คืนแห่งคำสาปบนเกาะมืด
เสียงใบไม้เสียดสีไหวเบา ๆ เมื่อเรือสปีดโบ๊ตลำเล็กเข้าจอดเทียบฝั่ง สลิณี วัย 21 ปี นักธรรมชาติวิทยามือสมัครเล่น ก้าวลงทรายอย่างลังเล ท้องฟ้าตะวันบ่ายลอยต่ำ คลื่นทะเลสาดกระทบชายฝั่ง บรรยากาศเงียบผิดปกติสำหรับเกาะกลางทะเลที่ควรจะมีเสียงนกหรือแม้แต่ลมเย็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โอ้ย ลมแรงขนาดนี้ยังร้อนอีก” ต้น สุทธิเดช เจ้าของรอยยิ้มยียวน เปรยขึ้นพลางปัดเหงื่อ ปูณ พีระพัฒน์ ถือกล้องถ่ายภาพ ยืนถัดออกไป ท่าทางประหม่า สายตากวาดดูรอบเกาะเหมือนกำลังมองหาบางอย่าง”มีใครรู้ป่ะ ว่าทำไมคนถึงเรียกที่นี่ว่าเกาะมืด?”
ต้นหัวเราะเบา ๆ “ก็เพราะไอ้ตำนานบ้าบอนั่นไง เห็นเค้าว่ากันว่ามีผี…”
สลิณีชะงัก เงยหน้ากลับไปสบตาเพื่อน ใบหน้าเธอซีดจนแทบไม่มีสีเลือด “เราไปสำรวจเฉย ๆ อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ ต้น”
นันท์ หญิงสาวตัวเล็กผู้ดูเงียบขรึม วันนี้พกวิทยุสื่อสารกับสมุดจดมาเดินตามติดกลุ่มมากกว่าปกติ แขนสั่นเมื่อได้ยินคำว่า ‘ผี’
“โชคดีที่อากาศดีนะครับ ไม่เหมือนที่ผมหาข้อมูลไว้เลย” ธนา นักศึกษาสายวิทย์ ตั้งใจจะเก็บตัวอย่างดิน พึมพำกับสุชาวดี คนรักของเขา ซึ่งสวมแว่นหนา ดูจริงจังผิดกับคนอื่น สุชาวดีถอนหายใจยาว ขยับกระเป๋ากล้องบนไหล่
“อย่ามัวแต่เก็บตัวอย่างล่ะ คืนนี้ต้องหาที่กางเต็นท์ให้ได้ก่อน” สุชาวดีเตือนด้วยเสียงหนักแน่น ธนายิ้มรับ ราวกับคำพูดของเธอให้กำลังใจทั้งกลุ่ม
ขณะทุกคนช่วยกันลากสัมภาระขึ้นฝั่ง ฉับพลันลมทะเลแรงขึ้น มวลหมอกสีขาวข้นปกคลุมรอบแนวป่า ราวกับจะกลืนกินแสงสุดท้ายของวัน ไม่มีใครทันสังเกตว่าบางสิ่งในเงามืดขยับไหวตามพวกเขาไปอย่างเงียบงัน
ต้นถือไฟฉาย เรียกทุกคนมาใกล้ ๆ “เห็นมั้ย นี่ไงก้อนหินที่เค้าว่ายาวปริศนา” เขาส่องแสงไปยังโขดหินดำสนิท เจ้าก้อนหินนั้นดูเหมือนลอยออกมาจากผืนป่าราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง
ปูณหันไปกระซิบกับธนา “เราว่า ถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยดีกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น…อย่างน้อยก็มีหลักฐาน”
นันท์เป็นคนแรกที่เดินไปแตะโขดหิน เสียงก้อนกรวดใต้รองเท้าดังกึก ๆ ใบหน้าสงสัยกับลายสลักโบราณที่แทรกในรอยแตกบนผิวหิน นิ้วเธอสั่นระริกจาง ๆ
คืนแรก ทุกคนกางเต็นท์ตรงชายป่า ด้วยคึกคะนองต้นชวนเล่นเกมสยองขวัญ สลิณีดูไม่สนุกนัก เธอเงียบขรึม สูดหายใจลึก ก่อนพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนต้องเลิกล้อเรื่องคำสาป”
หัวค่ำอากาศอบอ้าว ไฟฉายแต่ละอันให้แสงสลัว ๆ เสียงคลื่นกลืนเสียงพูด ทุกคนนั่งล้อมเต็นท์ เงียบ ๆ พักใหญ่ ต้นอดไม่ได้ลอบมองริมป่าแวบนึง ก่อนเริ่มเรื่องเล่าให้ฟัง เสียงต้นเบาลงช้า ๆ ไม่เหมือนตอนกลางวัน
“เขาว่ากันว่า เมื่อไหร่ที่ใครไปแตะหินศักดิ์สิทธิ์ จะได้ยินเสียงกระซิบจากในป่า ถ้าได้ยินต้องห้ามพูด ห้ามตอบ”
ปูณกรอกตา “เลิกล้อเหอะต้น เราโตพอจะไม่เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ละ”
เสียงกิ่งไม้ขยับอย่างแรงกะทันหัน ทุกคนผงะ ทันใดนั้น เสียงหวีดร้องโหยหวนดังขึ้นจากป่าลึก มันฟังดูเหมือนเสียงหญิงสาว แต่แฝงความทุกข์ทรมาน ทุกคนตาเบิกกว้างทันที
สลิณีหน้าซีด “ก…ใครแกล้ง…หรือเปล่า?”
สุชาวดีรีบจับมือธนาแน่น ไม่มีใครกล้าตอบ ทุกสายตาจดจ้องความมืดข้างนอกเต็นท์ พร้อมใจเงียบราวถูกดูดเสียงออกจากคอ
รัตติกาลขยับคลานเข้าหา สายลมแปรเปลี่ยน ปลาและนกเงียบกริบ เมื่อผ่านไปสักพัก เสียงซู่ซ่าของป่ากลับคืน เหลือทิ้งไว้แต่ความอึดอัดในใจแต่ละคน
รุ่งเช้า สลิณีหน้าเครียด เธอพบรอยเท้าแปลก ๆ ลากไปในป่า “มันคือรอยอะไร?” เธอเอ่ยถามพลางกวาดสายตาที่เต็มไปด้วยวิตกกังวล ธนาสำรวจรอยเท้าอย่างละเอียด
“ไม่ใช่รอยสัตว์ทั่วไปแน่นอน ลากยาวเหมือนโดนคนดึงไปมากกว่า” นันท์พูดเบา ๆ ระหว่างจดบันทึก ไม่มีใครกล้าตามรอยนั้นไปต่อ รอยเท้าจากริมชายหาดผ่ากลางป่าแล้วจางหายไปในแอ่งน้ำดำสนิท
ต้นพยายามชวนทุกคนผ่อนคลาย “เราออกไปสำรวจลึก ๆ อีกไหม? เผื่อจะเจออะไรเจ๋ง ๆ แต่คราวนี้ห้ามแยกนะ โอเคป่ะ” เธอมองไปที่ปูณและสุชาวดี ราวกับขอความมั่นใจ
แต่สุชาวดีถอนหายใจ “ถ้าเกิดอะไรแย่ ๆ ฉันจะไม่ยกโทษให้นะต้น อย่าลืมว่าฉันกับธนาเสียเพื่อนเพราะแบบนี้มาแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ต้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเขาเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “…ขอโทษ ฉันแค่ไม่อยากให้ทริปนี้กร่อย”
เสียงนกประหลาดกรีดร้องจากบนยอดไม้ ทั้งกลุ่มหยุดฟัง พลางเฝ้าระวังรอบตัว ในใจแต่ละคนเริ่มรู้สึกได้ว่า สิ่งที่นำพาพวกเขามาที่นี่ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากเห็น หากแต่มีบางอย่างที่อยากให้พวกเขามา “พบ”
ระหว่างเดินลึกเข้าไปในป่า สายตาปูณเหลือบแลเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งเต็มไปด้วยริ้วผ้าขาวเก่าโบกไหว “นี่มัน…บทสวดบนผ้า ปกติผ้าแบบนี้ใช้ไล่ผีนี่”
สลิณีจ้องเอาเป็นเอาตาย “ใครมาทำพิธีบนเกาะนี้? มันไม่มีใครอยู่…ใช่ไหม?”
ธนาสำรวจรอบต้น ไม่เจอร่องรอยคนอื่น นันท์เอื้อมไปแตะเศษผ้า สบตากับต้นที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น “เรากลับกันดีกว่าเถอะ ฉันไม่โอเคกับที่นี่แล้ว”
เย็นวันนั้น พวกเขาพยายามสร้างเต็นท์ใหม่ในที่เปิด สุชาวดี เป็นคนเดียวที่ยังเก็บภาพรอบเกาะอย่างตั้งใจ หวังหาร่องรอยว่ามีใครอยู่มาก่อนบ้างหรือไม่
ขณะสุชาวดีถ่ายภาพโขดหิน พบว่าสัญญาณกล้องเสีย สายตาเธอมองเห็นภาพเงาผู้หญิงผ่านเลนส์ กระพริบหายไป เธอหลับตาลึก ทบทวนความกลัวเก่า ๆ แล้วเลือกไม่บอกใคร
คืนนั้น ทุกคนหลับค่อนข้างยาก ความเงียบในเต็นท์เหมือนระเบิดเวลา นันท์นั่งจดบันทึกด้วยไฟฉายคาดหัว สลิณีแอบมองเพื่อน เธอลังเลแต่สุดท้ายก็พูดออกมา
“นันท์…ถ้าวันนั้นฉันไม่ดื้อ เพื่อนเราคงไม่ต้อง…” เสียงเธอสั่น นันท์วางสมุดลง พลิกตัวมาสบตา น้ำตาสะท้านในแววตา
“อย่าโทษตัวเอง… ถ้าจะมีใครสักคนต้องเจอมัน ไม่ใช่ความผิดเธอ”
เงียบ… สองสาวนั่งมองกันในความมืด หลายอย่างไม่ต้องพูดออกมา
คืนเดียวกัน ปูณนอนไม่หลับ หยิบกล้องมาดูภาพใน card แสงแฟลชสะท้อนหน้าตัวเองและ…ภาพหญิงสาวผมยาวหน้าซีดอยู่ข้างหลัง! เขาสะดุ้งสุดตัว กลืนน้ำลาย หันไปปลุกต้นเบา ๆ
“ต้น…ตื่น ๆ ดูนี่สิ” ปูณส่งกล้องให้ ต้นขมวดคิ้วดูรูป พลางพูดติดตลกกลบเกลื่อน “แค่แสงแฟลชสะท้อน… แกคิดมากไปแล้ว”
แต่ปูณยังไม่คลายความหวาดผวา ความกังวลเริ่มเกาะกุมหัวใจมากขึ้น
รุ่งสาง ต้นออกเดินสำรวจชายหาดเพียงลำพัง เขาพบว่าสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีเลย ลมทะเลหนาวแปลก เปลวหมอกหนาขึ้นกว่าทุกเช้า ก่อนเสียงกระซิบแผ่วเบาลอยเข้าหู “ออกไป…ออกไป…” ต้นขยับหลังวูบวาบ หยุดกึก แล้วหันกลับไป ไม่มีใครอยู่
เมื่อเดินกลับมาที่พัก ต้นหน้าเคร่ง “เมื่อคืน…มีใครฝันเห็นอะไรมั้ย” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนสลิณีพูดขึ้น “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง…ในป่า”
สุชาวดีเม้มปากแน่น “ฉันเห็นเงาผู้หญิงในกล้อง…แต่เดี๋ยว มันคงเป็นแค่ภาพซ้อนแสง”
ปูณโพล่งขึ้น “แกโกหก! ฉันก็เห็น! แล้วรอยเท้าที่ลากเข้าไปในป่าเมื่อวาน แกจะอธิบายยังไง?”
ความตึงเครียดแผ่ซ่าน ทุกคนเริ่มโทษกันเองเสียมากกว่ากลัวเรื่องลึกลับ สิ่งเหนือธรรมชาติกลายเป็นชนวนให้ความกดดันภายในกลุ่มปะทุอย่างเงียบงัน
ธนาตัดสินใจ “เราต้องไขความลับของหินนั่น ถ้าจะรอดกลับไป”
ท่ามกลางความกลัวและความระแวง เพื่อนหกคนกลับไม่ทันระวังมือที่สามกำลังแฝงมาเงียบ ๆ คืนนั้นเอง สุชาวดีหายตัวไปจากเต็นท์ไร้ร่องรอย
ทุกคนตกใจ หาตัวแทบพลิกเกาะ แต่ไม่พบ สิ่งเดียวที่เหลือคือกล้องถ่ายรูปเธอตกอยู่หน้าผา ภาพสุดท้ายที่ถ่ายคือโขดหินศักดิ์สิทธิ์ในเงามืดและรอยเลือดเล็ก ๆ บนผ้า
สลิณีร้องไห้เสียใจ ต้นหน้าเสีย ปูณโทษตัวเอง นันท์ถึงกับขวัญกระเจิง ธนาแทบไม่พูดอะไรอีก
ต่อมา ธนานั่งเงียบข้างโขดหิน เอื้อมมือแตะผิวหินอย่างท้าทาย ขณะนั้นความเย็นเฉียบแล่นขึ้นแขน เสียงกระซิบลึกลับดังเข้าหู “สละใจ…จึงได้รอด”
ทันใดนั้น ภาพในอดีตผุดขึ้นอยู่ตรงหน้า เขามองเห็นหญิงสาวผมยาวร้องไห้ มัดอยู่กับต้นไม้ด้วยริ้วผ้าขาว ร่างเธอจางเป็นเงา น้ำตาไหล สลิณีดึงธนาออกจากภวังค์ เธอสั่นระริก “นายเป็นไร!”
ธนามองสายตาทุกคน “ฉันเห็น…เจ้าของเสียงนั่น เขาโดนสาปให้ไม่พ้นเกาะนี้… ไม่มีใครกล้าช่วยเขา ทุกคนกลัวตัวเองเดือดร้อน”
ปูณออกความเห็น “งั้นถ้าใครกล้าสละใจ ช่วยเหลือคนแปลกหน้า ก็น่าจะ…รอด?”
แต่ไม่มีใครกล้ายืนยัน ทุกคนต่างมีความกลัวและอดีตที่แบกไว้ ต้นกัดฟัน “ฉันเคยทิ้งเพื่อนตอนเกิดอุบัติเหตุเพราะฉันกลัว… ถ้าวันนั้นฉันไม่หนี ฉันอาจช่วยได้” เสียงสั่นเครือ
นครคืน ถ้อยการสารภาพความผิดทีละคนเปล่งออกมาใต้แสงจันทร์จาง ทุกคำล้วนบาดลึกและคลายปมในใจทีละเปลาะ จนเหลือแต่ความกลัวแท้จริงที่พวกเขาหลีกเลี่ยงมาตลอด
รุ่งเช้ามืด หมอกลงจัด ปูณออกตามสุชาวดี เขาก้าวออกไกลจากจุดกางเต็นท์จนเจอรอยเท้าลากจาง ๆ สีหน้าครุ่นคิดชัด เขาปาดน้ำตาแล้วเดินเข้าป่า ร้องเรียกชื่อเธอเสียงสั่น สลิณีตามหลัง ต้นกับนันท์ลังเลแต่ก็พาตัวเองเดินตามไป แม้ใจหนักอึ้ง
ในเงามืดของป่าทึบ ทันใด ทั้งสี่เห็นร่างสุชาวดีนั่งหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เธอสะดุ้งตื่น น้ำตาคลอเบ้า “ฉันเหมือนโดนดูดเข้าไปในฝัน ฉัน…กลัว ไม่กล้าเผชิญหน้าใครอีก” สลิณีพุ่งเข้าไปกอด โล่งใจและขอโทษผ่านเสียงสะอื้นเบา ๆ
ต้นเดินเข้ามาหยุดต่อหน้าเธอ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “เราทุกคนเคยผิด ทุกคนกลัว แต่ถ้าเรากล้าสารภาพและให้อภัยตัวเอง… เราอาจจะรอด”
ธนาเดินนำพาทุกคนกลับโขดหินศักดิ์สิทธิ์พร้อมริ้วผ้าขาว เช้าวันนั้น ไม่มีเสียงหวีดร้องอีก เพื่อน ๆ ต่างยืนล้อมวง หลับตาและกล่าวถ้อยอภัยอย่างตั้งใจ ราวกับทำพิธีส่งวิญญาณ
คลื่นลมสงบ แสงแดดแรกของวันส่องผ่านท้องฟ้าใส ราวกับคำสาปคลี่คลาย ทุกคนยืนข้างกัน เงียบ อยู่อย่างอิสระจากอดีต ความสัมพันธ์ถูกหล่อใหม่ด้วยรอยแผลในใจและการให้อภัยแท้จริง
แม้จะไม่มีใครพูดถึงเสียงหวีดร้องหรือเจ้าของคำสาปอีก ทุกคนยิ้มเศร้าและเก็บกระเป๋าขึ้นเรือ ความเงียบสงบผ่อนถ่ายเปลี่ยนเป็นความหมายใหม่ในหัวใจ ภาพสุดท้ายคือก้อนหินดำลึกลับถูกรุ้งแสงเช้าคลี่คลาย สะท้อนเป็นสีเงินระยิบตา ก่อนเกาะจะค่อย ๆ เลือนหายไกลจากสายตา