คืนนั้นที่หมู่บ้านภูระเบิด
โคมไฟน้ำมันของโรงเรียนหลังเล็กตรงขอบหน้าผาไหวไกวล้อกับสายลมยามค่ำ ข้างล่างนั้น หุบเขาลึกทอดยาวไร้แสงไฟ นกกลางคืนส่งเสียงหวีดหวิว ความเงียบแปล่ง ๆ แหวกกลางกลุ่มเด็กห้าคนที่อยู่ข้างสนามลู่วิ่งซึ่งมีแค่หลอดไฟแขวนบนเสาร้างเป็นเพื่อน ใครคนหนึ่งขว้างก้อนหินลงไปในความมืด ฟังเสียงกระทบใบไม้หลายครั้งก่อนจมหายไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เชื่อจริงเหรอ ว่าคืนนั้นจะมีผีขึ้นมาจากป่า?” ไผ่พูดเสียงเบื่อหน่าย แต่มือพลิกหินในฝ่ามือเล่นช้า ๆ สายตารีบเร่งเปลี่ยนไปมาระหว่างเพื่อนสองคน—ตะวัน ผู้เป็นหัวหน้าก๊วนผอมสูง กับฝน เด็กหญิงที่ยังลูบแขนตัวเองราวกับกลัวเย็น
“ยังไม่เคยลอง ไม่รู้หรอก” ตะวันยักไหล่ ยืนเงียบ ๆ ข้างเสาไฟ ระหว่างลมหายใจคล้ายมีอะไรหนักคาอก “คืนนี้คืนจันทรุปราคา เขาเขียนไว้ในบันทึกของหมอใหญ่ ว่ามันจะเกิดซ้ำตลอดร้อยปี”
ฝนขยับเข้าหาไข่มุก เพื่อนหญิงร่างท้วมในกลุ่ม แววตาชุ่มน้ำ เสียงบ่นต่ำ “งั้นถ้ามันเกิดแล้ว มีอะไรหลอนขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ?”
“กลัวอะไรมากกว่ากลัววิ่งไม่ทันตะวันพรุ่งนี้อีก” ภูผา ผู้เป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้านตบไหล่ไข่มุกเล่น สีหน้าปั้นขรึม ตาเหลือบไปมองตะวันที่เหมือนมีอะไรอยากพูดต่อ
ไผ่ทำเป็นหัวเราะ “คืนนี้ก็ไม่มีไรหรอกน่า นอกจากเราเล่นซ่อนแอบเหมือนคืนก่อน ๆ” แต่เสียงหัวเราะนั้นแข็ง ๆ ทุกคนรับรู้—คืนนี้ต่างออกไป
เวลาผ่านไปขณะหนึ่ง กลุ่มแยกย้ายกัน ซ่อนตัวรอบสนามลู่วิ่ง ไผ่ปีนขึ้นไปหลบบนต้นสนติดขอบผา เสียงหัวใจเต้นแรงเมื่อมองเห็นต้นไม้เงาตะคุ่มไหว อีกฟากหนึ่ง ตะวันเดินวนรอบสนาม เชิดหน้าท้าอากาศ ตาเหลือบไปทางยอดฟ้าที่ดวงจันทร์แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มช้า ๆ
เสียงกริ๊กเบา ๆ ดังจากด้านหลัง ฝนกำผ้าคลุมแน่น กลั้นหายใจ ไข่มุกปิดปากกลั้นหวีด เสียงฝีเท้าเบาบางโผล่มาจากทางป่าเตี้ยหลังโรงเรียน ตามมาด้วยแสงเขียววูบข้ามฟ้า… ทำเอาทุกคนหยุดนิ่ง
ภูผาร้องขึ้นเบา ๆ “เห็นไหมนั่น!”
ตะวันเดินช้า ๆ ไปยังแสงนั้น พบไผ่ซึ่งก้าวออกจากหลืบเงาต้นสน ใบหน้าซีดขาวปนน้ำตา เจ็บแปลบที่เท้าขวาซึ่งบาด อะไรบางอย่างเย็นเยียบแตะข้อเท้า
“อย่าขยับ!” ฝนร้อง ดวงตาเบิกกว้าง คลื่นความเงียบแผ่ซ่านทับทุกคน…
แสงสีเขียวจางไป แต่ความตื่นกลัวไม่จางลง ในคืนจันทรุปราคานั้น ไม่มีใครสังเกต หลังกลุ่มเด็กออกจากสนาม…มีเงาร่างหนึ่งไม่เดินกลับกับใคร…
เช้าตรู่ที่หมู่บ้านภูระเบิด อากาศหนาวจัด เด็ก ๆ กลับบ้านด้วยสีหน้าอ่อนล้า ขณะแม่ไผ่เดินเข้าห้องลูกชายอย่างเคย ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเห็นว่าบนเตียงนั้นว่างเปล่า—หมอนยังอุ่น แต่ไม่มีตัวเด็ก เธอชะเง้อออกหน้าต่าง เห็นรอยเท้านำไปสู่ชายป่า
ข่าวการหายตัวของไผ่แพร่เร็วอย่างไฟลาม หมอใหญ่ เพื่อนบ้าน และตะวันรวมตัวในห้องรับแขกบ้านไผ่ ตะวันพยายามมองห้องรอบ ๆ แต่ถูกแม่ไผ่จ้องกลับด้วยสายตาตำหนิ “เมื่อคืน เล่นอะไรอีกกันแน่?”
ฝนหลบตา ไข่มุกไม่กล้าสบตาใคร ภูผาก้าวออกไปเดินลานหน้าบ้าน ตาแข็งและเงียบมากกว่าทุกวัน บรรยากาศแน่นขลุก ฝนสะดุ้งเมื่อแม่ไผ่จับมือแน่น
“ถ้าใครเห็น รู้ รึรู้สึกอะไร รีบบอกแม่ตอนนี้นะลูก แม่ไม่โกรธเลย” น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความกลัวปนสิ้นหวัง ทุกคนเงียบงัน ไม่มีใครกล้าพูด
ตะวันกลืนน้ำลาย “เมื่อคืน…เราเห็นไฟประหลาด…แล้วไผ่บอกจะไปดู” เขาเงียบไป ขบกราม ตัวสั่น
แม่ไผ่เอามือปิดปาก ร่างทรุดบนพื้น ขณะที่หมอใหญ่หัวคิ้วขมวด “เราควรตามรอย รอยเท้านั้นไปด้วยกัน เดี๋ยวนี้ ก่อนมันจะหายไป”
ทุกคนเดินฝ่าหมอกหนาเข้าสู่ป่า ตะวันเดินนำ ฝนเหมือนจะโผเข้าไปกอดไข่มุก แต่ลังเลจนปล่อยให้แขนร่วงลงข้างลำตัว ภูผายังคงเดินแยกหน้าไป ตาของเขาขุ่นมัวไม่สบสายตาใคร
พื้นดินชื้น หมอใหญ่หยุดเท้าก้มดูร่องรอย—รอยเท้าเด็กสอดคล้องกับรอยขีดข่วนลากเป็นวง—แปลกประหลาด ราวกับมีอะไรกวาดผ่านพื้น ตะวันกัดฟัน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ภูผากระแทกไม้เดินบอกเสียงทุ้ม “เมื่อคืนมีใครเห็นคนหมู่บ้านอื่นเข้ามาไหม?”
ไข่มุกส่ายหน้า ฝนกลืนน้ำลาย แล้วเอื้อมแตะบ่าตะวัน “หรือมันจะเป็น…เรื่องเล่าเรื่องนั้น?”
“อย่าพูด!” ตะวันหันขวับ เสียงแข็ง แต่ตาเต็มไปด้วยความกลัว
เสียงนกร้องโหยหวนสูงขึ้นจากราวป่า กลุ่มเดินจนถึงลานหินขาว…พบร่องรอยน้ำตา ปลายผ้าคลุมของไผ่ติดบนต้นสนสูง ภูผาปีนขึ้นนำลงมาด้วยมือสั่น ๆ “ยังอุ่นอยู่” มือเขากำผ้าแน่น ท่าทางฝืนกลั้นน้ำตา
ตะวันหลบดวงตาทุกคนและเดินออกจากวง พยายามให้อารมณ์แข็งกร้าว “บางทีไผ่อาจหลงป่า…น่าจะไปตามหาอีกทาง”
“ไม่ใช่แค่หลง” ฝนพูดเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า “เราเห็นตอนแสงเขียวส่อง ไผ่…เขากลัวมาก ก่อนสุดท้ายจะหนีเข้าไปในป่า”
หมอใหญ่พูดเบา ๆ “มีบางอย่างในป่าที่พวกหนูไม่ควรพูดถึง…เรื่องที่คนเฒ่าเคยเตือน…” เขามองภูเขาไกล มุมปากสั่น
บ่ายนั้นตะวันเดินออกไปยังชายป่าอีกครั้ง มือสั่นแต่ปากเหยียดหยาม “คนอื่นจะกลัวไปทำไมกัน เรื่องไร้สาระ…” แต่เขาหยุดฝีเท้าเมื่อเจอรอยรองเท้าเด็กลึกลงในโคลน ผิดปกติราวกับไผ่พยายามดิ้นหนีอะไรบางอย่าง
เสียงหัวใจตะวันเต้นแรง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะจ้องเงาไม้ไหว เขาเดินย่องต่ออย่างลังเล ในมือกำไฟฉายแน่น ถามตัวเองในใจว่าเพราะอะไรถึงรู้สึกผิดแบบนี้…
เสียงไม้หักดังแกรก ตะวันหยุดมอง ศพสัตว์ป่านอนกลิ้งตะแคงอยู่เบื้องหน้า เลือดสดหยดลงพื้นเป็นรอย โคลนรอบ ๆถูกขูดจนพรุนผิดแปลก ใจเขาเต้นระส่ำ ย้อนนึกถึงคำพูดฝน ว่าไผ่…กลัวสุดขีด
ในคืนวันถัดมา บ้านไผ่เย็นเยียบไร้แสง ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มซุบซิบเรื่องคำสาป ตะวันโดนแม่เพ่งสายตาไม่ไว้วางใจ เขานั่งแน่นิ่ง หน้าเศร้าในห้องรับแขก ไข่มุกแอบถอนหายใจ ถอนตัวจากความวุ่นวายแอบฟุบกับเตียงน้ำตาซึม
กลางดึก ตะวันได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอกบ้าน เขาลอบเดินออกไป เห็นภูผายืนถือไฟฉายส่องไปในความมืด “ฉันจะเข้าไปในป่า” ภูผาพูดเสียงแผ่ว แต่ดื้อดึง “ไม่อยากให้ทุกคนกลัว…แต่ต้องรู้กันให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ตะวันลังเลชั่วขณะ ก่อนถอนใจหนัก ๆ “เราทำผิดมาก่อน อยาก…แก้ไข”
ภูผาสบตา “เพื่อเพื่อนใช่ไหม หรือเพื่อไถ่โทษตัวเอง?”
ตะวันไม่ตอบ ความเงียบระหว่างสองคนหนาหนักพอ ๆ กับหมอกในหุบเขา
วันรุ่งขึ้น ฝนเข้าพบแม่ไผ่ เธอยื่นผ้าคลุมไผ่ที่เก็บได้ “พี่ไผ่…ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องแบบนี้…เราคิดว่า…มันเป็นความผิดเราเอง…” เธอเริ่มร้องไห้ สั่นเทาขณะพูดช้า “ถ้าคืนนั้นไม่เชื่อเรื่องแสงเขียว ถ้าไม่ชวนเล่น เกมมันอาจไม่เกิดขึ้น”
แม่ไผ่น้ำตานองหน้ากุมมือลูกสาวข้างบ้าน “ไม่ใช่ความผิดคนเดียวหรอกลูก…ไม่มีใครคิดจะให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นหรอก”
หมอใหญ่ตั้งวงประชุมคนในหมู่บ้าน “คืนนั้นใครเห็นอะไรเล่ามาทั้งหมด” เสียงเขาเข้มขรึม และเหล่าผู้ใหญ่ต่างมองสบตากัน ชั่วขณะหนึ่ง ตะวันและภูผาเล่าเหตุการณ์ ทุกคนฟังนิ่ง ๆ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนขัดหรือข้ามคำพูดนั้น
ไข่มุกลอบมองฝนแล้วก้มหน้า “ฉันกลัวว่าความลับมันจะใหญ่กว่าที่เราคิด…”
คืนวันต่อมา ตะวัน ฝน ภูผา และไข่มุกรวมตัวกันกลางลานหิน ตั้งวงไฟเล็ก ๆ ท่ามกลางลมหนาว ที่มุมหนึ่งฝนรั้งริมเสื้อหาไผ่ “คิดว่า…เขายังมีชีวิตอยู่ไหม?”
ภูผายักไหล่ แต่เบนหน้า “เราอาจต้องยอมรับความจริง…หรือบางทีก็ยังไม่ได้เห็นทั้งหมด”
ตะวันนิ่ง กำหมัดแน่น ถอนหายใจช้า ๆ “มันยังไม่จบ…เราต้องไปจุดที่แสงเขียวโผล่คืนนั้น”
กลุ่มลุกขึ้น เดินตามตะวันเข้าสู่ความมืด ป่าเงียบกริบ ทุกรายละเอียดเต้นแรงในโสตประสาท เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมขณะเดินใกล้จุดปริศนา ใจฝนเต้นระรัว หยุดเดินเป็นระยะ “ถ้ามีอะไร…ผิดปกติ ขอกลับบ้านได้ไหม”
“เดินด้วยกัน ไม่มีใครทิ้งใครแล้ว” ตะวันพูดเสียงต่ำ ภูผาส่องไฟนำทาง เงาเคลื่อนไปในแนวไม้—แต่ไม่มีรอยเด็ก ไม่มีเศษผ้า มีเพียงรอยลึกที่กวาดพื้นเป็นทางยาวขึ้นเขา
ทันใดนั้น แสงเขียววาบขึ้นอีก คราวนี้เด่นชัดราวกับมีอะไรจ้องมองพวกเด็ก กลุ่มยืนนิ่ง ภูผาเหงื่อชุ่มพันธุ์แววตาความหวาดกลัว “เรา…ลุยเข้าไปดูไหม?”
ตะวันผ่อนลมหายใจแรง มองเพื่อนแล้วก้าวนำเข้าแนวแสง สนามพลังปะทะหน้า ร่างสั่นสะท้าน ทุกคนมองตากันนิ่ง—รู้ดี ใกล้ความจริงเข้าไปทุกที
ในกระเป๋าตะวัน เขาพบของบางอย่าง—กล่องเหล็กจิ๋วที่ไผ่เคยถือมาโรงเรียน ด้านในมีเศษจดหมายขาดวิ่นและรูปถ่ายครอบครัวไผ่ ท่ามกลางความเงียบชั่วครู่ ตะวันเอื้อมหยิบมันขึ้น แล้วพูดกระซิบ “ทั้งหมดนี้…ไผ่ไม่ได้ไปไหนไกล แต่เขากลัว กลัวอะไรที่เราทุกคนไม่ยอมรับ”
ฝนกระซิบเศร้า “เราทุกคนต่างก็เคยกลัว…แต่เขาโดดเดี่ยวกว่าคนอื่น”
เสียงร้องแผ่วเบามาจากแนวไม้ด้านข้าง กลุ่มตะโกนเรียก “ไผ่!” …ในความเงียบ บางสิ่งสะท้อนกลับมา…เสียงร้องสั้น ๆ แล้วเงียบหาย
ไข่มุกกุมมือฝนแน่น “ได้ยินไหม…เหมือนเขาอยู่ใกล้มาก”
กลุ่มยืนตะลึง สองคนกลั้นน้ำตา ตะวันสั่น ริมฝีปากแห้ง “เราต้องเผชิญมันให้ได้—ความผิด พลังลึกลับ หรืออะไรก็ตาม…”
ขณะเดินหน้าหนักเข้าไปในวงแสง เขียวแรงขึ้น ร่างขยับฝ่าแรงต้าน ประกายไฟแล่บกระทบหน้า ทุกคนหยุด เห็นบางสิ่ง—ร่างเด็กนอนขดตัวในโพรงไม้ ลมหายใจรวยริน ใบหน้าสีดำน้ำตางอน
ฝนโผไปกอดร่างไผ่ น้ำตาไหล “กลับบ้านเถอะ…ไม่ว่ากันแล้ว” ไผ่ลืมตาช้า ๆ มีแววขอโทษในแววตา “หนูไม่ได้ตั้งใจให้ใครเป็นห่วง…”
ภูผาแบกไผ่กลับ ขณะเดินออกจากป่า เงาตะวันทอดยาวบนลานหิน รอยเท้าใหม่ปรากฎข้างรอยเดิม—รอยเล็กนั้นไม่ใช่ของไผ่ แต่หยุดอยู่ข้าง ๆ เหมือนเฝ้ามองอยู่เสมอ
เย็นวันนั้น กลุ่มเด็กพร้อมหน้า แสงสุดท้ายของฤดูหนาวย้อยลงหน้าสนามลู่วิ่ง ทุกคนเหนื่อยแต่ใจเบาขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่อุ่นกว่าเคย ตะวันเอื้อมมือวางบนบ่าไผ่ เพื่อนยิ้มเศร้า ๆ “ถ้ามีอะไร กลัวอะไร ต้องพูดให้ฟัง”
ภูผายิ้มบาง ๆ “ต่างคนต่างมีลับหรอก แต่อย่างน้อยคืนนี้ เราไม่ต้องหนีแล้ว”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ดวงตาของแต่ละคนเปลี่ยน—ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะค่ำคืนหนึ่งบนภูเขา…ได้เปิดเผยความจริง เรื่องที่ใครก็ไม่กล้ายอมรับและกลุ่มเจ้าตัวยอมรับในที่สุด
แสงสีเขียวค่อย ๆ ดับไป ทิ้งสนามหญ้า ดวงจันทร์ใหม่ และเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เรียนรู้จะยืนหยัดเคียงข้างกัน ต่อให้ความลับหรือคำสาปจะยังไม่หมดไปเสียทีเดียว