คำสาปบนเกาะเลขาคุณา
เสียงเครื่องยนต์เรือแล่นฝ่าเกลียวคลื่นกลางทะเลสีเข้ม ดวงอาทิตย์บ่ายคล้อยโรยแสงเหนือขอบฟ้า กลุ่มนักศึกษาสาขามนุษยศาสตร์ 7 คน นั่งกระจุกตัวบนเรือโลหะ พรรณราย หญิงร่างเล็ก ผมหน้าม้ายาวชนไหล่ก้มหน้ามองน้ำ เธอขมวดคิ้ว แนบกระเป๋าเป้อัดแน่นกับตัก ข้างเธอ วรุตม์ หนุ่มผิวเข้ม กอดแขน พยายามพูดกลบความอึดอัด ‘นี่ถ้าไม่ว่ากันนะ ฉันว่ายังไงก็มีอะไรแปลกๆ ไอ้เกาะที่เขาเลือกให้เรามาสำรวจนี่…’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพรพลอย หญิงร่างสูง เฉียบคม เงยหน้ามองเกาะไกลลิบ ‘ถ้ามีแค่ต้นสนกับหาดหิน ฉันกลับกรุงเทพฯ เลย’ เธอเอื้อมไปหยิบกระเป๋ากล้องด้วยความระแวง เหมือนสัมผัสถึงแรงกดดันบรรยากาศ สายตาทุกคนจับจ้องชายฝั่งที่ใกล้เข้ามา ซากเรือหักพังอยู่ริมชายหาด ราวปากทางเข้าสู่โลกที่มีแต่ความปริศนา
ทันทีที่กลุ่มนักศึกษาก้าวเท้าลงบนหาด ชายสูงวัยสวมเสื้อฮาวาย กางเกงขาสั้นเดินเข้ามาต้อนรับ ‘ผมคืออาจารย์สมิทธิ์ หัวหน้าโครงการ สำรวจและบันทึกตำนานเกาะเลขาคุณา ยินดีต้อนรับทุกท่าน’ เขาอมยิ้มอบอุ่นแต่แววตาเก็บงำความลับ แพรวา หนึ่งในกลุ่มนักศึกษา กระซิบกับสมภพเพื่อนสนิท ‘เธอว่าเขาดูแปลกๆ ไหม’
ในช่วงเย็น ภายในบ้านไม้เรือนไทยหลังใหญ่ พวกเขานั่งประชุมอยู่รอบโต๊ะไม้เรียบ พรรณรายเอาหนังสือบันทึกเก่าออกมาวางกลางโต๊ะ ‘มีคนหายในเกาะนี้จริงหรือคะ อาจารย์’ เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหว อาจารย์สมิทธิ์ดูเครียดไปชั่วครู่ ตอบเบาๆ ‘มี…นานมาแล้ว แต่เรื่องนั้น…เราไม่ควรพูดถึงมากนัก’
ราตรีแรกมาเยือน เสียงคลื่นทะเลดังปะทะหน้าต่าง บ้านไม้ที่พักสั่นไหวเบาๆ วรุตม์เดินผ่านห้องโถง พบประตูไม้บานหนึ่งเปิดแง้ม เสียงขลุกขลักเหมือนบางอย่างขยับ พอเขาเปิดประตูแม่งั้น ก็เห็นภาพวัตถุโบราณหน้าตาแปลกประหลาดวางเรียงเป็นวงกลม ตรงกลางมีรูปปั้นไม้หน้าตาเหมือนคนกึ่งสัตว์ ดวงตากลวงโบ๋ วรุตม์หันไปถามสมภพที่เดินมาสมทบ ‘นี่มันของอะไรน่ะ?’
สมภพยิ้มกลืนกลืน ‘เคยได้ยินตำนานคำสาปที่นี่ไหม พ่อฉันเล่าตั้งแต่เด็ก ใครไปยุ่งกับศาลปู่นั่น…จะไม่มีวันได้กลับออกไป’ คำเตือนของสมภพแฝงแผลในหัวใจ เขาเองก็เคยสูญเสียญาติชายบนเกาะนี้เมื่อสิบปีก่อน
รุ่งเช้า อาจารย์สมิทธิ์นำกลุ่มสำรวจเข้าไปในป่าทึบ ทางเดินเต็มไปด้วยเสียงนกแปลกหู คุณไทด์ นักศึกษาชายเงียบขรึม เดินเหยียบไปบนใบไม้แห้ง เขาหยุดกระทันหัน พบสัญลักษณ์ประหลาดบนต้นไม้ใหญ่ รูปร่างคล้ายเลขาคณิตวนซับซ้อน แพรพลอยเข้ามาลูบเบาๆ ‘หรือว่านี่คือคำสาปที่ว่า?’
ใกล้บ่ายทีมศึกษาแยกย้ายกันสำรวจ ตัวพรรณรายแยกไปกับแพรวา เข้าถึงกระท่อมร้างใกล้ชายหาด กลิ่นเกลือทะเลผสมดินเปียก เด็กหญิงชาวเกาะคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ในนั้น จ้องตาพรรณรายนิ่ง ๆ หน้าเปื้อนน้ำตา เธอเปิดปากช้า ๆ ‘อย่าปลุกของที่หลับ…เขาไม่ชอบแสงแดด’
แพรวาค่อย ๆ เดินเข้าไป ‘หนูชื่ออะไร’ เด็กหญิงเบือนหน้าหนีไม่ตอบ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผุดลุกหนีหายเข้าไปในป่า ทิ้งความอึดอัดค้างในอากาศ
กลางคืน อากาศเย็นจัด พรรณรายนอนพลิกตัว ทันใดเสียงเคาะประตูดังขึ้นแบบไม่มีจังหวะ เธอลุกมาเปิดประตู พบวรุตม์หน้าซีด เหงื่อแตก ‘ฉันเห็นใครเดินวนอยู่นอกบ้านหลายรอบ มันไม่ใช่คนในทีมเราแน่ ๆ’
สมภพตามมาเสริม ‘เมื่อคืนฉันฝันร้าย เห็นผู้ชายในชุดขาวยืนเรียกท่ามกลางหมอก’ ทุกคนตกใจ อาจารย์สมิทธิ์เครียดแต่พยายามกดอารมณ์ ‘ขอให้ทุกคนมีสติดี อย่าหลงกลกับสิ่งที่อาจเป็นแค่จินตนาการ…’
รุ่งเช้าหลังความหวาดวิตก พรรณรายพบสมุดบันทึกปกเขียวเล่มเล็กวางอยู่หน้าห้องเธอ ตัวหนังสือเหมือนเขียนด้วยมือเด็ก สารภาพความผิดจากใครบางคน ‘ฉันขอโทษ ฉันอยากให้เขากลับบ้าน แต่เขาไม่อยากกลับ ฉันไม่รู้ว่าทำไมทุกคนต้องกลัวของบนเกาะนี้’ พรรณรายลังเลจะบอกใครดี สุดท้ายแค่เก็บสมุดไว้กับตัว
กลางวันกลุ่มนักศึกษาเริ่มทะเลาะกันเพราะแต่ละคนเห็นเหตุการณ์ประหลาดที่ต่างกัน วรุตม์หัวเสีย ‘หรือเราคิดกันไปเองหมด!’ แพรพลอยโต้ฟาด ‘ถ้าคิดไปเองจริง ทำไมกล้องฉันถ่ายติดเงาแปลก ๆ ทุกคืน!’ สมภพเงียบ ไม่ยอมฟันธง ก่อนจะหลุดปาก ‘ปู่ของฉันเคยสาบานไว้ ว่าคนที่ไม่ยอมรับความผิดของตัวเองจะจากเกาะนี้ไปไม่ได้’
อารมณ์ตึงเครียดจนนิ่งงัน ต่างคนต่างหันหลังออกจากห้อง พรรณรายพยายามรั้งแพรวา ‘เธอเชื่อในคำสาปไหม’ แพรวาหน้าจืด ‘ฉันไม่รู้สิ…แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องซ่อนอยู่…รวมทั้งเธอด้วย’
ค่ำวันนั้น วรุตม์หลงป่า เขากลับมาเล่าเสียงสะท้าน ‘ฉันเดินวนรอบศาลปู่นั่นอยู่นาน ช่วงหนึ่งเหมือนถูกฉุดไปข้างใน มีเสียงเด็กเรียกชื่อฉัน…’ สีหน้าทุกคนสลับความกลัว ความสงสัย แพรพลอยอยากพิสูจน์จริงจัง เธอชวนกลุ่มไปสำรวจศาลปู่กลางป่าในเวลากลางคืน
ในแสงไฟฉายสลัว วงล้อมศาลไม้เก่า พวงมาลัยขาดรุ่งริ่ง วรุตม์ลังเลแต่สุดท้ายก็ร่วมเดินไปด้วย ทุกคนหยุดฟังเสียงอะไรบางอย่างแว่วลึกจากศาล ขณะเดียวกัน พรรณรายเห็นเงาเด็กหญิงเมื่อวานนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในเงามืด เด็กหญิงสบตาเธอด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ก่อนร้องไห้แล้วหายวับไปต่อหน้าต่อตา
สมภพสรุป ‘ฉันว่าทุกอย่างเกี่ยวกับความผิดเก่า ๆ ของใครสักคน คนที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ มันจะวนเวียนอยู่ไม่จบไม่สิ้น’ แพรวากลอกตา ‘หรือว่า…คือเราเอง?’ ไม่มีใครตอบ เหมือนทุกคนมีปริศนาในอก
คืนต่อมา แพรพลอยหายตัวไป ระหว่างทุกคนกำลังวุ่นวายค้นหา ในที่สุดเจอวัตถุไม้ประหลาดคล้ายรูปปั้นศาลปู่ตกอยู่ที่ริมป่า ตรงที่มีรอยลากพื้นดิน ท่ามกลางความตื่นตระหนกอาจารย์สมิทธิ์เรียกประชุมด่วน ทุกคนถกเถียงเสียงดัง ฝ่ายหนึ่งอยากแจ้งเรือกลับ แต่อาจารย์สมิทธิ์ปฏิเสธ ‘ยังไม่ถึงเวลา ห้ามออกจากเกาะโดยไม่ได้รับอนุญาต’
พรรณรายระบายความกลัวกับวรุตม์ ‘ทำไมเราต้องมาที่นี่กันแน่…ตอนที่ฉันสมัครเข้ามา แค่อยากพิสูจน์ตัวเอง แต่นี่เหมือนติดอยู่ในฝันร้าย’ วรุตม์ถอนใจ ‘ไม่มีใครอยากยอมรับ ว่าเราเองก็มีความลับ’
สามวันต่อมา แต่ละคนเริ่มเศร้าหมอง ข้าวของหาย ของแปลกวางตามที่ต่าง ๆ แพรวากลับมาโดยไม่มีความทรงจำ วรุตม์กลัวสุดขีด สมภพพูดเบา ๆ ‘ถ้าอยากจบเรื่องนี้ ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัวมากที่สุด’
พรรณรายตัดสินใจ นำสมุดบันทึกออกมาแบ่งให้อาจารย์สมิทธิ์ดู เขานั่งเงียบอยู่นานก่อนเอ่ย ‘ผมเองก็เคยหลอกตัวเองว่าทำถูกแล้วในอดีต…แต่มันก็ตามหลอกผมจนถึงวันนี้’ อาจารย์สมิทธิ์นั่งน้ำตาซึม รับสารภาพว่าครั้งหนึ่งเขาเคยปล่อยให้นักศึกษาที่แล้วสาบสูญ โดยไม่กล้ารับผิด
กลางคืนสุดท้ายบนเกาะ กลุ่มนักศึกษาและอาจารย์สมิทธิ์จุดเทียนเดินไปที่ศาลปู่ ทุกคนสารภาพต่อหน้าศาล วรุตม์ร้องไห้สะอึก ‘ผมเคยผลักเพื่อนเพราะกลัวจะสอบตก’ แพรพลอยเปิดใจว่าเธอทิ้งน้องเพราะเห็นแก่โอกาส พรรณรายสารภาพว่าตัวเองไม่เคยยอมรับผิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เพื่อนเข้าโรงพยาบาล
ทันใดนั้น เงาและเสียงเด็กหญิงกับชายชุดขาวปรากฏ แพรพลอยพูดเสียงแผ่ว ‘เราต้องให้อภัยกันและกัน…ต้องให้อภัยตัวเอง’ เงานั้นสลายหายไป ความรู้สึกหนักอึ้งคลายลง ทุกคนหลั่งน้ำตา ก่อนจะก้มศีรษะขอขมา เบื้องหน้าศาล
รุ่งเช้า เกาะดูเย็นเมื่อแสงแดดสาดส่อง พรรณรายหันหลังให้บ้านไม้ มองมหาสมุทรกว้าง เธอสวมกอดเพื่อนร่วมทาง ‘ขอบคุณ…ที่พาให้ฉันกลับมาเจอความจริงในหัวใจ ถ้าไม่เคยทำผิด เราคงไม่มีวันเติบโต’
เรือลำเดิมมารับพวกเขากลับ ทุกคนโบกมือให้เกาะ ตาแดงก่ำ ภาพสุดท้ายของเรื่องคือเงาเด็กหญิงยืนโบกมืออยู่ริมชายหาด ท่ามกลางแสงอาทิตย์รุ่งใหม่ ความผิดหวัง ความกลัว และการให้อภัยหลอมรวมกลายเป็นจิตวิญญาณใหม่ ที่จะไม่ลืมความลับของเกาะเลขาคุณา