หมอกเหนือบ้านเช่า
เสียงรถเมล์เก่ายามค่ำคืนแล่นผ่านถนนหน้าบ้านเช่าแห่งนั้นอย่างเนิบช้า แสงไฟข้างทางสาดกระทบระเบียงไม้ที่ขึ้นรา ฝนเดินหอบถุงของชำขึ้นบันได ทุกก้าวที่ไต่ขึ้นสู่ชั้นสอง ตัวบ้านเหมือนไม่ต้อนรับเธอ ฝนปล่อยลมหายใจช้า ๆ จนมือสั่น เธอขมวดคิ้ว กะพริบตากวาดตามองประตูห้องที่ปิดสนิท ไม่มีใครออกมาต้อนรับเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ้า…ปิดไฟกันหมดรึไง” ฝนครางในลำคอ ผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นบุหรี่ยังติดอยู่ในอากาศ โต๊ะกินข้าววางแก้วกาแฟเปล่า กระดาษจดเลคเชอร์กองจนแทบปิดฝาถังขยะ ฝนโยนถุงของชำลงบนโต๊ะ ดวงตาก็เหลือบมองบรรยากาศรอบห้องรับแขก เงาไม้ไหวตามแรงลมจากหน้าต่างบานเล็ก คนอื่น ๆ คงหลบไปอยู่ในห้องกันหมด
ประตูห้องด้านในสุดแง้มเล็กน้อย เสียงเพลงคลอเบา ๆ ดังลอดออกมา ลมร้อนจากช่องแอร์เสียกระพือแต่น้ำเสียงในบ้านกลับเย็นยะเยือก ฝนขมวดคิ้วมองประตูห้องนั้น พลางถอนใจ ตั้งใจว่าจะถามศิวา เรื่องเงินค่าบ้านเดือนนี้
เธอเดินไปเคาะเบา ๆ ที่ประตู “ศิวา อยู่ในนั้นไหม?” เงียบ ไม่มีเสียงตอบ รอจนคิดว่าข้างในเป็นแค่ความว่างเปล่า เธอเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไปในห้องที่มืดมากจนต้องเพ่งสายตา
ฟูกนอนยังปูอยู่ แต่ไม่มีใคร เสื้อยืดสีขาวของศิวาถูกพาดไว้ปลายเตียง โทรศัพท์มือถือสั่นครืด ๆ อยู่กลางหมอนราวกำลังมีสายเข้า ฝนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ชื่อ “แม่” เรียกซ้ำ ๆ สายตาฝนหลุบลงเมื่อไม่กล้ารับสาย ฟังความเงียบที่กระจายไปทั่วห้อง ฝนสูดหายใจ – ทำไมศิวาถึงหายไปโดยไม่บอกกล่าว?
เสียงฝีเท้าคนเดินลงจากบันไดหลังบ้านแว่วมา ฝนเหลียวไป เพียงเห็นบิ๊กในเสื้อกล้ามยับ ๆ มือหนึ่งถือซองบุหรี่ มือหนึ่งหยิบไฟแช็ก
“ศิวาไม่อยู่เหรอ” บิ๊กถอนหายใจ เบือนหน้าหนีสายตาฝน
“เขาไม่ตอบไลน์ตั้งแต่เช้า…แกเองก็ไม่รู้เหรอบิ๊ก?” ฝนเอ่ยเสียงสั่น บิ๊กเลียริมฝีปากอย่างอึดอัด นัยน์ตาแดงก่ำเหมือนคนไม่ได้นอน เพียงสบตาฝนก็รีบเสหน้ามองพื้น
“เมื่อวานมีคนเห็นเขาเดินไปซอยข้าง ๆ ตอนตีสาม แฟนเก่ามาหาน่ะสิ” น้ำเสียงติดจะเย้ย แต่ประกายตายังหลบเลี่ยงคำถาม
“ซอยนั้นมัน… ไม่ชอบกล”
“ไร้สาระน่า จะไปกลัวอะไรพวกนี้ นี่แกยังเด็กกันอยู่เหรอ” บิ๊กหัวเราะแห้ง “บ้านคน ไม่ใช่สุสานซะหน่อย”
ฝนรู้สึกสั่นๆ ในช่องท้อง แต่ก็ตัดสินใจเดินไปปิดประตูห้องศิวา “เขาทิ้งมือถือไว้ ถ้ากลับมาได้ คงจะมีข่าวเองแหละ” เธอเงียบครู่หนึ่ง “แกว่า…ศิวาจะหนีไปเอง หรือเปล่า?”
บิ๊กขมวดคิ้ว ดวงตาไล่ดูหน้าฝนเหมือนหาคำตอบในน้ำเสียง “ศิวาไม่ใช่คนชอบหนีปัญหา ฉันว่าน่ากังวลมากกว่า” แล้วเขาก็เงียบลงก้มลงเก็บขี้บุหรี่กราด ๆ ใส่กล่องปลาเส้นเก่าโยนลงถังขยะ
แว่วเสียงปัดไม้กวาดจากห้องเบื้องล่าง ต้น เพื่อนร่วมห้องอีกคนเดินถือกระเป๋ากลับมาจากเวรที่รพ. ใบหน้าขาวซีดเคร่งเครียด “เฮ้…ศิวายังไม่กลับเหรอ?”
ฝนพยักหน้าช้า ๆ สำเนียงเสียงนิ่งสนิท ความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั้งบ้าน “มือถือเขาก็ทิ้งไว้ ต้น…”
ต้นวางกระเป๋า ถูหน้าผาก เหมือนกำลังคิดหาทางออกใดออกหนึ่ง เขาเหลียวมองหน้าฝน แววตาขอร้องให้เจอคำอธิบาย
“ตั้งแต่เมื่อวานฉันก็นอนไม่หลับ…มันเงียบเกินไป” เสียงต้นเบาเหมือนกระซิบ
บิ๊กมองหญิงสาวทั้งสองคน เปล่งเสียงอย่างระแวง “เมื่อคืนฉันตื่นมาตอนตีสี่ มีเหมือนได้ยินคนเดินไปมาในห้องครัว…เสียงลากเท้าแปลก ๆ แล้วเสียงไอ มันไม่ใช่เสียงศิวาแน่”
ฝนสบตาต้น ทั้งสองนิ่งอึ้ง หวาดหวั่นในสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้
เช้าวันถัดมา ฝนสะดุ้งตื่นกลางเสียงเคาะกระจกหน้าต่าง เธอเดินไปเปิดม่าน เห็นแค่เงาลาง ๆ ของนกบนสายไฟ ไฟในบ้านยังไม่เปิด ต้นในชุดกราวน์เดินออกจากห้องเงียบ ๆ ท่าทีระวังตัวเหมือนคนหลบซ่อนจากบางสิ่ง
ฝนวางมือบนลูกบิดประตูห้องศิวา ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนตัดสินใจบิดเข้าไป กลิ่นน้ำหอมผู้ชายอ่อน ๆ ยังติดอยู่ เธอกวาดสายตาไปรอบห้องแล้วสะดุดกับกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่นที่ตกอยู่หลังประตู มือเล็ก ๆ ของเธอคว้าโน้ตขึ้นมา ในกระดาษมีตัวอักษรสีดำขยุกขยิกเป็นลายมือศิวา
“อย่าเปิดกระจกห้องน้ำตอนกลางคืน”
ฝนใจเต้นโครม ๆ เธอวางโน้ตลง รีบเดินออกไปแล้วปิดประตูแน่น
คืนวันนั้นเอง หญิงสาวอาบน้ำเสร็จ พลันได้ยินเสียงเหมือนคนกระซิบชื่อเธอข้างกระจก “ฝน…” เสียงนั้นฟังเหมือนศิวาแต่แฝงความเศร้า
เธอยืนขึงแขนแน่นในห้องน้ำ เงามืดในกระจกพร่ามัว แต่เหมือนมองเห็นเงาคนยืนซ้อนเธออยู่ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบวิ่งออกจากห้องน้ำ หัวใจเต้นระส่ำ เจอหน้าต้นกับบิ๊กที่ยืนงงรอหน้าโถง
“เป็นไรฝน?” ต้นรีบถามเสียงสั่น
“ฉันได้ยินเสียง…ในกระจก” ฝนเสียงสั่นเจือความกลัวเต็มเปี่ยม
บิ๊กแค่นหัวเราะห้วน ๆ “หยุดแต่งเรื่องได้ไหมฝน… ฉันนอนไม่หลับตั้งแต่ศิวาหาย แกจะเอามาหลอกให้คนกลัวทำไม”
“ฉันไม่ได้โกหกแก!” ฝนเสียงดัง เธอกำหมัดเบา ๆ “ที่จริง ฉันรู้ว่าทุกคนมีเรื่องปิดบังกันอยู่”
ความเงียบลอยวนรอบตัวพวกเขา ต้นหลบตา ฝนสังเกตเห็นมือของเขาสั่นเล็กน้อย
ค่ำวันต่อมา ฝนเริ่มเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเช่าแห่งนี้ ผ่านโพสต์เก่า ๆ ในกลุ่มออนไลน์ หญิงสาวพบชื่อผู้หญิงคนหนึ่ง “พี่แพรวา” โพสต์ไว้ว่าบ้านหลังนี้เคยเกิดคดีฆาตกรรมเมื่อสามปีก่อน แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ฝนบันทึกชื่อไว้ในโน้ตแล้วรีบโทรหาพี่แพรวา
เสียงในสายอู้อี้เหมือนไม่อยากรับ “อย่าพูดถึงบ้านหลังนั้นอีก…ความลับบางอย่างไม่ควรถูกขุดขึ้นมา” ก่อนอีกฝ่ายจะวางสายเสียงแข็ง
ฝนยิ่งรู้สึกระแวง เธอตัดสินใจขอให้บิ๊กและต้นช่วยกันค้นห้องศิวากับเพื่อน ๆ อีกครั้ง ค่ำวันนั้นทุกคนยกเว้นฝนต่างทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเปิดลิ้นชักโต๊ะ พบสมุดไดอารี่เล่มหนึ่ง – หน้าสุดท้ายเขียนด้วยดินสออ่อนว่า “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน อย่าไว้ใจคนในบ้านนี้”
ทุกสายตาเบือนไปมองหน้ากันเอง ผลัดกันปิดปากเงียบฝืนกลืนน้ำลายด้วยความลังเลใจ บิ๊กรีบปิดไดอารี่อย่างหัวเสีย ต้นมองออกนอกหน้าต่างเหมือนไม่อยากสบสายตา ฝนกลั้นใจถาม “ถ้าเราสงสัยกันเอง… ใครจะไว้ใจใคร?”
ไม่มีใครตอบ ทุกคนนั่งนิ่งเป็นชั่วโมง
สามวันถัดมา ศิวายังไม่กลับมา ฝนเริ่มฝันร้ายถึงเสียงคนลากเท้าในบ้านและแสงไฟแดงกระพริบ เธอเริ่มเห็นเงาคนเดินผ่านกระจกในบ้านบ่อยขึ้น บิ๊กก็กลายเป็นคนลุกลี้ลุกลน ดื่มเหล้ามากจนคุมน้ำเสียงตัวเองไม่อยู่
ค่ำวันนี้ ฝนนั่งในโถงกลางบ้าน เธอเรียกทุกคนมาประชุมกันหน้าทีวีเก่า ๆ เสียงบิ๊กมีแต่หงุดหงิด “ฉันไม่ทนแล้ว ใครจะอยู่ก็ตามใจ ฉันจะย้ายออก!”
ต้นเอามือกั้นบิ๊ก “ย้ายไปก็เปล่าประโยชน์ มันตามไปได้หมด ถ้ามีอะไรอยู่ที่นี่จริง” น้ำเสียงเขาติดจะกังวล
ฝนเริ่มเสียงสั่น “ที่จริง…หลังวันเกิดของศิวา ฉัน…ฉันเห็นเขาแอบร้องไห้ เขากลัวอะไรบางอย่างเหมือนกัน”
“เขาทะเลาะกับแฟนเก่าหรือเปล่า?” ต้นถามเบา ๆ
“ไม่ใช่เรื่องนั้น…ฉันสงสัยว่า…เขาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พี่แพรวาพูดไหม?” ฝนพูดเบา ๆ บรรยากาศในห้องเกร็งตึงทุกสัมผัส
บิ๊กเสียงแผ่ว “ฉันมีเรื่องไม่เคยบอก แฟนศิวาติดต่อมาหลายรอบแล้วเมื่อคืน ตอนตีสาม มีข้อความเสียงหลุดเข้าโทรศัพท์ฉันเลย… พอเปิดฟังก็ได้ยินเหมือนมีคนร้องขอชีวิตในห้องน้ำ เฮ้ย…เสียงเหมือนศิวาชัด ๆ”
ต้นหน้าซีดฉับพลัน ฝนลุกพรวดเข้าไปใกล้บิ๊ก “ทำไมเพิ่งบอก!”
“ฉันกลัวไง คนเราพอเจออะไรที่มัน…อธิบายไม่ได้ ก็แค่กลัว” บิ๊กเสียงเบา แววตาสั่นเทา
ต้นเดินไปหยิบโทรศัพท์บิ๊กมากดเล่นเสียง ทันทีที่คลิก ทุกคนเงียบ เสียงในคลิปเป็นเสียงคนหายใจหอบ กับเสียงเหมือนน้ำหยดจากก๊อก แล้วเสียงศิวาก็พูดแผ่วเบา “ช่วยด้วย…มันอยู่ในกระจก”
ฝนตัวสั่น กำข้อมือแน่น เธอทนฟังต่อไม่ได้ จึงรีบวิ่งออกจากห้องออกไประเบียง ชายค้ำหน้าฝนสั่นเทา ดวงตาเอ่อด้วยน้ำตา ทุกสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นแค่ความกลัวในใจ ในที่สุดก็กลายเป็นจริง เธอต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนจะสายเกินไป
คืนนั้นฝนนอนไม่หลับ เธอเดินไปเคาะห้องต้นอย่างกลัว ๆ “ถ้ามีใครสักคนในบ้านเราทำอะไรบางอย่างไว้…เราจะทำยังไงดี?”
“พูดมาตรง ๆ ดีกว่าฝน กลัวอะไร?” ต้นมองหน้าตรงไม่หลบตา ฝนหายใจหนัก แล้วหลบสายตาเยื้องไปทางประตูห้องน้ำ
“ฉันกลัวว่า…ความลับที่บ้านนี้เก็บไว้มันจะเอาชีวิตพวกเรา” น้ำเสียงฝนสั่นแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ต้นจับมือเธอเบาๆ “ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เราจะไม่ทิ้งกัน”
คืนต่อมา ทุกคนตกลงจะช่วยกันค้นหาเบาะแสรอบบ้าน ฝนส่องไฟฉายไปที่ผนังห้องน้ำ เธอพบรอยขีดข่วนเป็นตัวอักษรว่า “ขอโทษ” และพบกุญแจเล็ก ๆ ซ่อนในกระถางหน้าบ้าน พวกเขาตามหาไปจนเจอห้องใต้บันได ถูกล็อกแน่นมานาน…
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ความเย็นวูบหนึ่งพัดออกมา ในห้องนั้นมีแต่กระจกเก่า ๆ วางซ้อนเรียง ถุงมือเปื้อนเลือดเก่าโทรมกับสมุดโน้ตอีกเล่ม ฝนอ่านจนรู้ว่าเจ้าของบ้านคนก่อนเคยฆ่าตัวตายในกระจกห้องน้ำ หลังจากนั้นศิวามักจะได้ยินเสียงเรียกจากกระจกทุกคืน เขาพยายามจะช่วยแต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังจนขาดใจในใจตัวเอง
ในบันทึกสุดท้ายของศิวา เขาเขียนว่า “ถ้าอยากออกจากบ้านนี้ คนในบ้านต้องยอมรับความผิดของตนเอง”
ฝนร้องไห้โฮออกมาเมื่อรู้ว่าศิวาเองก็กลัวและเป็นแค่เหยื่อ เธอเงยหน้ามองกระจกห้องน้ำ ก่อนตัดสินใจจ้องมันนิ่ง ๆ แม้จะกลัว เธอยอมรับกับตัวเองว่าส่วนหนึ่งของความผิดคือเธอเองก็เคยโกหกซ่อนบางอย่างไว้ มิได้ช่วยเหลือศิวาเพื่อนรักในวันที่อีกฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือ
แสงหลอดไฟเก่าบาดเข้าตา ทั้งสามคนยืนเงียบ น้ำตารินไหลใต้วงหน้าโถงสายลมเย็นวูบ ฝนพูดขึ้นเสียงต่ำ “ต่อไปนี้ เราจะไม่โกหกกันอีก”
คืนนั้น ฝนเปิดประตูห้องน้ำที่ไม่ได้ถูกเปิดเลย ศิวาปรากฏราง ๆ ในเงาสะท้อน เธอยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา ก่อนร่างโปร่งใสค่อย ๆ เลือนหาย ศิวาทิ้งร่องรอยไว้แค่คำขอบคุณสุดท้าย “ขอบคุณที่กล้ายอมรับ”
รุ่งเช้า แสงแดดผ่านหน้าต่างเข้ามาอ่อน ๆ กลิ่นดอกไม้บนโต๊ะกินข้าวแทนกลิ่นอับชื้นเก่า ฝน บิ๊ก และต้นนั่งกินข้าวเช้าเงียบ ๆ แต่สายตาทุกคู่ต่างอ่อนแสง สำเหนียกในสิ่งที่เสียไป ต้นตักข้าวให้ฝน บิ๊กส่งรอยยิ้มจาง ๆ เหมือนได้พบสิ่งใหม่ในใจ
บ้านเช่าแห่งนี้อาจยังอึมครึมในบางคืน แต่ความกลัวได้ถูกเยียวยาด้วยความเข้าใจที่แท้จริง และมิตรภาพที่เกิดขึ้นกลางเงามืดและคำสารภาพ
เสียงฝีเท้าบนบันไดไม้เก่ายังคงดังในคืนเงียบ แต่ไม่ได้กึกก้องด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป มันกลับเป็นสัญญาณว่ามีใครบางคนจะไม่มีวันถูกลืมในบ้านหลังนี้