แสงแดดระหว่างเรือน
เสียงรองเท้าตบพื้นซีเมนต์แห้งกรังในเวลาเก้าโมงเช้าของวันเปิดเทอมแรก ก้องกังวานในลานหน้าหอพักญาณวดี ตึกทรงแปลกก่ออิฐเปลือยดูเก่าแก่ต้านแดดร้อนระอุ นักศึกษานับสิบขนกระเป๋ายัดของกันจ้าละหวั่น อทิต เด็กหนุ่มร่างสูง ผิวกรำแดด ใส่แว่นเก่า ๆ พับหัวเสื้อเชิ้ตเข้าในกางเกงเรียบร้อย ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ลังเลตรงเชิงบันไดโดยลำพังแล้วสบตากับมารดาที่ยืนรออยู่ รถจักรยานยนต์ยังติดเครื่องฟ่อ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เข้าหอแล้วโทรบอกแม่ด้วยนะลูก” เสียงแม่เอ่ยอย่างห่วงใย อทิตพยักหน้าหงึก ๆ พลางหอบกล่องรองเท้าภาษาจีนคีบไว้กับมือ กระเป๋าเป้ใบเดียวตามขึ้นตึก เสียงเด็กปีหนึ่งคนอื่น ๆ หัวเราะกันผ่านไป เขาชำเลืองหลบ ๆ สายตาเพ้อเจ้อ ด้วยกลัวว่ามีใครเห็นวงขอบเหงื่อซึมบนรักแร้เสื้ออันเก่า
ทางเดินแคบมืด อากาศอับ ๆ อทิตตีฝุ่นออกจากกล่อง วางของลงบนเตียงนอนหมายเลข 24 ที่ป้ายชื่อกระดาษ A4 แปะบนหัวเตียงด้วยเทปใสศิวิไล ทันทีที่นั่งลง เขาก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นธูปจาง ๆ โชยมา หันไปมุมห้อง พลอย หญิงสาวผมสั้น รอยยิ้มแฝงความห้าวนั่งขัดสมาธิ มองเขานิ่ง ๆ พลอยยกคิ้ว “เด็กปีหนึ่งเหรอ”
“ครับ” อทิตตอบอ้อมแอ้ม “เอ่อ…นี่เตียงผมหรือเปล่าครับ?”
“ถูกแล้ว เตียงฉันฝั่งโน้น ฉันชื่อพลอย ชั้นปีสาม อยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว ถ้าเจออะไรก็ระวังไว้หน่อยนะ โดยเฉพาะตอนกลางคืน” น้ำเสียงพลอยครึ่งจริงครึ่งเล่น พูดทิ้งไว้พลางหยิบโทรศัพท์กลับไปดู
อทิตขยับกล่อง จัดของเงียบ ๆ มือสั่นเล็กน้อย เขาเริ่มได้ยินเสียงฮัมเพลงเบา ๆ มาจากอกตัวเอง พลางนึกในใจว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ ๆ เขาเปิดประตูระเบียงรับลม แสงแดดบ่ายคล้อยส่งประกายสะท้อนเหงื่อบนต้นคอ
เสียงหัวเราะจากระเบียงถัดไปตัดความประหม่า เด็กชายผิวแทนใส่เสื้อกล้ามยืนหย่อนขาเล่น “เฮ้ นายปีหนึ่ง รู้หรือยังว่ารุ่นพี่ห้อง 18 หายไปเมื่อคืนนี้”
อทิตละสายตามองไป เด็กหนุ่มแนะนำตัว “เบนซ์ ปีสอง ห้องข้าง ๆ” น้ำเสียงติดล้อเลียน “ได้ยินว่ารุ่นพี่ชื่อเนย เดินออกไปหลังเที่ยงคืนแล้วไม่กลับ ใคร ๆ ก็กลัวหอจะมีผี”
พลอยยิ้มมุมปาก “ถ้ามีจริง ก็คงหล่อแบบที่เนยชอบแหละ”
อทิตพยายามหัวเราะด้วย แม้หัวใจจะเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม รอยขมวดคิ้วกับความสงสัยฉายบนใบหน้าก่อนเบนซ์จะล้วงโทรศัพท์โชว์ให้ดูภาพเซลฟี่หมู่ ภาพสุดท้ายของเนยยืนยิ้มเบื้องหลังเป็นหน้าต่างระเบียงที่เปิดแง้มแสงแดดสาดเข้าตาอย่างแปลกประหลาด
“ก่อนเขาหายไป พูดเรื่องฝันแปลก ๆ ด้วยนะ” เบนซ์กระซิบกับอทิต พลอยสนใจขึ้นมาทันที
“ฝันอะไรเล่า” พลอยถาม น้ำเสียงเจือแววเชื่อครึ่งแคลงครึ่ง อทิตนิ่งคิดพลางมองไปที่หน้าต่างแคบ เหมือนแสงแดดส่องกระทบตาเจ็บแสบ
เสียงกีต้าร์แว่วมาแผ่ว ๆ จากห้องตรงข้าม ทุกคนเงียบ ใครบางคนขีดเนื้อเพลงลงสมุดอย่างตั้งใจ “เดี๋ยวเจอกันห้องโถงเย็นนี้ มีประชุมรับน้อง” พลอยหันไปพูดกับอทิตเป็นเชิงบอกให้เตรียมใจ “อย่าหลงออกไปนอกหอคนเดียวล่ะ ยิ่งกลางคืน ยังมีแมงป่องออกด้วย”
อทิตตอบพึมพำ มือขยุ้มผ้านวม “…ผมไม่ได้กลัวอะไรหรอกครับ แค่แปลกใจมากกว่า”
หัวค่ำ ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องโถงไฟสลัว เพื่อนมากหน้าหลากตานั่งล้อมกันเป็นวง พี่ติวเตอร์ยืนหน้าเวที กล่าวต้อนรับ ระหว่างนั้นมีเสียงซุบซิบเกี่ยวกับรุ่นพี่เนยหายตัว พลอยพยายามจับตาดูสีหน้าอทิตตลอด
ช่วงหนึ่ง พี่ติวเตอร์พูด “การอยู่หอแห่งนี้ สิ่งสำคัญคือห้ามแอบปีนออกจากกำแพง ห้ามใช้ประตูหลังตอนสามทุ่ม มีกฎเก่าแก่เขียนไว้ จำไว้ด้วย” เบนซ์แอบหัวเราะคิก มองตาอทิตสื่อความว่า “คิดไงกับกฎแปลก ๆ แบบนี้”
อทิตกระซิบเบา ๆ “ถ้าเป็นเรื่องจริง รุ่นพี่เนยคงแย่แล้ว” พลอยขมวดคิ้ว ชะเง้อมองหน้าพี่ติวเตอร์ที่ดูลังเลก่อนพูดต่อ
“แต่คืนนั้น…” เสียงพี่ติวเตอร์ขาดห้วง “…ไม่มีใครเห็นเนยออกไปไหน แต่กล้องวงจรปิดเสีย” ผู้คนในห้องเงียบงัน ต่างหลบสายตากันเอง
พลอยยื่นใบปลิวให้อทิต “ถ้ามีอะไรก็บอกฉันนะ หอพักนี้มีความลับ” อทิตรับมากำแน่น จิตใจหม่นหมองกังวลขึ้นอีกขั้น
หลังประชุมจบ อทิตเดินออกไปหน้าห้อง พลางเงียบ เบนซ์เดินตีคู่มาด้วย “นายเคยเห็นอะไรแปลก ๆ ในหอนี้มั้ย?”
อทิตยิ้มน้อย ๆ “นี่นายแกล้งหลอกเด็กปีหนึ่งหรือเปล่า”
เบนซ์ชะงัก “ฉันพูดจริง ตอนกลางคืน ถ้าดูนาฬิกาแล้วเห็นเงาสะท้อนในกระจกไม่เหมือนตัวเรา อย่าเพิ่งตื่นมาเดิน”
“นายพูดแบบนี้ ฉันคงนอนหลับยากแน่” อทิตล้อ พยายามปกปิดความกลัวที่คลุกเคล้าความอยากรู้อยากเห็น
คืนนั้นเงาปะปนกับเสียงลม อทิตนอนพลิกตัวไปมา ได้ยินเสียงกีต้าร์เบา ๆ ผสานเสียงฝีเท้าในระเบียง เขาขยับผ้าห่มแน่นขึ้น แสงไฟหน้าห้องกระพริบวูบวาบ เงาลู่ตัวยาวขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนอทิตกลั้นหายใจ ก่อนที่ประตูจะเปิดออกช้า ๆ …
“เฮ้…อทิต นายตื่นมั้ย” พลอยกระซิบประตู แสงไฟไหววูบผ่านครึ่งหน้า อทิตลุกขึ้นตอบรับอย่างงุนงง
“เราได้ยินเสียงอะไรจากนอกระเบียง แปลกมาก นายมาดูด้วยกันหน่อยได้ไหม”
อทิตลังเลแต่ลุกเดินตามพลอยไปยังระเบียง ความมืดเข้าปกคลุม รอบข้างมีเพียงเสียงจิ้งจกและลมหายใจแรง ๆ พลอยชี้ที่รอยเท้าดินเหนียวจาง ๆ ริมขอบระเบียงที่ไม่มีใครเข้าออกได้
“นายคิดว่านี่เกิดจากอะไร?” พลอยถามเสียงเบา
“มันอาจจะเป็นของแมว หรือ…” อทิตชะงัก หันมองพลอย “หรืออะไรที่ไม่ควรอยู่แถวนี้?”
เสียงกีต้าร์ดังขึ้นอีกพลัน เบนซ์วิ่งหน้าตาตื่นมาสมทบ “เพิ่งเห็นอะไรแว็บ ๆ ตรงโถงบันได ทั้งที่ควรไม่มีใครเดิน”
สามคนมองหน้ากัน พลอยถอนใจ “พรุ่งนี้เราจะเดินดูรอบหอด้วยกัน ตั้งแต่เช้า หาเบาะแสว่าเนยไปไหน”
เช้าใหม่ ถึงแม้หอพักจะเสมือนสงบ แต่ความกดดันก็งอกเงียบในใจสามคน พวกเขาออกสำรวจรอบนอกตึก พบเศษเศียรตุ๊กตาดินเผาใต้ต้นจิกเก่า อทิตหยิบมา ชำเลืองมองแล้วเงียบสนิท พลอยพูดเสียงแผ่ว “ใครเอาของพวกนี้มาทิ้งไว้?”
ทั้งสามนั่งใต้ต้นจิก พลอยกอดเข่า อทิตมองเศษดินในมือ “บางทีเนยอาจเกี่ยวข้องกับอะไรที่เรายังไม่เข้าใจ”
เบนซ์ถอนหายใจ “จะให้แจ้งตำรวจมั้ย”
พลอยส่ายหน้า “ไม่มีหลักฐานอะไรเลย เดี๋ยวถูกหาว่าเพ้อ”
ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กระชากบรรยากาศเงียบ อทิตรับสาย เสียงแม่ถามไถ่อย่างห่วงใย “เป็นยังไงบ้างลูก วันแรกโอเคใช่ไหม”
“ครับแม่… มีเรื่องยุ่ง ๆ นิดหน่อย แต่ผมโอเค”
แม่เงียบไป เหมือนจะบอกอะไรแต่ก็หยุดไว้
“แม่ มีอะไรเปล่า ทำไมเงียบไป” อทิตถามต่อด้วยน้ำเสียงรีรอ
“แม่แค่… คิดถึงลูก อย่ากังวลกับพ่อเขา เดี๋ยวก็ผ่านไปได้”
อทิตนิ่งงัน อึดอัดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
“ผมไม่เป็นไรหรอกแม่”
ช่วงสาย กลุ่มเพื่อนสนิทสนมในหอทยอยมากัน พลอยลากเก้าอี้ให้ทั้งทีมรวมตัวกัน ขณะสนทนา พลอยพูดเรื่อง “เงาดำหลังระเบียง” ที่ละคนเคยเห็นตอนดึก เบนซ์พูดติดตลกขำขื่น “ฉันว่าหอเราก็มีวิญญาณนะ”
เสียงขำค่อย ๆ ลดลง พลอยหรี่ตาสบตาอทิต “เราไม่ควรพูดเรื่องแบบนี้ให้คนอื่นกลัว แต่ความลับของเนยมันน่ากลัวยิ่งกว่า”
ช่วงบ่ายระหว่างเรียนที่ห้องสมุด, อทิตติดตามพลอยไปคืนหนังสือ ได้ยินเสียงรุ่นพี่แผ่ว ๆ พูดถึง “พิธีลับ” ที่ถูกทิ้งร้างในหอพักเมื่อสิบปีก่อน
“ใครเคยได้ยินบ้าง เรื่องวิญญาณเฝ้าหอ?”
“หลอกเด็กปีหนึ่งอีกแล้วล่ะมั้ง” เบนซ์จิกกัดเสียงอ่อย
แต่แววตาพลอยกังวลไม่หาย เธอลูบเหรียญที่สวมไว้ในคอเป็นจังหวะ อทิตเริ่มสงสัยในพฤติกรรมของเธอแต่ไม่กล้าถามตรง ๆ
คืนนั้น อทิตนอนไม่หลับอีก ได้ยินเสียงดนตรีเบา ๆ กับเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ ดังลอยมาตามสายลมจากโถงบันได เขาเดินออกไปเจอพลอยนั่งอยู่ริมระเบียง เธอสะดุ้งแต่เรียกเขามานั่งด้วยกัน
“นายกลัวหรือเปล่า” พลอยถามเสียงอ่อนลง
“กลัว…แต่มันตื่นเต้นดี” อทิตยอมรับเสียงแผ่ว เธอยิ้มเศร้า “ความกลัวมันทำให้คนมองข้ามกันเองได้ง่ายมากนะ”
อทิตจ้องตาเธอ เหมือนจะมีคำถามค้างคาแต่กลืนมันลงไป เงาดำขยับผ่านราวระเบียงช้า ๆ ท่ามกลางแสงดาวที่สะท้อนเงื่อนปมบางอย่างในใจแต่ละคน
วันต่อมา กลุ่มวัยรุ่นสามคนเดินสำรวจซอกมุมหอ แมลงป่องตัวใหญ่ขวางทางเดิน อทิตก้าวข้ามไปพลางใจเต้นแรง เขาได้ยินเสียงของตัวเองดังก้องในอก “ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรหรอก”
พวกเขาเดินถึงชั้นสี่ พบกล่องไม้สลักชื่อ “เนย” วางหลบมุม พลอยหยิบขึ้นมา พบจดหมายลายมือสั่น เธออ่านข้อความในนั้น คำว่า “ขอให้แสงแดดช่วยปกป้องฉันในวันที่ทุกอย่างมืดดับ” ดึงความเงียบให้ถ่วงหนักขึ้น
“เขาหมายถึงอะไร” อทิตสงสัย เสียงเบนซ์สั่น “หรือเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง?”
ขณะที่พลอยเดินวนรอบห้อง เธอเปิดหน้าต่างให้แสงแดดสาดเข้าห้องเนย ภายในเหลือเพียงเตียงว่างกับรูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง ในภาพเนยกอดคนคนหนึ่งไว้แน่น โดยที่ใบหน้านั้นถูกขูดขีดออกหมด
“นั่นใคร” อทิตเอ่ยถามอย่างกลั้นใจ
พลอยเม้มปากแน่นตอบ “อดีตใครบางคนที่เนยไม่อยากลืม…”
เบนซ์กระแซะหัวไหล่พลอย “หรือคนในรูปเป็นเหตุผลที่เนยอยากหายไป?”
พลอยนิ่ง อทิตจ้องรูปในมือ ความรู้สึกกลัวกับความสงสารถาโถมไม่รู้จบ
กลางดึกวันนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมสายลมแรง พลอยรีบใส่เหรียญลงในคอ อทิตและเบนซ์หลบมองผ่านรูประตู พบเพียงเงาคนเดินผ่านจริงจังสายฟ้าฟาดแสงเข้าห้อง ทุกอย่างเงียบงันลงถนัดตา