ลมหายใจใต้ผืนน้ำ
เสียงร้องของนกทะเลแว่วมาเป็นระยะ ขณะที่วานิชกำลังเดินไปยังตึกหอพักเก่า เขายื่นมือออกไปรับความชื้นของหมอกยามเช้า หัวใจเขาเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ ทันทีที่ประตูไม้บานใหญ่เอี๊ยดเปิดออก เขาก็พบสวัส มหาวิทยาลัยศิลปะชายทะเลยังคงง่วงซึมจากค่ำคืนที่ผ่านมา ผู้คนยังไม่ตื่น เว้นเสียแต่เพื่อนร่วมชั้นสองคนที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์หอพักมองเขาเอียงศีรษะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อคืน นายได้ยินเสียงมั้ย?” ณัฐ เด็กหนุ่มรูปร่างสูงแต่หลังงอโค้ง ถามพลางไม่ละสายตาจากโทรศัพท์ วานิชเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไร
ชนากานต์ เพื่อนหญิงอีกคน ตัดบทเสียงเรียบว่า “สงสัยเซย์จะยังไม่กลับมา”
ชื่อของ ‘เซย์’ ลอยเข้าในบทสนทนาอย่างเย็นยะเยือก เป็นชื่อของเด็กสาวปีเดียวกันที่เมื่อคืนยังอยู่กับพวกเขา ทว่าเช้านี้ไร้วี่แวว
วานิชเดินเข้าไปหยิบกุญแจหอพักจากโต๊ะไม้ เงาสะท้อนในกระจกข้างเคาน์เตอร์เผยใบหน้าซูบซีดกับดวงตาเต็มไปด้วยรอยกังวล เขาขมวดคิ้วมองตัวเองอยู่นาน
ณัฐพูดอีก “นายอย่าบอกนะว่าคืนนี้จะไปที่นั่นอีก?”
วานิชไม่ตอบ เพียงเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เท้าเปล่ากระทบไม้เก่าแว่วเสียงในความเงียบ ชนากานต์เงียบไปขณะมองก้นบันได เธอกำอัลบั้มภาพในมือแน่น
บรรยากาศที่ตึกหอพักชายทะเลมีแสงแดดลอดผ่านม่าน บนโต๊ะไม้เก่าในห้องโถงว่างเปล่า นอกจากอัลบั้มรูปที่ชนากานต์กางออกก่อนหน้าทุกวันเช่นเคย เต็มไปด้วยภาพเพื่อนฝูงรอยยิ้มตลกขบขัน และภาพสุดท้าย — รูปเซย์ยืนอยู่ริมระเบียงคืนก่อนหายไป, ดูเหมือนหลบกล้อง ใบหน้าเธอเศร้าลึกแปลกประหลาด
วานิชนั่งลงข้างชนากานต์ เธอเอ่ยเบา ๆ “นายว่ายังไง ถ้าจริง ๆ เซย์แค่หนีไปเฉย ๆ?”
เขาสบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนเบนสายตาไปที่หน้าต่าง “เธอไม่ใช่คนแบบนั้น”
เสียงลมหายใจของทั้งสองคนกดดัน “คืนนี้ ฉันจะลองไปเดินซ้ำเส้นทางที่เจอเซย์ครั้งสุดท้าย”
ณัฐแทรกขึ้น “คนที่ไปสู้กับความกลัวของตัวเองคือคนโง่ นายเคยคิดบ้างไหมว่ากลับกลายเป็นคนแพ้?”
ชนากานต์ผ่อนลมหายใจ เธอพูดเบาราวกระซิบ “แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ใช่ไหม วานิช”
ดวงตาวานิชแข็งกร้าวขึ้นมาครู่หนึ่ง เขาพยักหน้า ก่อนหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นบ่าก้าวออกจากห้องไป บรรยากาศในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบา
ตกค่ำ ณัฐกับชนากานต์นั่งเคียงกันในห้องโถงไฟเหลือง ทั้งสองไม่กล้าชวนกันขึ้นไปบนชั้นสี่ ที่ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับนักศึกษาใหม่ ชนากานต์หยิบกล้องฟิล์มขึ้นมาหมุนเล่น มือเธอสั่นเล็กน้อย
ณัฐถอนหายใจ “มันไม่ใช่ความผิดเธอหรอก ฉันรู้ว่าเซย์สนิทกับเธอ แต่บางครั้ง คนก็เลือกจะไปโดยไม่บอกลา เราต้องยอมรับ”
ชนากานต์ส่งสายตาเอาเรื่อง “แล้วถ้าเธอไม่ได้เลือกเองล่ะ? ถ้าเธอ…'”
ณัฐขยับตัว กระแอม “ไม่ใช่ทุกอย่างจะมีคำอธิบาย เธอคิดเยอะไป เราจะข้ามคืนนี้ไปด้วยกัน”
วานิชปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า เขายืนมองทะเลยามค่ำคืน ดวงจันทร์บาง ๆ ส่องแสงบนผิวน้ำขับคลื่นให้ดูเหมือนกำลังหายใจ ความทรงจำในหัวเขาตีกันวุ่นวาย ทุกประโยคที่พูดกับเซย์กำลังไล่ล่าเขา คืนก่อนที่เธอหายไป เขาเผลอพูดบางคำที่ไม่ควรพูด
เสียงแกรกเบา ๆ จากข้างหลัง วานิชหันกลับ เห็นเงาวูบไหวใต้โคมไฟดาดฟ้า เงานั้นยืนนิ่ง — เป็นชนากานต์ ท่าทีเธอลังเลแต่ก็เดินเข้ามาใกล้ เขาหดมือ ขบกราม
“นาย…คิดถึงเซย์เหรอ?”
วานิชไม่ตอบ “ฉันไม่ควรมาที่นี่เลย มันผิดตั้งแต่ต้น”
ชนากานต์โน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม เสียงเธอลดต่ำ “ถ้าฉันเล่าอะไรให้ฟัง นายจะกล้าฟังไหม?”
วานิชสบตาเธอ เขาสูดลมหายใจลึก “ลองพูดมาสิ”
ชนากานต์กลืนบางอย่างลงคอ เธอยกกล้องฟิล์มขึ้นหาทางออกระหว่างนิ้ว “เซย์…เธอเคยบอกฉันว่ามีคนตามเธอคืนก่อนจะหายไป แต่ฉันไม่เชื่อ เธอว่า…มันเป็นแค่เรื่องกลัวเกินเหตุมั้ง”
บรรยากาศบนดาดฟ้าเย็นลงทันที เสียงโขดหินกระทบคลื่นระยะไกลดังขึ้น คำพูดค้างอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
ณัฐยืนกอดอกอยู่ตรงบันได ย่องเข้ามาโดยอีกสองคนไม่ทันสังเกต เขามองดูทั้งคู่แล้วหลบสายตา ท่าทีเขาหงุดหงิด ลอบเบือนหน้ากลับลงไปชั้นล่างก่อนฟังจบประโยค
คืนนั้น ทุกคนต่างแยกย้ายไปที่ห้องของตนเอง แต่ไม่มีใครหลับตาลงได้สนิท เงาของความกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่วหอพัก
รุ่งเช้า กลิ่นน้ำทะเลกรุ่นในอากาศอีกครั้ง ชนากานต์เดินปะปนกับผู้คนในโรงอาหาร หัวเธอก้มอยู่กับโน้ตบุ๊กที่เปิดรูปเซย์ค้างไว้ เธอดูสับสนและเสียใจ สายตาลอบมองเพื่อน ๆ ที่เดินผ่าน เด็ก ๆ พูดกันเสียงดังถึงเรื่องการแสดงศิลปะที่กำลังจะจัดขึ้น
จู่ ๆ เพื่อนหญิงอีกคนเดินเข้ามาทัก
“เมื่อคืนเธอไม่นอนเลยเหรอ?”
ชนากานต์ยิ้มแหย “ก็…ฝันแปลก ๆ น่ะ”
เพื่อนคนนั้นสบตาเธอ ครู่หนึ่งก่อนโน้มมาใกล้พูดเสียงเบา “ระวังตัวด้วยนะ ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยดี ทะเลนี่มีอะไรแปลก ๆ”
ชนากานต์กลั้นใจขอบคุณ วางมือบนแผ่นหลังเพื่อนเบาๆ ก่อนหันสายตากลับมาที่โน้ตบุ๊ก
วานิชกับณัฐพบกันริมหาด ยามเช้าฟ้าหม่น ทั้งคู่ต่างไม่ได้มองตากันโดยตรง ณัฐเริ่มพูดขึ้นแบบไม่มั่นใจ “เมื่อคืน นายนอนหลับไหม?”
วานิชส่ายหัว “ไม่หลับ… นายล่ะ?”
ณัฐเบนสายตาไปไกล “แทบไม่ได้ข่มตาเลย นาย…จำได้ไหมว่าคืนที่เซย์หายไป เรา… ทะเลมันเหมือนมีอะไรดึงดูดให้เราเดินออกไปด้วยกัน”
วานิชเม้มปาก ตาเขายังจ้องพื้นทรายอย่างแน่วแน่ “นายจะพูดอะไรแน่ ๆ เลย?”
ณัฐลังเล ก่อนพูดเสียงเบา “ฉัน… ฉันเห็นเงาคนในทะเลคืนนั้น นายก็เห็นใช่ไหม?”
เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งแรงขึ้น วานิชนิ่งไปนาน ก่อนรับ “ใช่…ฉันเห็น แต่มันไกลมาก”
ณัฐถอนใจยาว “ฉันแสร้งไม่เห็น ฉันแกล้งหัวเราะใส่เซย์ ทั้งที่เธอร้องไห้จริง ๆ นายว่ามันเป็นความผิดเราไหม?”
วานิชยังนิ่ง ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียง ก่อนตอบ “ไม่รู้…แต่ฉันรู้สึกผิดเหมือนกัน”
ทั้งคู่เงียบกันอยู่นาน ณัฐเดินลูบก้อนกรวดจนเสียงดัง สุดท้ายเขาสูดลมหายใจลึก ถอนใจแล้วพูดแบบยอมรับความพ่ายแพ้ “เราต้องหาคำตอบให้เรื่องนี้… คืนนี้ นายกับฉันจะไปกับชนากานต์ที่ชั้นสี่”
ตกกลางคืน สามคนเดินเรียงหน้ากันขึ้นไปยังชั้นสี่ของหอพัก ทางเดินยาวมืดสนิท ไฟติด ๆ ดับ ๆ สะท้อนเงาเหนือกำแพง เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ชนากานต์จับมือวานิชแน่น ณัฐเดินนำ กลิ่นอับปนเกลือลอยเจือจางท้ายจมูก พวกเขาหยุดหย่อนที่หน้าห้องด้านในสุด ประตูนั้นเคยปิดตายแต่คืนนี้แง้มอยู่
ณัฐลังเล คนอื่น ๆ มองหน้าอย่างรอคอย ก่อนวานิชเป็นฝ่ายเอื้อมมือผลักประตูเข้าไป ห้องกว้างขวางมืดสนิท ตู้ไม้โต๊ะเก่า กองสมุดจาง หน้าต่างเปิดแง้มรับลมทะเล เสียงคลื่นดังได้ยินถนัด
ชนากานต์เดินเข้าไปสำรวจ ใต้เตียงพบสมุดจดของเซย์ เธอหยิบขึ้นมา ค่อย ๆ เปิดอ่านหน้าแรก เสียงข้างนอกสงบ เธอเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ “ฉันกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย เพราะความลับมันจมอยู่ใต้ผืนน้ำ…”
เสียงสะอึกของวานิชขัดจังหวะ เขาเข้ามาอ่านต่อในสมุดเดียวกัน หน้าอื่นเต็มไปด้วยรูปสมุดวาดและข้อความตัดพ้อปนเศร้า “ฉันไม่มีที่ของฉันในโลกนี้… ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟัง”
ณัฐเดินดูรอบห้อง เหลือบไปเห็นผ้าคลุมศิลปะสีเทา เธอกระตุกผ้าออก เผยภาพวาดน้ำทะเลขนาดใหญ่บนผนัง ใบหน้านักว่ายน้ำจมหาย กลายเป็นภาพเบลอแดงเหมือนเลือดฉาบทั่วผืนผ้าใบ พวกเขาทั้งสามยืนนิ่ง ชนากานต์สะอื้นเสียงเครือ “เธอขอร้องให้ฉันฟัง…แต่ฉันก็เมิน”
ณัฐเดินเข้าไปแตะขอบภาพวาด กล้ามเนื้อแขนเกร็ง “เราเมินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ”
วานิชเดินเข้ามาตรงกลาง เขับปากพูดด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ฉันเคยด่าทอเธอ… ฉันผลักเธอออกไป ฉัน…เสียเธอไปตลอดกาล”
ทันทีนั้น ลมทะเลกระโชกแรงจนหน้าต่างเปิดกว้าง ทำให้ประตูห้องปิดกระแทกทุกคนสะดุ้ง พวกเขาทั้งสามยืนเผชิญกับความเงียบและเสียงคลื่นรัวกระหน่ำเหมือนจะกลบความรู้สึกผิดทุกอย่าง
คืนเดียวกันนี้ สามคนลงมานั่งเรียงกันริมทะเล ขอบฟ้ามืดมนแต่จันทร์ยังค้างอยู่ ปล่อยให้น้ำเย็นแช่เท้า นิ่งเงียบ ชนากานต์เปิดสมุดอ่านต่อ เสียงสั่น “ถ้ามีใครสักคนตั้งใจฟังความกลัวของฉัน…คงไม่มีวันนี้”
ณัฐกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาบีบมือวานิชแน่น “เราผิดพลาดมาตลอด อย่างน้อย…เราจะไม่ลืมใช่ไหม”
วานิชเสียงแผ่วเหม่อลอย “ฉันจะจำทุกอย่าง จะไม่หนี จะอยู่กับความผิดนี้”
คลื่นลูกใหญ่ซัดกระเซ็นถึงหัวเข่า ชนากานต์เงยหน้ามองดวงจันทร์ ก่อนหันกลับมามองแน่นิ่งในดวงตาเพื่อนทั้งสอง
แสงอรุณลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า แม้เรื่องราวของเซย์จะไม่มีใครรู้จุดจบที่แท้จริง แต่สามคนเลือกเผชิญหน้าความกลัวและยอมรับความผิดพลาด ทุกอย่างอาจไม่กลับไปเหมือนเดิม แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นขึ้นในเงาความลับที่ยังคงฝังอยู่ใต้ผืนน้ำ