สู่ความเงียบงันของภูผา
ยอดหลังคาบ้านไม้ลางเลือนในไอหมอกยามเช้า ถนนทางเข้าหมู่บ้านบนภูเขาตัดผ่านป่าสูงชื้น กลุ่มวัยรุ่นห้าคนเดินแบกกระเป๋าเข้ามาช้า ๆ เสียงรองเท้ากระทบหินดังเป็นจังหวะในความเงียบ ธนาวุธหยุดแล้วหันไปมองเพื่อน ๆ แน่ใจว่ายังไม่มีใครเปลี่ยนใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จูน ถ้าที่นี่ไม่มีสัญญาณจะโอเคไหม” อิทธ์พูดแผ่ว เซก็ยิ้มบาง หัวเราะคลุ้มคลั่งนิด ๆ ประกายตายังกล้า ๆ กลัว ๆ
“ก็มาแล้วอ่ะ จะกลับก็เดินกลับไปสิ” อมราเหน็บแนม ตาวาบด้วยความไม่พอใจ รินพยายามประสานมือพูดให้บรรยากาศดีขึ้น
“เรามากันเพื่อวิจัยนี่นา ยังไงต้องเข้าไปถามคนในหมู่บ้านก่อน จะได้ข้อมูลประวัติศาสตร์ไหมก็ต้องลุ้น”
ธนาวุธยิ้ม อ้อมแขนผ่านเป้สะพายหลัง “ไปกันเถอะ เดี๋ยวเย็นจะหมอกหนา เอาให้ถึงบ้านพักก่อนจริง ๆ”
พวกเขาเริ่มเดินต่อ เสียงใบไม้ร่วง ลมคละคลุ้งด้วยกลิ่นเปียกชื้น ความเงียบภายในหมู่บ้านดูผิดแผก ราวกับทุกคนต่างเฝ้ามองคนแปลกหน้า พวกเขาสบตาชาวบ้านวัยชราที่ปิดประตูบ้านกรอบไม้แน่นหนา ไม่มีใครตอบรับทักทาย
เซหรี่ใบหน้ามึนงง “เหมือนเขาไม่อยากให้พวกเราเข้าไปเลยว่ะ เห็นไหม ไอ้ป้าเมื่อกี้มองแบบจะกินหัว”
ธนาวุธกัดฟัน ยิ้มกลบเกลื่อน “เดี๋ยวเราก็ได้คุย พี่รัตน์ว่าไว้ว่าหมู่บ้านนี้ชอบคนที่สุภาพ…”
อิทธ์กระซิบเบา “แต่ยังไงก็รู้สึกวังเวงชอบกลนะ มันเหมือนทุกคนเก็บงำอะไรไว้”
เสียงประตูบ้านไม้เล็กข้างทางเปิดคล้ายคำตอบ เด็กชายตัวเล็กหันมามอง น้ำตาเอ่อปริ่มเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง ก่อนจะถูกผู้หญิงวัยกลางคนดึงกลับเข้าไปในบ้านรวดเร็ว ประตูปิดปังทิ้งแรงสะเทือนใจ
อมรากระซิบ “รู้สึกอย่างกับอยู่ในละครผี”
พวกเขาหัวเราะกลบเกลื่อน แต่เดินเร็วขึ้นไกลออกไป ที่บ้านพักไม้เก่าสูงติดเนิน ธนาวุธเคาะประตูเรียก เจ้าของบ้านโดนเสียงร้องคำตอบมาจากหลังบ้าน ตามมาด้วยหญิงชราผิวกร้านหม่นที่ยิ้มด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ
“เด็กมาจากเมืองใหญ่สินะ จะนอนสักกี่คืนก็เลือกห้องได้ ไม่ต้องเสียงดังกันนักนะ ที่นี่เงียบ…ทุกคนเคารพความเงียบ” เสียงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยแรงอาฆาตบางอย่าง
รินขอบคุณแล้วรีบเข้าไปเลือกห้อง สายตาคนเฝ้าผ่านหน้าต่างเฝ้ามองตลอดจังหวะเท้าพวกเขาขึ้นบันได คนในหมู่บ้านเริ่มมองด้วยสายตาที่อ่านยาก ทั้งเหน็บหนาวและหวาดกลัวพอ ๆ กัน
ตกเย็น หมอกลงจัด กลุ่มวัยรุ่นนั่งล้อมวงประเมินแผนงาน ธนาวุธแผนผังหมู่บ้านและชื่อบ้านแต่ละหลังใส่สมุด ภารกิจของพวกเขาคือสัมภาษณ์ชาวบ้านสูงวัยและรวบรวมตำนานท้องถิ่นอันศักดิ์สิทธิ์
“ถ้าปู่คำจริง ๆ จะยอมคุย พรุ่งนี้ไปบ้านท่านกันก่อน” อิทธ์กล่าวขึ้น อมราจ้องหน้านิ่ง “ได้ยินว่าปู่นั่นแปลกคน อย่าไปทำให้ท่านไม่พอใจล่ะ”
เซเก็บเสียง “ใครจะกล้า ก็มันดูหลอนขนาดนี้” เสียงหัวเราะดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อหมอกขาวข้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาถึงพื้นกระท่อม
ในคืนแรก ทุกคนหลับอย่างเหนื่อยล้า ยกเว้นธนาวุธที่ลุกมาหยิบสมุดบันทึกริมหน้าต่าง บันทึกเสียงหมอกคลุมภูผา ด้านนอกมีเสียงแผ่ว ๆ เหมือนคนเดินบ้างเป็นระยะ ความเงียบล้วนหนักอึ้ง
รุ่งเช้า พวกเขาตื่นมากินข้าวต้มขิงร้อน ๆ ที่ยายลำยองตักให้ แต่ตลอดอาหารไม่มีใครพูดจา สายตายายจับจ้องไปยังเซที่ขยับตัวไม่สบายใจ “ถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ เปิดไฟไว้ อย่าฝืนเดินออกไปข้างนอก” เธอพูดขึ้นลอย ๆ
เสียงเงียบ เสียงข้าวต้มในช้อนขยับคล้ายประกาศเขตแดนไร้เสียงอันอึดอัด
สายวันนั้น พวกเขาเดินทางไปบ้านปู่คำ บ้านไม้สูงชะลูดติดหุบผา มีเพียงสายหมอกและเสียงลม ต้นไม้รอบบ้านเหมือนโดนตัดทิ้งจนโล่งวังเวง ทันทีที่เคาะประตู เสียงไม้ดังสนั่น ปู่คำปรากฏตัว หน้าเหี่ยวย่นแต่ตาจ้องมุ่งราวกับมองทะลุความคิด
“มาทำไมกัน” เสียงราบเรียบจนทุกคนเงียบ อิทธ์กลั้นใจตอบ “พวกเรามาจากมหาวิทยาลัย จะขอสัมภาษณ์เรื่องตำนานหมู่บ้าน…”
ปู่คำหรี่สายตา “ที่นี่ไม่มีตำนาน ไม่มีอะไรจะเล่า ใครเข้ามาก็มักกลับออกไปไม่ได้ เอ็งแน่ใจจะรู้?”
เซถอนใจ “ถ้ามีอะไรที่ไม่ควรรู้ บอกมาเลยเถอะครับ” เสียงเซแผ่วลงเพราะแววตาชายชรา ปู่คำหัวเราะแผ่วๆ
“พอเถอะ กลับไปเสีย” เขากระแทกประตูปิดดังปัง ทุกคนยืนนิ่งกับภาพสิ้นหวัง
รินหันไปหาธนาวุธ “เราอยากรู้นะว่าสุดท้ายอะไรคือสิ่งที่เขากลัว หรือเป็นเรื่องเล่าเพื่อกันคนนอก”
ระหว่างทางกลับ อมราตั้งคำถามกับเพื่อน “แต่ดูเขาก็ไม่ได้อยากไล่เราออกไป เหมือนกลัวเราจะไปทำอะไรบางอย่างมากกว่า”
ในคืนนั้น ขณะกลุ่มเพื่อนพากันลงไปตักน้ำที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ท้องฟ้ามืดมิดผิดจากคืนก่อน เซได้ยินเสียงกระซิบคล้ายชื่อของตัวเองในหมอกขาว “เซ…ออกมา…เซ” เขาหยุดนิ่งมองไปรอบตัว เห็นเงาคนหนึ่งผ่านหมอกเหมือนล่องลอย อิทธ์กับรินหันไปตาม “ใครเรียกนาย”
เซเสียงสั่น “ผมได้ยินเสียง…เหมือนเสียงเด็ก”
อมราดึงแขน “อย่าเงียดหูฟังสิ เดี๋ยวจะซวย เห็นไหมเมื่อคืนยายยังบอกไม่ให้ออกมาเดินกลางคืน”
เสียงเงียบ ทุกคนก้าวเท้ากลับบ้านพัก ปล่อยความสงสัยไว้กับลมหายใจในหมอกเข้ม
เช้าวันใหม่ เมฆต่ำกดทับยอดไม้ สายฝนโปรยปราย เงาขาวลอยวนรอบต้นไม้ใหญ่ที่กลางลานหมู่บ้าน เด็ก ๆ วิ่งผ่านแล้วหยุดมอง ก่อนจะหายลับไปจากสายตา ธนาวุธเดินเข้าไปสำรวจ พบซากผ้าสีแดงพันอยู่กับกิ่งไม้ ดูเหมือนเพิ่งถูกผูกสดๆ
“ใครเอาผ้ามาผูกไว้?” รินขึ้นเสียง เซกลืนน้ำลาย “หรือเป็นเครื่องหมายอะไรของพวกเขา”
เด็กคนหนึ่งโผล่หน้าจากชายบ้าน เสียงกระซิบเบา “ของต้องห้าม…ใครแตะจะถูกสาป…” เด็กรีบวิ่งหนีไป ทิ้งหัวใจกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นให้สั่นคลอน
อมราทำหน้าขรึม “ฉันไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก ทุกอย่างมันมีเหตุผล”
อิทธ์กระซิบ “แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอะไรจริง ๆ คำสาปต้องมีที่มาสิ…”
ระหว่างการถกเถียง รินตัดสินใจแก้ผ้าสีแดงออกมา เสียงลมกระโชก แรงลมทำให้หมอกแหวกออก เผยให้เห็นช่องหุบเหวด้านล่าง ทุกคนชะงักกับภาพหลุมดำขนาดใหญ่ที่ไม่ควรมีบนภูเขา
ธนาวุธรวบรวมสติ “มีอะไรอยู่ในนั้นหรือเปล่า?”
เสียงเงียบ รินชะโงกหน้าเข้าไปดู เงาหน้าหลุมดำสะท้อนความกลัวในใจของแต่ละคน พวกเขาเลือกจะเดินกลับบ้านพักและถกเถียงต่อว่าควรจัดการอย่างไรดี
คืนต่อมา หมอกหนักขึ้น เสียงกระซิบดังรอบตัวบ้าน เหมือนเสียงอ้อนขอความช่วยเหลือกับคำว่า “สัญญา…สัญญา…อย่าทิ้งฉันไว้” ในความมืด ทุกคนกอดกันกลัวกระทั่งรุ่งเช้า
สายวันนั้น พวกเขาตัดสินใจกลับไปถามยายลำยองว่าเกิดอะไรขึ้น เธอถอนหายใจยาว ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า “ที่นี่มีเรื่องห้ามพูด…ถ้าใครละเมิด ทุกอย่างจะเลวร้าย คนเมื่อก่อนเสียสติหายตัวไปในหมอก เราเลยห้ามพูดถึงชื่อเด็กคนนั้น…”
รินถามเสียงสั่น “เด็กคนนั้นเขาเกี่ยวข้องกับหลุมดำ…”
ยายก้มหน้าพยักเบา ๆ “มันคือที่ฝังศพ…ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อเด็กหญิงผู้นั้น แต่พวกเธอล่วงรู้ไปแล้ว…คืนนี้อย่าฟังเสียงกระซิบ ถึงน้ำตาจะไหล ก็อย่าออกไปเด็ดขาด”
ในคืนนั้น ฟ้าผ่ากึกก้อง หมอกขาวปกคลุมหนักกว่าทุกคืน เสียงร้องไห้ทยอยมาจากรอบบ้านพัก อิทธ์สะดุ้งเมื่อลืมตาเห็นเงาเด็กหญิงอยู่ปลายเตียง เธอร้องขอเสียงเบา “ช่วยฉันด้วย…” ก่อนจะกลายเป็นหมอกขาวจาง ๆ
เอ็ดเสียงตกใจปลุกเพื่อน ธนาวุธเผลอตามเงาออกไปนอกบ้าน วนรอบลานด้วยความหลอน เพื่อนที่เหลือติดตามตะโกนเรียกกลับ สุดท้าย เจอเขายืนอยู่ริมเหว น้ำตาไหลพรากขณะรำพึง “ผมเคยทิ้งน้องสาวให้หลงทางคนเดียว…”
เซจับไหล่ “นายไม่ผิดคนเดียว บางอย่างที่นี่มันกดดันเราให้ถอยหลังไปสู่ความผิดหวังตัวเอง”
ทุกคนต่างยอมรับจุดเปราะบางในอดีต ความกลัว ความละอาย ความสูญเสียที่แต่ละคนเก็บซ่อน
รุ่งเช้า รินเสนอแนะให้พวกเขาช่วยกันวางผ้าสีแดงและดอกไม้หน้าหลุมดำ อภิปรายขอโทษต่อวิญญาณเด็กหญิงที่ถูกลืม “เราไม่ได้ตั้งใจจะรื้อฟื้นแผลเก่า ขอให้เธอหลุดพ้นและหมู่บ้านนี้ปลอดภัยจากคำสาป”
เมื่อผ้าสีแดงผูกกับกิ่งไม้และดอกไม้ถูกวาง ประกายแสงแดงเรืองวาบในหมอก เสียงกระซิบจางหาย ชาวบ้านออกมาจากบ้าน หลายคนหลั่งน้ำตาอย่างโล่งอก
ยายลำยองเดินมากุมมือริน “คืนนี้หมอกจะจาง ตั้งแต่มีเด็กห้าเมืองใหญ่เข้ามา เราได้ปลดปล่อยวิญญาณและตัวเองจากอดีตเสียที”
พวกนักศึกษามองหน้ากัน ตระหนักว่าบางความลับซ่อนอยู่เพื่อต้องการการให้อภัย ทั้งจากผู้อื่นและใจตัวเอง
เมื่อแดดแรกของฤดูแล้งส่องผ่านหมอก ทุกคนในหมู่บ้านร่วมกันออกมาทำความสะอาดลานกลางหมู่บ้าน ด้วยหัวใจใหม่ อิทธ์อมรา เซ ริน และธนาวุธ ต่างยิ้ม น้ำตาแห่งการปลดปล่อยรินไปในสายลม ขณะที่ทุกคนกำลังจะจากไป พวกเขาหันกลับมามองหมู่บ้านริมภูผาอีกครั้ง ภาพจำสุดท้าย—ผ้าสีแดงปลิวไหวในแสงแดดบนยอดไม้ กลายเป็นสัญญาเงียบของการเติบโตและการให้อภัยทั้งต่ออดีตและปัจจุบัน