ไฟกลางฟ้าใต้เงาภูผา
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินชื้นไปตามเส้นทางคดเคี้ยวของหมู่บ้านสันเขาภายใต้เงาภูผา ขณะพระอาทิตย์จวนลับขอบฟ้า เปลวไฟเล็กๆ บนยอดเขาโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีใครทันเห็น วิชุดา ผู้หญิงวัยรุ่นผิวคล้ำดวงตาสีเข้ม ลำคอห้อยด้ายแดงเส้นเก่า หยุดชะงักอยู่หน้าต้นสนริมขอบผา แขนเธอสั่นเล็กน้อย เสียงหายใจขาดห้วงก่อนตัดสินใจเดินต่อ—ยังไปไม่ได้ หัวใจเหมือนถูกขังเมื่อหวนคิดถึงคำเตือนของแม่น้อยในคืนฝนพายุเมื่อสองปีก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วิ…ไปไหนน่ะ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง วิชุดาหันไป เผชิญสายตาแหลมของ เจือจันทร์ เด็กสาวท่าทางกร้าวใจเงียบขรึม ผมสั้นเสมอคาง ใบหน้ายังซ่อนรอยเขียวจากการทะเลาะกับพ่อ วิชุดาเบือนหน้าหนี “กลับบ้าน…แม่เรียก” แต่เจือจันทร์เดินเข้ามาใกล้ “คืนนี้มันจะแรงกว่าเดิม พวกนายเห็นใช่ไหม?”
เสียงก้องออกจากป่าด้านหลัง ฝีเท้าอีกสองคู่ปรากฏ—แบงค์ ร่างสูงท่าทางขี้กลัว ตัวเก็บกล้องเล็กติดเสื้อกับ อากิระ เด็กชายไทยเชื้อสายเมียนมา ขี้เล่นพูดน้อย เงียบแฝงรอยเจ็บปวดเก่า ทุกคนหยุดเมื่อลมเย็นเฉียบปะทะ “ไม่เข้าใจทำไมยังต้องมาส่องไฟบ้านนั้น ทุกปี…” แบงค์พูดเสียงเบา
เจือจันทร์สวนกลับ “อยากรู้นี่ ใครเผาไฟบนเขา? ไม่มีใครกล้าถามผู้ใหญ่สักที” อากิระเงียบกว่าปกติ สายตาเขากวาดไปยังสายหมอกคลุมยอดดอย สังเกตบางอย่างในเงามืดกว่าใคร “พวกเด็กบ้านข้างๆ หายอีกแล้ว เธอได้ยินใช่ไหมวิเจือจันทร์?” เงียบสงบมีแต่เสียงใบไม้ขยับ วิชุดามองเพื่อนแต่ใจไม่กล้าเปิดเผย ทุกครั้งไฟสว่างขึ้น เหมือนฝันร้ายจะกลับมา
ตะวันลับลง วิชุดามาถึงหน้าบ้านหลังเก่าพร้อมแม่ แม่น้อยถือถาดน้ำชามือสั่น “ไปปีนเขากับใคร?” บุ้ยปากโดยไม่มองลูกสาว วิชุดารู้ทุกคำถามมีรอยกลัวแอบซ่อน “เจือจันทร์…แล้วก็แบงค์กับอากิระ” เสียงเบากว่าลม
แม่น้อยถอนหายใจ “คืนนี้ไม่ให้ออก รู้ใช่ไหม”
ความเงียบปกคลุมในบ้านขณะที่เธอรีบขึ้นห้อง รอยแผลเป็นจางตรงข้อเท้าเตือนคืนที่ตัวเองหลุดรอดผ่านป่าสนเมื่อสองปีก่อน—เสียงลมหายใจเหมือนเสียงผีป่าตาม เธอฝันถึงเปลวไฟครั้งนั้น แต่นี่ไม่ใช่ฝัน เป็นความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำ ตาค้างอยู่แค่มุมหน้าต่างมืด
คืนเดียวกันอีกฝั่งหมู่บ้าน เจือจันทร์ควักก้อนหินปาใส่กำแพงบ้าน เสียงจากข้างในเงียบสนิท พ่อขี้เมาไม่ได้ตอบ เธอเอามือยันหน้าผาก กำแน่น พยายามกลั้นน้ำตา “ทำไมไม่กล้าบอกใครว่าเห็นไฟนั่น?” เสียงสั่นในลำคอ ก่อนจะได้ยินเสียงกึงกังใกล้หน้าต่าง—แบงค์กับอากิระปีนข้ามรั้วมา
“เจือ พรุ่งนี้ขึ้นเขาด้วยกันมั้ย?” แบงค์พูด แฝงความกลัวเจือจาง
“ลองดู…แต่ถ้ามีอะไรผิดปกติ จะวิ่งกลับทันที” อากิระพูดเนิบนาบ
ทั้งสามต่างยิ้มเศร้า ก่อนแบงค์แกล้งจิ้มข้างหลังเจือจันทร์ “ไม่มีอะไรหรอกมั้ง คนเฒ่าคนแก่แค่หลอกเด็กให้กลัวน่ะ” เงียบไปชั่วครู่ “แต่ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
รุ่งสาง หมอกหนา ต้นสนบดบังท้องฟ้าสีเงิน วิชุดาแต่งตัวเงียบๆ ถอดด้ายแดงจากคอ เก็บไว้ในกระเป๋า สบตาแม่น้อยด้วยความรู้สึกผิด “แม่…ถ้าลูกไม่กลับก่อนค่ำ…” แม่น้อยเอามือโอบไหล่ลูกสาวแน่น ไม่พูดสักคำ
กลุ่มเพื่อนพบกันริมผา เจือจันทร์แบกเป้ใบเก่าขึ้นบ่า “เราขึ้นไปหาความจริงกัน รู้ใช่ไหมว่าใครถอยไม่ได้แล้ว?”
อากิระตัดบทด้วยใบหน้าเงียบงัน “ถ้าอยากรู้ ก็ต้องกล้าเดินต่อ” เขาเดินนำเข้าเส้นทางแคบ วิชุดามองรอยเท้าแต่ละคน กลัวแต่จำต้องตาม
บรรยากาศบนเขาเต็มไปด้วยเสียงนกหลวม ฝูงหมอกครอบคลุมสายตา วิชุดาคอยหลบพุ่มไม้ เสียงฝีเท้าเจือจันทร์ขยับอยู่ข้างหน้า “หยุดก่อน” คือเสียงเดียวที่ก้องในอากาศ เงาทะมึนของบ้านไม้ทรุดโทรมอยู่ขอบหล่มลึก
กลุ่มเดินเข้าไปใกล้ อากิระยกกล้องกล้องถ่ายรูปขึ้น เจือจันทร์เงี่ยหูฟังเสียงไกลๆ เสียงอะไรบางอย่างคล้ายคนพูดงึมงำในสายลม
“พวกเราลองเข้าไปดูนะ” วิชุดากระซิบเสียงขาดห้วง แต่ไม่มีใครขยับก่อนจะพังบานประตู ฝุ่นฟุ้งตลบ อากิระเดินนำเข้าไป เจือจันทร์ตาแข็งกลั้นกลัวไว้ แบงค์หันหลังแทบวิ่งแต่ฝืนใจเดินตามมือสั่นเทา
ภายในบ้านมืดสนิท มีเพียงเส้นแสงลอดผ่านช่องไม้ ภาพวาดเก่าแก่เต็มผนัง ส่วนมากเป็นรูปความโศกเศร้าและเปลวไฟ ร่องรอยบางอย่างในอากาศ เหมือนกลิ่นไหม้คละเคล้าขี้เถ้าอยู่ลึกจนหายใจติดขัด เจือจันทร์เดินเข้าห้องในสุดพบกล่องไม้ ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ไม่มีใครบอกได้
“เอางี้—ลองเปิดดีไหม?” แบงค์ถามเบา อากิระมองหน้าวิชุดา เธอหลบสายตา ดวงตาเธอเสมองไปที่รูปครอบครัวในกำแพง
“แค่ลองดู ข้างในอาจมีคำอธิบายที่พวกผู้ใหญ่ไม่กล้าบอกก็ได้” เจือจันทร์ตัดสินใจดึงฝากล่องช้าๆ เสียงกลไกสั่นรัวในความเงียบ กลุ่มเด็กเผยให้เห็นจดหมายน้อย ฉบับลายมือสั่นขลาด
แบงค์หยิบขึ้นอ่านข้อความ “…ใครที่ข้ามคืนสุดท้ายของเปลวไฟ จะไม่กลับมาเหมือนเดิม…”
อากิระสบตาวิชุดา “เราควรกลับไหม?”
เจือจันทร์ลังเล “ถ้าเป็นความลับของทุกคนล่ะ? พวกเราเข้าไปใกล้ความจริงมากขนาดนี้ ถอยไม่ได้แล้ว”
ทันใดนั้น พื้นไม้กระดานยวบลง เสียงแตกดังสนั่น เจือจันทร์ตกใจสุดขีด กระโดดหนีแต่เท้าติด แบงค์รีบคว้าแขนช่วยได้ทัน วิชุดากับอากิระดึงมาติดกันเงียบเฉียด ทุกคนหอบหายใจ เสียงกระซิบดังก้องในศีรษะเหมือนจักจั่นในฤดูร้อน
ชายชรารูปหล่อท่าทางผิดปกติยืนขวางทางออก สวมเสื้อเก่าขาดรุ่งริ่ง “เด็กพวกนี้…กล้าดีนี่” น้ำเสียงแหบพร่า วิชุดาตัวสั่นทบทวนหน้าผู้ชายคนนั้น—ผู้นำหมู่บ้านที่หายตัวไปตั้งแต่คืนไฟไหม้เมื่อสองปีก่อน
บ้านทรุดโทรมกลายเป็นกับดักแห่งความเงียบ วิชุดากลืนน้ำลาย “ท่าน…ยังอยู่ที่นี่?”
ชายชราหัวเราะเสียงดังก้อง “จะรู้ไปทำไม ความลับบางอย่างเปิดเผยไม่ได้ คนในหมู่บ้านนี้จะต้องเลือก…”
เจือจันทร์เบนสายตา “เลือกอะไร?”
“เลือกอยู่กับสิ่งที่กลัว หรือกล้าออกไปเผชิญกับมัน” เสียงเขาก้องในห้องมืด กลุ่มเด็กจับมือกันแน่น วิชุดานึกถึงรอยแผลเป็นของตัวเอง
เปลวไฟปะทุขึ้นกลางบ้าน สายลมแรงสะบัดคนในห้องลอยละลิ่ว ทุกคนร้องตะโกน รายรอบไฟลุกไหม้ เจือจันทร์กลั้นน้ำตา “ฉันไม่ทนอีกแล้ว” เธอฝ่าไฟคว้ามือตรงอากิระ ฉุดเพื่อนทุกคนออกมาหน้าบ้าน ลมหอบกลิ่นเผาไหม้ ร่างชายชราตามหลังมาติดๆ เงาหายไปในสายหมอก
ทุกคนเงียบ เจือจันทร์จ้องตาวิชุดา “นาย…จำได้ไหม ครั้งนั้นนายช่วยฉันไว้ ตอนนี้ถึงเวลาฉันต้องช่วยนาย”
อากิระนั่งคุกเข่ามองฟ้า เปลวไฟคราวนี้ลุกโพลงเหนือยอดไม้ “เราเคยกลัว แต่ถ้ายังมีเพื่อนอยู่ด้วย ฉันไม่กลัวอะไรอีกแล้ว”
แบงค์ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ “ขอภาพกลุ่มเป็นครั้งสุดท้าย ในเมื่อคืนนี้ ไม่มีใครหนีความกลัวตลอดไป” ทุกคนซึมซับอารมณ์เจือจาง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่เอ่ยถ้อยคำ
ตะวันเช้าใหม่สาดส่องหมู่บ้าน เปลวไฟกลางฟ้าจางหาย หมอกเปลี่ยนเป็นแสง วิชุดาทอดสายตามองผา รอยยิ้มบางบนริมฝีปาก ซ่อนน้ำตาไว้ลึก เธอหยิบด้ายแดงสวมคอกลับคืน ขณะที่หมู่บ้านทั้งหมู่ได้เรียนรู้—ไม่มีความลับใดคงอยู่ตลอดไป มีแต่ใจมนุษย์ที่กล้าเผชิญหน้า และก้าวต่อไปข้างหน้าท่ามกลางภูผา