ก้าวข้ามคืนหิมะในเมืองใต้ดิน
แสงสีส้มสลัวจากหลอดไฟเก่าที่ฝังอยู่กลางเพดานลอดลงมาบนโต๊ะเหล็กในห้องเรียนร้าง ฟาริสก้มหน้ามองสมุดเปล่าที่สั่นระริกอยู่ใต้ปลายนิ้วของเขา มือข้างหนึ่งกลายเป็นเงาทาบลงบนหน้า ฟาริสถอนหายใจ กดปากกาแต่ไม่มีถ้อยคำที่กลั่นออกมาได้ในเวลาแบบนี้ เสียงรองเท้ายางดัง กระทบพื้นซีเมนต์ เด็กสาวร่างผอมเดินเข้ามาเงียบๆ จ้องไปทางฟาริสผ่านแว่นกลม ๆ ที่มีไอน้ำเกาะ “ยังไม่กลับหอเหรอ?” เสียงของโซอี้ ติดความห่วงใย ฟาริสไม่ตอบ สายตาเขาเลื่อนผ่านหน้าต่างที่มีน้ำแข็งเกาะกรอบคำรบ แสงไฟในอุโมงค์ภายนอกวับวาบ—คนในเมืองใต้ดินนี้ยังไม่หลับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โซอี่เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม กอดอกแน่น สีหน้าเคร่งเครียด “วันนี้พวกเขาพบรองเท้าของกราฟอยู่ใกล้ทางระบายอากาศ”
เสียงฟาริสแหบ สะกดกลั้น “ใช่เธอว่ากราฟหนีออกไปใช่ไหม”
โซอี่นิ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีทาง เธอรู้ ว่านั่นมัน—”
ฟาริสกัดริมฝีปาก ความกระวนกระวายปะทุ “ทุกคนเริ่มพูดถึงเรื่องผีในอุโมงค์ เหมือนตอนเด็กๆ แม่ก็…เคยเล่า”
โซอี่ดึงแขนเสื้อขึ้นลูบแขนข้างหนึ่งช้า ๆ ก่อนตอบเบา “ฉันรู้…แต่ตอนนี้เราต้องการเสียงจริงๆ ฟาริส ห้ามแตกแถว”
ประตูเหล็กกรอบเปิดดังเอี๊ยด เด็กชายผมเผ้ารุงรังรูฟถือไฟฉายยื่นหน้าเข้ามา “มีคนพบถุงมือของกราฟ อยู่ในท่อส่งน้ำ แม่ง—เหมือนเพิ่งวางเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว”
บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง ไม่มีใครกล้าพูด ถุงมือของกราฟ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต – เมืองใต้ดินตอนนี้ขาดการติดต่อสิ้นดี เมืองนี้ทั้งเมืองถูกล้อมด้วยน้ำแข็งแล้ว ไม่มีใครออกไปได้
จากนี้ไปคือคืนที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในความเงียบ
รูฟหมุนไฟฉายไปมาบนผนัง “ฉันว่า…นี่มันเหมือนกับปีนั้นอีกแล้ว”
โซอี่เงียบลง ถอนหายใจ “อย่าพูดถึงปีนั้น”
ฟาริสมองพวกเขา เปลือกตากระตุก เขาชั่งใจระหว่างก้าวออกไปกับความคิดหรือเลือกอยู่ในห้องกับสองเพื่อนที่เหลือ “เราควรทำอะไรสักอย่างไหม”
รูฟกระซิบ “หรือพวกเราอาจจะเป็นรายต่อไป”
เมืองใต้ดินเผยโฉมเศษเสี้ยวความกลัว ฟาริสข่มขืนใจลุกขึ้นยืน “ใครอยากตามหากราฟคืนนี้ ฉันไปด้วย”
โซอี่สั่นหัว ไม่ตอบตรง “ถ้าเราไม่ตามหา มันไม่ถูก—แต่…ก็กลัว ไม่รู้จะเจออะไร”
รูฟหัวเราะแห้ง ๆ “เราทุกคนไม่อยากเจออะไรที่มันอยู่ในนั้น พวกนายรู้ดี”
เสียงประตูเหล็กปิดลงอย่างช้าๆ อุโมงค์ยาวนำไปสู่เขาวงกตใต้ดิน ไฟฉายดวงเดียวของรูฟกลายเป็นสายตาเพียงหนึ่งเดียวกลางความมืด
ในขณะที่กลุ่มเล็ก ๆ เริ่มสวมเสื้อโค้ทหนาเตรียมตัวออกไปตามหากราฟ ท้องฟ้าภายนอกไร้วี่แววรุ่งเช้า ทั้งหมดคือราตรีนิรันดร์ในเมืองใต้หิมะ
พวกเขาทั้งสามเดินเรียงแถวสั้น ๆ ในแนวอุโมงค์เย็นเยียบ เสียงหายใจดังชัดบนเส้นทางคดเคี้ยว ระหว่างก้าวเท้า รูฟแซวเบา ๆ “หวังว่าเราจะไม่จบลงแบบกราฟนะ”
ฟาริสเหลือบตาใส่ “พูดมาก แต่นายก็มาด้วยนี่”
โซอี่เม้มปาก “ฉันยังไม่เข้าใจ เขาหายไปได้ยังไง มีคนเห็นล่าสุดตอนไหนกันแน่”
รูฟหยุด เดินนำหน้า “กราฟมีปัญหากับพ่อเรื่องอะไรสักอย่าง อาจจะทำอะไรโง่ๆ ก็ได้…”
ฟาริสชะงักคิด นึกถึงบทสนทนาเก่าๆ ในหัว เสียงกราฟเมื่อวันก่อน—“ฉันไม่ไหวแล้ว พวกนายเคยรู้สึกว่าถูกขังเหมือนหนูไหม”
โซอี่เดินเข้ามาใกล้กว่านี้ “เราถามเพื่อนสนิทของกราฟยัง ถ้าเขามีใครนอกจากพวกเรา…”
ฟาริสยื่นมือเข้ากระเป๋าเสื้อ ควานหาอะไรบางอย่าง นิ้วสัมผัสถึงจดหมายแผ่นเล็ก ๆ ที่กราฟเคยยัดมาให้ก่อนหายตัว เค้าลังเลไม่กล้าบอกใคร
ไฟฉายวูบวาบ เจอรอยรองเท้าสีเทาอยู่ใกล้ปากอุโมงค์ ไหนจะเงาคนเล็ก ๆ ลางๆ อยู่ลึกเข้าไปด้านใน—ฟาริสขยับมือตามสัญชาตญาณ “ฉันว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สามคน”
โซอี่เริ่มกลัว “อย่าพูดแบบนั้นสิ”
รูฟตะโกนถามเข้าไปในความมืด “ใครอยู่ตรงนั้น?”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงน้ำไหลจากท่อน้ำโบราณ ฟาริสตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ เป็นรูปร่างเลือนลางของเด็กในชุดกันหนาว แต่เมื่อแสงไฟสาดถึง…ว่างเปล่า
เสียงหัวใจฟาริสเต้นแรง โซอี่เข้ามาดึงแขน “ถ้าเรากลับตอนนี้ กราฟจะหาว่าเราขี้ขลาดไหม”
รูฟหอบหายใจแรง “มันไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีแล้วล่ะ…ถ้ามีบางอย่างในนี้จริง ๆ”
ทันใดนั้น เสียงร้องแรงดังแว่วมาจากอุโมงค์อีกฟาก เสียงของกราฟ?
ฟาริสหยุดนิ่ง หัวใจเหมือนตกไปอยู่ตาตุ่ม “เสียงนั่น…ใช่กราฟแน่”
ทั้งสามคนหน้าเสีย รีบวิ่งไปทางจุดกำเนิดเสียง จังหวะก้าวของพวกเขาดังสะท้อนในถ้ำใต้ดินเยือกเย็น
พวกเขามาถึงบริเวณห้องเครื่องโบราณที่มีสนิมเกาะแน่น กลิ่นเหล็กและน้ำมันแสบจมูก เสียงหอบหายใจและเสียงตะโกนขาดเป็นวรรค ฟาริสตะโกน “กราฟ!”
เงาดำวูบหนึ่งแล่นผ่านประตู ปะทะไฟฉาย ทุกคนหยุดนิ่งกะทันหัน รูฟปล่อยไฟฉายร่วงด้วยความตกใจ แสงไฟหมุนวน…ส่องให้เห็นรูปเงาของเด็กชายคนหนึ่งยืนชิดผนังห้อง กราฟ สาวเท้าช้า ๆ ก้าวออกมา ตัวสั่น สายตาแข็งกล้า
โซอี่เบิกตากว้าง น้ำตารื้น “กราฟ! นายเป็นอะไรไป?!”
กราฟไม่ตอบ เสียงหายใจฮึดฮัดเหมือนกลัว “อย่าเข้ามา…”
ฟาริสเดินนำเข้าไป “กราฟ นายหายไปไหนมา ทุกคนเป็นห่วง!”
กราฟส่ายหัว เสียงอู้อี้ “อย่าพูด อย่าเปิดเผยอะไร…”
เมื่อกราฟล้มลงกับพื้น ทั้งสามคนกรูเข้าไปช่วยทันที แต่พบเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่กราฟทิ้งไว้ มือกราฟสั่นเทา “ไป…จากที่นี่…”
ทันใดนั้น เสียงประตูลั่นดังสนั่น ทุกคนสะดุ้งหันหลัง พบว่าสิ่งที่ปิดประตูไม่ใช่มนุษย์ ร่างเงาหนึ่งโผล่มาจากความมืด แสงไฟฉายที่ตกบนพื้นสาดเงาประหลาดบนกำแพง เด็กทั้งสี่เจอกับสายตาที่ไร้แวว อากาศเย็นยะเยือกกวักมือเรียกพวกเขาให้ย้อนกลับเข้าไปในความทรงจำที่ซีดจาง
ฟาริสรวบรวมความกล้า ตะโกนเสียงสั่น “ใครอยู่ในความมืด ขอโทษ…เราจะออกไปเดี๋ยวนี้!”
โซอี่เดินเข้ามาจับมือฟาริสไว้แน่น “ต้องออกไปให้ได้ อย่าทิ้งกันนะ”
กราฟร้องไห้สะอึก “พวกนายไม่เข้าใจ…มันไม่ปล่อยฉันไป…มันจะไม่ปล่อยใครไป…”
รูฟกวาดสายตาไปรอบตัว พยายามหาเครื่องมืออะไรสักอย่างจะงัดประตู แต่สิ่งที่เจอมีเพียงเศษเหล็กขึ้นสนิม เข้าใจว่านี่คือทางตัน ฟาริสตัดสินใจเปิดจดหมายแผ่นเล็กที่พกมานาน
ในกระดาษเขียนว่า “อย่าไว้ใจ ‘เสียงหลอก’ ในอุโมงค์—มันรู้ทุกความลับของเรา”
หิมะนอกเมืองยังคงถาโถม ฝั่งที่ลึกที่สุดของเมืองใต้ดินคือพื้นที่ต้องห้ามซึ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีแว่วและความลับที่ไม่เผยแพร่ส่งต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ฟาริสกลั้นหายใจ “กราฟ ขอโทษที่เราไม่เคยฟังนายจริง ๆ”
กราฟสบตา ห้วงน้ำตานั้นเหมือนกลั้นความเจ็บปวด “นายจะไม่เชื่อ…ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเริ่มต้นจากตอนที่ฉัน—”
ทันใดนั้นเสียงดังสนั่นคล้ายผนังถล่ม พวกเขาทั้งกลุ่มตกใจ เงาดำปรากฏบนผนังหลังแสงไฟกะพริบแรงกว่าเดิม—เสียงกระซิบเบา ๆ “เธอทั้งหมดเคยทำอะไรผิดไว้ที่นี่…”
ความรู้สึกผิดถูกเปลือยเปล่าออกมาอย่างรวดเร็วในความหนาวเหน็บ ฉับพลัน ฟาริสย้อนมองภาพจำในหัว—มือเขาเองเป็นคนผลักกฎในอดีต ผลักกราฟให้โดดเดี่ยวเมื่อหลายปีก่อน รู้สึกผิดถาโถมจนหายใจไม่ทั่วท้อง
โซอี่ก็สะอื้น “ฉันไม่เคยปกป้องใครได้เลย…”
รูฟเมินหน้าหนี “ถ้าฉันกล้ากว่านี้…คงไม่มีใครต้องหายไป”
ร่างเงาเปล่าเปลือกในเงามืดร้องไห้เหมือนจะกลืนเมืองใต้ดินนี้ ทว่า…กราฟรวบรวมพลังใจทั้งหมดเอื้อมมือจับแขนฟาริสไว้ “ฉันให้อภัย…ขอแค่นาย…ยกโทษให้ตัวเอง”
ช่วงวินาทีนั้น ร่างเงาก็แตกกระจาย ความมืดระเหยหาย อากาศกลับมาอุ่นขึ้น ประตูโล่งออก—ทุกคนโคลงเคลงออกไปสู่โถงอุโมงค์ ฟาริสรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
เมื่อฟ้าขาวข้างนอกแง้มแสงจางๆ เข้ามาผ่านช่องทางที่เพิ่งเปิด ทุกคนโอบกอดกันแน่น ใบหน้าปนหยาดน้ำตา พลันมีเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งวิ่งเคาะใกล้เข้ามา เด็กสาวอีกคนปรากฏตัวขึ้น “ทุกคนปลอดภัยไหม!?”
ฟาริสพยักหน้า เปล่งเสียงเบา ๆ แต่หนักแน่น “เราอยู่ด้วยกันได้อีกคืนหนึ่ง”
ในอ้อมแขนของเพื่อน มิตรภาพและความเข้าใจใหม่ถูกประกอบขึ้นท่ามกลางเมืองหิมะใต้ดิน—คืนหนึ่งที่ใจทุกดวงถูกหลอมรวม ตะวันใหม่ยังไม่แน่ว่าจะมาถึง แต่ทุกคนเลือกก้าวข้ามอดีตในความมืดเพื่อแสงสว่างครั้งใหม่