหวบนผนังเก่า ห้องสมุดมหาวิทยาลัยอารมณ์เหมือนหลบเร้นอยู่ในยุคสมัยอื่น โคมไฟบนโต๊ะไม้เก่าแก่สร้างเงาโยกไหวสลับบนนักศึกษาสองคนที่กำลังติดค้างงาน.
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!‘มาลี’ นักศึกษาสาวคณะวรรณกรรม กำลังก้มหน้าจดโน้ต เธอเส้นผมหยักศกยาว ดูอ่อนไหวแต่แววตาแน่วแน่ เพื่อนข้างๆ คือ ‘เก้า’ ช่างภาพคณะศิลปกรรมที่นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ เหม่อมองแสงไฟกระพริบ.
ไหนๆ ก็อยู่กันดึกขนาดนี้ มาลีเอื้อมหยิบสมุดเก่าหน้าปกดำเจอที่ซอกชั้น เธอชะงัก เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามาแต่ไม่เห็นว่าเป็นใคร ความเงียบแปลก ๆ แผ่กระจาย เก้าเงยหน้ามอง.
“นั่นอะไรอะ” เสียงเก้าหลุดจากความง่วง เขาชี้ไปยังสมุดปกดำในมือมาลี เธอลองเปิดหน้าแรกด้วยความระแวง เสียงเหมือนไอคำกระซิบลอดออกมาจากหน้ากระดาษ ซีดจาง และรอยเลือดคล้ำเลอะที่มุม.
“ใครวางไว้รึเปล่า?” เก้าถามเบา ๆ เหงื่อผุดบนหน้าผากทั้งคู่ ยังไม่ทันตอบ หญิงอีกคนเดินเข้ามาด้วยเสื้อคลุมสีเทา “ขอโทษค่ะ นั่นของฉัน…” ช่วงหนึ่งของเธอเป็น ‘ขิม’ บรรณารักษ์ฝึกหัด มีลุคเฉยชาแต่สายตาเต็มไปด้วยคำถาม.
มาลีลังเลพลางคืนสมุด ขิมรับไว้แต่มือกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด “สมุดนี่เล่าความลับของห้องนี้…ถ้าไม่กลัวจะรู้ในสิ่งไม่ควรรู้” ท่าทีเธอประหลาด มาลีจึงถามย้ำ “แล้วถ้าอยากรู้ล่ะ?” ขิมยิ้มมุมปาก เลี่ยงไม่ตอบ แล้วเดินหายเข้าไปในชั้นหนังสือลึกลับ.
ไฟบนเพดานวูบไหวเหมือนลมเย็นผ่าน เก้าทำทีจะขอตัวกลับแต่มาลีห้ามไว้ พร้อมชวนไปดูมุมโน้นของห้องสมุด เสียงอะไรบางอย่างตกอยู่ใกล้เท้าเขา เก้าก้มลงเจอเหรียญเก่า ๆ สลักชื่อภาษาประหลาด.
ขณะที่ทั้งคู่พยายามตีความ หมอกสายหนึ่งแล่นผ่านนอกหน้าต่าง จู่ ๆ ‘ปุณณ์’ นักศึกษานิติศาสตร์สุดติสต์ก็เดินเข้ามาในคราบคนหลงทาง “พวกนาย…ได้ยินเสียงแปลกบ้างมั้ย?”
ทุกคนชะงักเงียบ ปุณณ์ดูวิตกจนมาลีลังเล “เสียงกระซิบใช่มั้ย?” เธอสบตาเก้า เห็นแววประหลาดเหมือนเก็บความลับ ปุณณ์หน้าเสียทันที.
“ไม่ได้ยินเสียงอะไรกันเลยใช่มั้ย?” ปุณณ์สบตาทุกคนราวเช็คว่าไม่ได้เพี้ยนอยู่คนเดียว ขิมเดินกลับมาช้า ๆ พร้อมสมุดดำ “ใครสนใจจะเสี่ยง ก็ลองอ่านดู” เธอปล่อยสมุดลงกลางโต๊ะ แสงไฟวูบดับชั่วครู่ เสียงดังแผ่วจากสมุด “เปิดหน้าเจ็ดสิบเจ็ด…”
เก้าทำตัวลังเลแต่มาลีเอื้อมเปิดโดยไม่คิดมาก ด้านในมีลายมือหวัด เขียนว่า ‘ถ้าอยากออกจากห้องนี้ จงรู้จักความกลัวของตนเอง’
เก้านิ่งไป “ออก…อะไร หมายความว่าไง?” ขิมนิ่ง ไม่อธิบาย มาลีหันไปทางหน้าต่าง เห็นบรรยากาศข้างนอกเปลี่ยนไป กลายเป็นหมอกขาวจัดทุกทิศทาง ประตูหายไป เหลือแต่ความนิ่งสงัด.
ปุณณ์สั่น กล่าวว่า “เหมือนเราติดอยู่ในนี้จริง ๆ” เก้ากอดอก “เฮ้ย อย่าบ้า ฉันไม่เล่นแล้ว!” เสียงสะท้อนของตัวเก้าดังเหมือนมีใครพูดซ้ำซ้อน มาลีหลับตาแน่นด้วยความกลัว.
แต่ขิมกลับยิ้มบาง ๆ “ครั้งแรกมันก็น่ากลัวแบบนี้แหละ ถ้าจะออก ต้องยอมรับสิ่งที่ตัวเองกลัวจริง ๆ” เธอลุกยืน จ้องท่าทีแต่ละคน เหมือนกำลังสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในใจ.
จังหวะนั้น ประตูอีกบานเปิดออก เสียงลมหวิวปลิวเข้ามา ‘อาม’ เด็กหนุ่มนิ่งขรึมจากวิศวะ ย่องมาเงียบสนิท สายตาของเขาทำให้บรรยากาศตึงขึ้นอีก “ขอโทษครับ…ผมมาเอาของที่ลืมไว้” ทุกคนประหลาดที่อามเข้ามาได้ ขิมเดินไปล็อกประตูทันที.
“ใครก็ตามที่อยู่ในนี้ คืนนี้…ต้องเผชิญกับความกลัวของตัวเอง” ขิมพูดด้วยเสียงแน่นิ่ง แต่วูบหนึ่งแอบสั่น เหม่อมองไปทางมุมมืดที่เงาไหลรินลงบนพื้น.
อามดูนิ่งแปลก “ผมไม่ได้กลัวอะไรนะ” แต่แววตาเขาแดงฉาน มาลียิ้มจาง “ทุกคนมีสิ่งที่กลัวทั้งนั้นล่ะ” เก้าสบตาเธอ ลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ย “แล้วเธอว่ายังไง พวกเราจะทำยังไงต่อ?”
ปุณณ์ทำหน้าจริงจัง “ถ้าไม่หาทางออกคืนนี้ พวกเราทุกคนอาจจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ได้” ขิมกลับเดินลึกไปในทางเดินด้านข้าง ชวนทุกคนตามมา “ที่นี่คือห้องสมุดแห่งความกลัว…” เสียงของเธอกระซิบล่วงล้ำในความเงียบ
กลุ่มเพื่อนเดินตาม เสียงฝีเท้าสี่คู่ชนกับแผ่นปาเก้เก่าทั่วผนัง ระหว่างค้นคว้าตามชั้นหนังสือ ปุณณ์หยิบหนังสือสีแดงช้ำดู มีชื่อครูบรรณารักษ์ที่เคยหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน เก้ามองมาลี ก่อนกระซิบ “หรือที่นี่มีผีจริง ๆ”
มาลีถอนหายใจ เธออดคิดถึงอดีตไม่ได้ แม้แกล้งนิ่งแต่ความรู้สึกกลัวความสูญเสียในครอบครัวเกาะกินใจเสมอ เก้าหันไปเหลือบมอง เห็นเธอซ่อนน้ำตาไว้ข้างฝา.
ขิมหันกลับมาคล้ายรู้ทัน “ถ้าอยากออก อ่านให้เจอหนังสือที่เกี่ยวกับความกลัวของตัวเอง” ทุกคนต่างหยิบหนังสือสุ่ม ๆ ขึ้นมา เสียงกรีดร้องเบา ๆ แว่วจากชั้นบน.
อามผุดยิ้มเย็น เคลื่อนไปยังมุมเงา หยิบหนังสือกล่องเก่าเล่มหนึ่ง หน้าเขาเศร้าเมื่อเห็นชื่อตัวเองในคำนำ “มันมีอะไรในนี้…” เสียงเขาสั่นเล็ก ๆ
จู่ ๆ เก้าก็หายตัวไป เสียงฝีเท้าและเสียงข้างฝามืดดังเข้ามาแทน มาลีตกใจร้องเรียก ปุณณ์ยืนเกร็ง “ทำไมทุกอย่างผิดปกติแบบนี้?”
บรรยากาศบีบบังคับ ขิมกดดัน “ความกลัวแต่ละคนจะกลืนพวกคุณไป ถ้าไม่เผชิญหน้ากับมัน” ทุกคนกระวนกระวาย เสียงนาฬิกานับถอยหลังในความมืดเกิดขึ้นเอง
ปุณณ์ยืนหน้าขาวซีด “ผม…กลัวถูกเกลียด” เสียงสะอื้นทื่อ ๆ ซักพักหนังสือเล่มหนึ่งตกลงข้างเท้าเขา หน้าแรกเขียนด้วยลายมือว่า ‘ยอมรับตัวเองก่อนจะขอให้คนอื่นยอมรับ’
มาลีใจเต้นแรง เธอคิดถึงครอบครัวที่ไม่เคยให้อภัย ไทยมุงอยู่กรอบหน้าต่าง พยายามหาแสงแต่พบเพียงความมืด เธอนั่งยองกอดเข่า “ฉันกลัวการสูญเสีย…กลัวถูกทิ้ง” เสียงในหูเธอดังขึ้นวูบวาบ “เธอจะกล้ารักอีกมั้ย ถ้ารู้ว่าต้องเจ็บอีก?”
มาลีหลับตายอมรับ แม้น้ำตาไหลอาบแก้ม ทุกอย่างคล้ายเบาอย่างประหลาด เธอลุกขึ้นได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม หยิบหนังสือหน้าปกแตกร้าวชื่อ ‘ขอบฟ้าใหม่’
ขณะแสงขาววาบ เก้ากลับมาปรากฏตัว ใบหน้าตื่นแต่สงบกว่าเดิม “ฉัน…ไม่ต้องกลัวว่าใครจะทอดทิ้งอีกแล้ว” เขากระซิบ ขิมถอนใจราวถูกปลดปล่อย เสียงประตูดังเปรี้ยง ล็อกคลายเอง.
อามส่งหนังสือของตัวเองให้ขิม “ผมฝันเห็นพ่อทุกคืน…แต่ไม่เคยให้อภัยตัวเองที่ไม่ได้บอกลากัน” ขิมอ่านเนื้อหาในหนังสือ เบาเสียงเศร้า “คืนนี้เราต่างได้คืนความทรงจำที่เคยหนี.”
ปุณณ์นิ่ง ดวงตาชุ่มน้ำ ปล่อยมือจากหนังสือบนโต๊ะ “ผมจะยอมรับตัวเองมากขึ้น…แม้ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครต้องการ” มาลีเดินไปกอดปุณณ์ เก้าหัวเราะในคอ “ก็บอกแล้ว ทุกคนกลัวอะไรสักอย่าง”
แสงเช้าแทรกผ่านม่านหมอก ห้องสมุดกลับสว่างและเปิดประตู ทุกคนค่อย ๆ เดินออกมา ขิมรั้งท้ายสุด มองสมุดดำเป็นครั้งสุดท้าย “บางที…โลกข้างนอกจะปลอดภัยกว่าในใจเราก็ได้” เธอพูดเศร้า ๆ แต่เสียงแฝงหวัง
มาลีเดินออกประตูก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจใหม่ ๆ เพื่อนแต่ละคนบอกลากันเงียบ ๆ การเติบโตในค่ำคืนแห่งความกลัวเยียวยาหัวใจ แม้ไม่ได้คลี่คลายทุกปัญหา แต่สัมพันธ์ใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง โลกภายนอกเปิดกว้างและสว่างไสวอย่างไม่เคยมีมาก่อน