ฉีกกฎฟ้าทะเลหมอก
แสงแดดยามสายสาดผ่านม่านหมอกขาวขุ่นที่คลุมยอดเขาอันเงียบสงบ เสียงนกป่านานาชนิดร้องประสานกับเสียงรองเท้าของผิงขณะที่เขาก้าวขึ้นบันไดไม้เก่า สัมผัสได้ถึงความบางเบาแต่เย็นเฉียบจากหมอกที่เหมือนเกาะติดรอบตัวบ้านเช่าเก่าหลังหนึ่งกลางหมู่บ้านบนภูเขานี้ กลุ่มเพื่อนห้าคน—ผิง, มาร์ค, เจน, อ้าย, และเติ้ล—เพิ่งกลับมาจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยในตัวเมืองและมารวมตัวที่บ้านเช่าซึ่งมาร์คเพิ่งเช่าระหว่างทำโปรเจกต์สำรวจหมอกเพื่อจบการศึกษา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ผิงวางเป้สะพายบนพื้นอย่างแรง เสียงดังสะดุ้งใจ อ้ายผลักประตูไม้แล้วตะโกนเรียก “มาร์ค! ก็มาเปิดประตูเองไม่ได้รึไง!” เติ้ลหัวเราะแห้ง ๆ พลางช่วยผลักอ้ายที่กำลังงุ่นง่าน เจนก้มหน้ามองปลายเท้าเงียบ ๆ
ภายในบ้านตลบอบอวลกลิ่นอับจาง ๆ กับแสงเทียนเล็กจุดอยู่ตรงมุมห้อง มาร์คยืนถือกระดาษแผ่นหนา สีหน้าคาดหวัง “ในที่สุดก็มากันครบจริง ๆ เหรอ”
ผิงเดินดูรอบบ้าน “มันเงียบผิดปกติ ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตอีก… มึงแน่ใจนะว่าที่นี่มีไรให้วิจัย”
มาร์ครอยยิ้มแปลก ๆ “หมอกที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ถ้าคืนนี้ไม่เห็นเองจะไม่มีวันเชื่อ”
เสียงวูบของลมผสมเย็นวาบเข้ามาทางหน้าต่าง เจนลังเลถาม “จะไม่แปลกไปหน่อยเหรอ ถ้าหมอกมีเรื่องแปลกจริงทำไมคนในหมู่บ้านยังอยู่กันได้”
อ้ายยิ้มช่างแซว “ถ้าคืนนี้กูฝันถึงผีหมอก กูจะโทษพวกมึงเลยนะ” เติ้ลเลิกคิ้วถาม “เคยมีคนหายไปรึยังวะที่นี่” มาร์คสบตาพวกเขาทีละคน “เมื่อปีก่อน มีเด็กผู้หญิงหายไปในคืนหมอกหนา ไม่มีใครเจอศพ แต่ผมเชื่อว่าหมอกซ่อนบางอย่างไว้”
ผิงเม้มปาก เขานึกถึงตาของตัวเองที่เคยเตือนไม่ให้ขึ้นเขายามหมอกหนา บรรยากาศเริ่มอึดอัด เติ้ลแสร้งทำเสียงสูง “งั้นคืนนี้เฝ้ากันทั้งคืนเลยมะ จะได้รู้ว่าหมอกเล่นตลกไง” อ้ายหัวเราะเหมือนปิดบังความกลัว เจนยังนิ่งเงียบ
เย็นวันนั้น แดดหายไปช้า ๆ พร้อมกับหมอกที่แน่นขึ้นรอบบ้านผสมกลิ่นชื้นดิน มาร์ควางกล้องถ่ายรูปไว้บนขาตั้งใกล้หน้าต่าง ผิงนั่งกดมือถือแรง ๆ แม้ไม่มีสัญญาณ อ้ายเอาผ้าห่มคลุมตัว เดินไปปิดประตู “ร้อนแต่ก็กลัวหนาว มึงไม่เข้าใจหรอกผิง!” เจนขยับไปหยิบหนังสือบนโต๊ะเพื่อไม่ให้มือว่าง
Mเมื่อนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่ม ผิงเดินออกนอกบ้าน แสงจันทร์ถูกหมอกปกปิดจนแทบมองไม่เห็นอะไร เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ตามหลัง หันไป—เติ้ลเดินมาทางเขาเงียบ ๆ
“กลัวเหรอ” เติ้ลถาม ผิงหลบสายตา “เปล่า แค่… กูรู้สึกหมอกมันหนาแปลก ๆ”
เติ้ลถอนใจยาว “มึงเคยกลัวอะไรจริง ๆ มั้ยผิง อย่าแกล้งหยาบ ไม่เนียน… เวลาจะซ่าก็เลือกกว่านี้หน่อย” ผิงไม่ตอบ ปากสั่นนิด ๆ “กูไม่กลัวหรอก แต่แค่รู้สึกเหมือน…มีคนมองอยู่”
เติ้ลยิ้มบาง “ถ้ามีจริง มึงคิดว่าเราควรทำอะไรล่ะ”
ท่ามกลางความเงียบหมอก เสียงขูดครูดอะไรสักอย่างดังมาจากทางหลังบ้าน ทุกคนในบ้านชะงัก อ้ายคว้าไฟฉายเดินนำ เจนตามหลังติด ๆ
พวกเขาเดินช้า ๆ ในหมอก สายไฟฉายวาดเงามืดบนต้นไม้ เติ้ลตะโกน “มีใครมั้ย!” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงฝีเท้าคล้ายสัตว์เล็ก ๆ สองสามตัวลากผ่านกิ่งไม้
ผิงอดมองหาเงาคนไม่ได้ แม้ในใจจะเถียงว่ามันเป็นความรู้สึกหลอนมากกว่า มาร์คเก็บกล้องขึ้นไหล่ พลางหยิบแผนที่เก่าที่มีรอยฉีกตรงขอบออกมา “ถ้าอิงจากจุดที่เด็กหญิงหายตัวไป มันคือแนวป่าทางเหนือสุดของหมู่บ้าน…พรุ่งนี้เราไปดูกันไหม”
อ้ายที่เพิ่งหัวเราะขบขัน กลับหน้าซีดขึ้นนิด ๆ “จริงจังขนาดนั้นเลยเรอะ?” มาร์คพยักหน้า เจนเงียบไปนานก่อนเอ่ยเบา ๆ “ฉัน…อยากรู้เหมือนกันว่ามีอะไรตรงนั้น”
รุ่งเช้า หมอกหนาแน่นยิ่งขึ้น ราวกับโลกทั้งใบกลายเป็นภาพขาวเบลอ ผิงพยายามโทรศัพท์หาตำรวจแต่ไม่มีสัญญาณ ทุกคนเดินลัดเลาะหมู่บ้านไปหาคนเฒ่า
ยายชมลูบไม้เท้าเบา ๆ เมื่อเห็นพวกเขา “หมอกภูเขา…มันเลือกเองว่าจะพาใครจากไป” มาร์คถาม “เคยเห็นใครบ้างมั้ยที่หายไปแล้วยังกลับมา” ยายสบตาทุกคน หนักแน่น “ไม่มีใครเลย”
เติ้ลขยับเข้ามาใกล้ผิงกระซิบ “อย่าไปเชื่อหมด พวกนี้ชอบปั้นเรื่อง”
อ้ายเสริม “แต่ก็ไม่มีใครอธิบายได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ” ผิงพ่นลมหายใจ “น่ากลัวกว่านิทานผีซะอีก”
ตกค่ำ พวกเขาขังตัวอยู่ในบ้าน หมอกหนายิ่งขึ้นจนมองนอกหน้าต่างไม่เห็นอะไรเลย จู่ ๆ เจนก็ลุกขึ้น “ฉันจะออกไปดู”
ทุกคนห้ามแต่เธอก็เดินออกไป ผิงรีบตาม เจนหันกลับมา ดวงตาไหวระริกด้วยความกลัว “ทุกคนกลัวจนไม่กล้าทำอะไร แต่ถ้าสิ่งที่เรากลัวมันแค่…กลัวเองล่ะ”
พอกลุ่มเดินไปจนถึงชายป่า เงามืดของหมอกเริ่มบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างคล้ายเด็กหญิง เสียงหัวเราะค่อย ๆ ดังก้องจนขนลุก อ้ายถอยหลัง เจนตัวชา เติ้ลนิ่งงัน ส่วนผิงเดินไปแตะข้อมือมาร์ค “ถ่ายไว้” มาร์คยกกล้องขึ้นมือสั่น
ทันใดนั้น เงาหมอกสลายกลายเป็นเพียงละอองขุ่น พวกเขาต่างยืนอึ้ง จู่ ๆ เจนก็ทรุดฮวบกับพื้น ร้องไห้สะอื้น “ฉันเห็น…เธออยู่ตรงนั้นจริง ๆ ท่ามกลางหมอก”
เติ้ลพยุงเจนกลับบ้าน อ้ายปิดประตูแน่น เจนไม่พูดกับใครตลอดคืน ผิงนั่งเงียบ ๆ ริมหน้าต่าง เหม่อมองหมอกที่ขาวจัดบนยอดไม้ มาร์คขยับมานั่งข้าง ๆ “เมื่อก่อนกูคิดว่าความกลัวคือศัตรู แต่มันก็อาจเป็นคำตอบว่า เราอยากรู้แค่ไหน”
ผิงถอนหายใจแผ่วเบา เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่ง เขาก็เคยปิดบังความผิดของตัวเองไว้เพราะกลัวจะเสียเพื่อน เหตุการณ์คืนนี้ปลุกใจเขาขึ้นมาใหม่
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น บ้านเงียบผิดปกติ ประตูหลังถูกเปิดออก อ้ายเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เจนหายไป หมอกหนาแน่นจนแทบกลืนทุกเสียง เจนอาจจะเป็นเหยื่อคนต่อไปหรือเปล่า?
ทุกคนรีบวิ่งตามหา ผิงวิ่งนำ เจนยืนอยู่กลางดงต้นสน ใบหน้าเปียกน้ำตา “ฉันเข้าใจแล้ว หมอกไม่ได้พรากใครไป เรากลัวจนพรากกันเองต่างหาก”
ผิงเข้าไปกอดเธอแน่น มาร์ค อ้าย เติ้ล ต่างตะคอกให้รีบกลับบ้าน หมอกเริ่มจาง แสงอาทิตย์สาดลงเบา ๆ
กลางระหว่างทางกลับ ผิงยืนหยุดถอนใจ กล่าวเสียงสั่น “กูเคยตัดสินใจผิด กูเคยโกหกทุกคน… กลัวถ้าบอกความจริงจะไม่มีใครอยู่ด้วย ตอนนี้… กูไม่อยากกลัวอีกแล้ว”
ทุกคนนิ่งงัน มาร์คเองพูดเบา ๆ “กูก็ปิดบังเหมือนกัน… ตอนที่เด็กหญิงหายไป กูก็กลัวจนไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็น”
เติ้ลมองหมอกแล้วพูด “สุดท้ายแล้ว หมอกจริง ๆ คือความกลัวของเราเอง”
เจนพยักหน้า น้ำตาคลอ “แต่วันนี้เราผ่านมันมาด้วยกัน ต่อไปถ้าเจอหมอกอีก ฉันจะไม่เดินหนีแล้ว”
แสงอาทิตย์ทะลุหมอก ละอองขาวจางหายไป กลุ่มเพื่อนยืนกอดกันแน่น เสียงนกป่าเริ่มดังขึ้นทีละตัว ภาพสุดท้ายคือกลุ่มเพื่อนยืนท่ามกลางหมอกที่เริ่มโปร่งลงทุกขณะ เงาพวกเขาสะท้อนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ใหม่