เคหะหิมะและบทสนทนาที่ถูกกลืนหาย
เงาหิมะบนผนังบ้านเช่าขนาดเล็กค่อย ๆ เลื่อนไปตามแสงไฟสีขาวนวลจากถนน ศิ ยืนจ้องประตูหน้าบ้านอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง เสียงรองเท้าบู้ตเหยียบหิมะดังเปาะแปะเป็นจังหวะ เขาพ่นลมหายใจ ฟองไอสีขาวลอยตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไปกับลม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มือสั่นเบา ๆ ขณะที่ใช้กุญแจไขประตู ศิกลั้นใจ บอกตัวเองว่าจะอยู่ที่นี่แค่หนึ่งปี ออกมาให้ไกลจากแม่จากน้องชาย จากความทรงจำเรื่องพี่สาวที่ติดค้างอยู่ในซอกหลืบใจ
ในห้องรับแขกอบอุ่นด้วยฮีตเตอร์ รินกำลังเช็ดโต๊ะด้วยผ้าชุบน้ำ เธอหันมาทัก ดวงตานิ่งสงบ ไม่รีบร้อน “มาถึงพร้อมกับหิมะเลยนะ”
ศิเพียงพยักหน้า ไม่พูดอะไร มือยังค้างอยู่กับเป้สะพายของตัวเอง ใจไม่ไว้วางใจราวกับอยู่กับคนแปลกหน้า แม้ว่าต่างก็รู้สึกได้ถึงความอ้างว้างบางอย่างในกันและกัน
ไม่นาน เสียงประตูอีกบานก็ดังขึ้น ตะวัน เด็กหนุ่มร่างเล็ก ผมยุ่ง ใส่แว่น โผล่หน้ามาด้วยรอยยิ้ม “โห ศิ โยกมาเร็วกว่ากูอีก!”
“มึงก็รีบมาเถอะ” ศิพ่นเสียงสั้น ๆ ฆ่าความกระอักกระอ่วนในอากาศ
รินขยับไปเพิ่มน้ำชาร้อนในกาน้ำ “คืนนี้อย่าลืมกินข้าวก่อนนะ ตู้เย็นมีของพร้อมใช้” เสียงเธอเจืออะไรบางอย่างในน้ำเสียง
ศิวางเป้ เหลือบมองรินเหมือนจะถามอะไรแต่กลืนคำกลับลงไป ตะวันหิ้วกระเป๋าเดินตามไปยังห้องนอนของตัวเอง
ตกค่ำ หิมะยังตกไม่หยุด ศิกำลังหยิบเสื้อกันหนาวแขวนไว้ที่ราว มีเสียงหัวเราะคิกคักดังลอดมาจากห้องนั่งเล่น เขาเดินออกไปเห็นรินกำลังนั่งกับเพื่อนอีกสองคนที่ยังไม่ได้ทำความรู้จัก
“ศิ นี่ม่าน กับจี๊ด เพื่อนที่เข้ามาอยู่พร้อมกัน” รินแนะนำเสียงนุ่ม
ม่านเป็นหญิงสาวผมสั้น ดูกล้าแสดงออก ใส่เสื้อยืดแขนยาวสีเหลือง ขณะที่จี๊ดเป็นชายหนุ่มนิ่ง ๆ ใส่หมวกไหมพรม ดวงตาทอประกายระวังระไว
ศินั่งเงียบ ไม่มีใครพูดถึงอดีตหรือซักประวัติ มีแต่บทสนทนาธรรมดา ๆ เรื่องของกิน ร้านค้า ราวกับต่างคนต่างหนีอะไรบางอย่าง การหัวเราะแว่วคุ้งอยู่ท่ามกลางความเย็น
เสียงนาฬิกาในบ้านเดินเป็นจังหวะกลางความเงียบ ศิชะงักเมื่อได้ยินเสียงเบา ๆ จากมุมห้อง “…พวกนั้นยังหายไปอีกเหรอ…”
“ใครพูด?” ศิถาม ม่านเงยหน้าขึ้น เหมือนอยากพูดอะไรแต่เปลี่ยนใจ จี๊ดยักไหล่ รินนิ่งไปครู่แต่สุดท้ายหัวเราะกลบเสียง “หิวน้ำเฉย ๆ”
ตอนเช้า ศิลุกลุกตื่นมาในครัว กลิ่นข้าวต้มลอยมา แต่ในบ้านกลับดูเงียบผิดปกติ ม่านกำลังเทกาแฟ เหลือบตามองศิ “เมื่อคืนคุณพูดเองรึเปล่าเรื่อง…คนหาย?”
ศิส่ายหน้า “เปล่า”
จี๊ดเดินออกมาสวมเสื้อหนา “เมื่อคืนจำไม่ได้เลยว่าเราคุยไรกัน”
รินถือช้อนข้าวต้ม สีหน้าสงสัยแต่ดูระมัดระวัง “เอาเถอะ เช้าขนาดนี้หาอะไรกินก่อน” เธอเหมือนไม่อยากแตะใจความนี้ต่อ
เช้าวันหนึ่งระหว่างศิเดินไปมหาวิทยาลัยกับตะวัน ตะวันเหลียวหลังมองหิมะขาวสองข้างถนน “เมื่อคืนกูฝันแปลกอะ เหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่น มีเสียงผู้หญิงถามว่า ถ้ายังหายอยู่จะหาอย่างไร”
“ไม่ใช่เสียงริน?” ศิถาม จงใจสบสายตา
“เปล่า…เสียงแก่กว่าเศร้ากว่า กูตื่นมาก็ลืมเกือบหมด” ตะวันกัดริมฝีปาก “รู้มั้ย ที่บ้่านนี้คนเคยอยู่เยอะแล้วนะ มีคนว่ากะ—” เขาสะดุดคำทันทีเหมือนกลัวโดนล้อ ศิเอาแต่ก้มหน้าไม่ได้ซักต่อ
เย็นของวันเดียวกัน ศิเดินกลับมาพร้อมกับริน กำลังจะไขประตูแต่ทุกคนในบ้านถกเถียงกันอยู่กลางห้องนั่งเล่น
“เมื่อคืนใครพูดชื่อชามิ?” ม่านถามเสียงเครียด
รินเหลียวตามองทีละคน “เราไม่มีใครชื่อแบบนั้น”
จี๊ดนิ่งไปอึดใจ “แต่กูได้ยินชัด มันวนอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเสียงเอื้อนในห้องว่าง ๆ”
ศิไม่พูดอะไร อยู่ ๆ ก็รู้สึกกลัวและเย็นยะเยือกทั้งตัว เห็นเศษกระดาษหล่นอยู่ใต้โต๊ะ หยิบขึ้นพบว่าเป็นโพสต์อิทสีฟ้า จดไว้ว่า ‘ระวังห้องใต้หลังคา’
ขณะที่ทุกคนทำกับข้าวในห้องครัว จี๊ดเอ่ยเสียงเบา “มึงขึ้นไปดูห้องใต้หลังคามั้ย?”
“มึงกล้าก็ไป” ศิพูดหลุกหลิกแต่ฝืนใจ
ม่านแทรก “จะหาอะไรล่ะ หรืออยากตื่นเต้น? นี่บ้านนะไม่ใช่บ้านผีสิง” น้ำเสียงเธอปะปนประชด
รินเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม “ถ้าพวกเธอจะขึ้นไป ฉันขอด้วย”
กลุ่มสี่คนจึงเดินขึ้นบันไดเล็ก ๆ ไปยังห้องใต้หลังคา ข้างบนอากาศเย็นกว่า แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างบานจิ๋ว ภายในมีของเก่า ๆ กล่องกระดาษ เสื้อกันหนาวสีซีดวางทิ้งไว้ตรงมุมหนึ่ง
ศิเดินไปเจอกล่องเล็ก เปิดดูเจอสมุดปกกระดาษแข็ง ข้างในเขียนด้วยลายมือดูเร่งรีบ ‘หนี…หนีให้พ้นก่อนมันมา…’
“คงของใครสักคนที่เคยอยู่” จี๊ดพูดเสียงสั่น
ม่านพลิกหน้าสมุดไปอีก เห็นชื่อ ‘ชามิ’ พร้อมวาดรูปหน้ายิ้มมีน้ำตา ศิสอดใจถามไม่ไหว “มันคืออะไร ใครกันแน่?”
รินไม่ตอบ เธอแค่หลุบตาต่ำ เหมือนซ่อนอะไรไว้
คืนนั้น โดยไม่รู้ตัว กลุ่มพวกเขากลับมารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่น เสียงลมพัดหน้าต่างดังวี้ด ๆ อยู่ข้างนอก ทุกคนกึ่งหลับกึ่งตื่น มีเสียงกระซิบแผ่วเบาในห้องอีกครั้ง
“…ยังหายอยู่…ใครจะตามหา…”
รุ่งเช้าทุกคนจำอะไรไม่ได้ ยกเว้นศิที่สะดุ้งตื่นหลังฝันเห็นหิมะทับซ้อนบนรองเท้าสีจางของเด็กหญิงคนหนึ่ง เศษขนมปังตกเรียงเป็นทางยาว เขานั่งลุกขึ้นใจเต้นแรง รินเดินเข้าหาอย่างระแวดระวัง เธอถามเสียงสั่น “เมื่อคืนฝันรึเปล่า”
เขาส่ายหน้า ไม่รู้ว่าควรพูดความจริงหรือไม่
วันต่อมา ศิพยายามค้นเรื่อง ‘ชามิ’ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ระหว่างเปิดหนังสือเก่า ตะวันนั่งเคาะโต๊ะ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง “ถ้าเป็นใครก็คงกลัวเหมือนกันนะ บ้านเก่ามันไม่เคยลืมใครจริงๆ เหรอ?”
ศิมองหน้าเพื่อนแวบหนึ่ง ก่อนหยุดที่บทความข่าวเก่าฉบับหนึ่ง “เด็กหญิงหายตัวกลางฤดูหนาว ไม่พบร่องรอย…” เขาพึมพำเสียงเบา
ตะวันยื่นหน้าเข้ามา “ปีเดียวกับที่ชามิหาย พี่สาวมึงก็…”
ศิรีบเบี่ยงหน้าหนี “อย่าพูดถึง” ถ้อยคำเหมือนไล่เพื่อนออกไปไกล ๆ
เย็นวันเดียวกัน ศิมาถึงบ้าน เขาเปิดประตูห้องนั่งเล่น เห็นรินนั่งอยู่ตามลำพัง “เธอรู้จักชามิใช่ไหม?” ศิถามตรง ๆ
รินเงียบไปนาน เหมือนชั่งน้ำหนัก เธอขยับริมฝีปาก “บางความทรงจำมันไม่เคยหาย แม้แต่เม็ดหิมะก็ฝังมันไว้”
“แล้ว จะปล่อยให้มันกัดกินต่อเรื่อย ๆ?” ศิน้ำเสียงข่มไว้ไม่ให้สั่น
รินกดนิ้วกับขอบโต๊ะ “เด็กหญิงที่หายตัวไปคือเพื่อนสนิทฉัน ฉันอ่อนแอเกินไปที่จะช่วยเธอ”
ศินั่งลงข้าง ๆ เงียบอยู่นาน “แต่เมื่อคืนเสียงที่ถามว่าใครจะตามหา อาจเป็นเธอ หรือเป็นเงาที่เหลืออยู่ในบ้าน”
ม่านปิดประตูเข้ามา “เราทุกคนต่างก็จมกับอะไรสักอย่างในอดีตทั้งนั้น” เสียงเธออ่อนลง “มีแต่ต้องยอมรับ”
จี๊ดหยิบโพสต์อิทสีฟ้าขึ้นมา “คืนนี้ขอเฝ้าตรงนี้เอง”
ค่ำคืนนั้นบทสนทนาในบ้านหนักแน่นกว่าเดิม ทุกคนพูดถึงอดีตบ้าง แอบพูดถึงคนหาย ถึงเรื่องพี่สาว และเสียงของตัวเองที่อยากได้ยินอีกครั้ง
อยู่อย่างนั้นจนกว่าขอบฟ้าจะเริ่มสว่าง หิมะค่อย ๆ หยุดตก ศิมองออกนอกหน้าต่าง ลมหายใจอบอุ่นขึ้นเหมือนรับบางอย่างได้แล้ว
ฤดูหนาวยังคงโถมซ้ำกลับมา แต่มันไม่ขาวโพลนเหมือนเดิมอีกต่อไป