แสงสุดท้ายที่ปลายสตูดิโอ
แสงแดดคลุมสีทองเรื่อยไปบนผนังคอนกรีตเก่า ทุกวันท้ายเดือนเมษายนแบบนี้ ลมแม้เพียงเบาก็ไม่ยอมเล็ดลอดเข้ามาในตึกแถวใกล้ริมถนนใกล้มหาวิทยาลัย สตูดิโอศิลปะขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่บนชั้นสี่ดูจะหลุดออกจากโลกวุ่นวายภายนอกด้วยเสียงพู่กัน กระป๋องสีขูดขีด และเสียงถอนใจแผ่วเบาเป็นระยะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในเช้าวันนั้น ลูกแก้ว นักศึกษาชั้นปีสาม ผมสั้นยุ่งเหยิง แววตาเข้มเหมือนหมึกจีน นั่งบนพื้นไม้ข้างโต๊ะวาดรูป พลางขยี้เส้นสายบนกระดาษร่างเต็มแรง นิ้วมือเลอะสีเขียวเข้ม ฤดูร้อนในกรุงเทพสำหรับเธอเหมือนคุกแคบ ๆ ทุกคนในกลุ่มศิลปะต่างก็หลบหลีกอยู่กับโลกของตัวเองตั้งแต่เมื่อคืนที่มีเสียงตะโกนทะเลาะกันดังออกมาจากอีกมุมของห้อง
"เธอมองเฟรมนี้ทีสิ ลูกแก้ว" มะเขือ สีผิวคล้ำ แก้มมีรอยปื้นสีฟ้าเข้ม ยกเฟรมผ้าใบสูงกว่าอกเดินมาหา เสียงสนทนาเจือความลังเลคล้ายอยากพูดอะไรแต่หยุดไว้กลางคัน
ลูกแก้วเหลือบตา "ตั้งใจจะทิ้งงานชิ้นนี้อีกใช่ไหม?" เสียงเธอติดห้วน
มะเขือยิ้มแห้ง "บางทีมันอาจดีกว่านี้ถ้าแกช่วยดู จะได้รู้ว่าเราควรเดินต่อหรือเปล่า…" แววตาสั่นไหว ริมฝีปากเม้มแน่น
ขณะสองคนวางงานลงตรงกลางห้อง เสียงเปิดประตูแรงจนบานกระทบขอบ โอ๊ค นักศึกษาหนุ่มเจ้าอารมณ์ ร่างสูง ตะโกนลอดภายใต้เสียงหอบถี่ "เห็นปลายบ้างไหม? เขาไม่ได้กลับหอเลยเมื่อคืน!"
ความเงียบปกคลุม มะเขือหลบสายตาไปทางหน้าต่าง ลูกแก้ววาบแววตกใจ
โอ๊คเขวี้ยงกระเป๋าทิ้งกับพื้น "ปลายโทรไปเงียบหมด ไม่มีใครรู้เหรอว่าเขาไปไหน!"
"บางทีเขาแค่…อยากอยู่คนเดียว" ลูกแก้วพูดน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก แต่นัยน์ตามองพื้น
"หรือมีปัญหาอะไรอีก? คราวก่อนยังไม่พอใจสินะ" โอ๊คปรายตาจ้องไปที่มะเขือ จังหวะนี้ทุกสายตาเหลือบหากันราวกับกำลังชั่งใจความผิดในอดีต
มะเขือเม้มริมฝีปากแน่น "ไม่รู้ ไม่ได้คุยกับเขาตั้งแต่วานนี้"
บรรยากาศตึงเครียด เหงื่อไหลริมขมับลูกแก้ว เธอล้วงโทรศัพท์มากดดูการแจ้งเตือน ไม่มีข้อความใหม่จากปลาย ทุกเสียงภายในห้องอับแน่น กระทั่งเสียงนาฬิกาบนผนังจำเจก็ฟังดูดังขึ้นกว่าเดิม
โอ๊คลากเก้าอี้มานั่งเงียบ ๆ มือกุมหน้าผาก กระซิบเบา ๆ "ไม่อยากให้เป็นเหมือนครั้งโน้นเลย" ลูกแก้วเหลือบตามองแววตาเจ็บแปลบ ราวกับภาพในอดีตกำลังจะย้อนกลับมาอีกครั้ง การเผชิญหน้าความกลัวแต่ละคนกำลังเริ่มต้นใหม่ในสตูดิโอแห่งนี้
บ่ายวันเดียวกัน มะเขือยืนกอดอกริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองออกไปยังซอย คำพูดของโอ๊ควนเวียนในหัว เสียงกรอบแกรบจากกระดาษใต้ฝ่าเท้าของลูกแก้วขโมยความสนใจ "เมื่อคืนแกเถียงกับปลายเรื่องอะไร"
มะเขือลังเล ชั้นเสียงต่ำลง "ฉันขอให้เขาเปลี่ยนไอเดีย เขาโมโหมาก…แต่ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันแย่ลง"
ลูกแก้วหรี่ตา "แล้วทำไมไม่โทรหาเขาบ้าง?"
มะเขือกัดปากแน่น ไม่มีคำตอบ เสียงสะอื้นในลำคอเงียบกริบ เธอเดินเลี่ยงออกไปด้านนอก ทิ้งลูกแก้วให้นั่งอยู่กับเงาแห่งความสงสัยและความรู้สึกผิด
โอ๊คยืนพิงผนัง ท่าทีขึงขัง ปิดปากเงียบ เมื่อสบตาลูกแก้ว “แกคิดว่า…ถ้ามีใครรู้ว่าปลายอยู่ที่ไหนจริงๆ แล้วไม่บอกนี่ มันจะร้ายแรงแค่ไหน?”
“หรือจะให้ไปแจ้งความ? หรือย้อนกลับไปที่เก่า” ลูกแก้วนั่งนิ่ง นิ้วมือสั่นน้อยๆ ทำท่าเหมือนจะหาคำตอบในเศษสีบนพื้น
โอ๊คถอนหายใจ สายตาพร่า “ถ้าเขาหนีไปจริงๆ เพราะอะไรล่ะ ส่วนหนึ่งมันก็เพราะเราใช่ไหม…”
ความสงสัยสิ้นสุดลงเมื่อมีเสียงเคาะประตูถี่รัว ต้น นักศึกษาปีสองผู้ชอบเก็บตัว หอบหายใจเข้ามา มือถือจ่อหน้า “เมื่อกี้มีคนส่งข้อความมา…จากเบอร์ของปลาย แต่เป็นรูปภาพเฟรมเปล่า…ในสตูดิโอเรา”
ทุกคนหันขวับ สีหน้าเปลี่ยน ปากของมะเขืออ้าค้าง "เขาเข้ามาในนี้ตอนกลางคืนเหรอ? หรือใครเป็นคนส่ง?"
ลูกแก้วรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง เปิดดูข้อความ พบรูปเดียวกัน แต่มีข้อความใหม่ "ถ้าอยากเจอความจริง ให้มาคืนนี้…อย่าบอกใครนอกจากพวกแก"
โอ๊คขบฟันแน่น บรรยากาศเปลี่ยนทันที "มันไม่ตลกเลยนะ แล้วถ้ามีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นกับปลายล่ะ"
ต้นเหลือบตามองรอบห้อง กระซิบ "หรือว่ามีใครในนี้แกล้ง? หรือ…มีคนอื่นที่มาในสตูดิโอตอนเราไม่อยู่"
ความเงียบขยายตัวทุกคนต่างจมในความคิดของตนเอง โอ๊คลุกขึ้นยืน น้ำเสียงเรียบนิ่ง "คืนนี้เราต้องมาด้วยกันใช่ไหม ถ้าใครไม่มาแปลว่ามีอะไรปิดบัง"
แสงยามเย็นร่วงโรยลงบนพื้นไม้ กลิ่นน้ำมันสนของสีน้ำยืนกรานอยู่ในอากาศ ลูกแก้วยืนจ้องป้ายชื่อของปลายที่ยังแปะอยู่ตรงล็อกเกอร์ สองมือกำแน่น เธอกลัว กลัวจะเจออะไรที่ไม่อยากรู้ แต่ก็ทนกับความไม่รู้ไม่ได้แล้ว
เวลาสองทุ่มตรง ลูกแก้ว มะเขือ โอ๊ค และต้น กลับมาที่สตูดิโอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายคำพูด ครู่หนึ่งก่อนที่โอ๊คจะไขประตู ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตาเงียบ ๆ ราวกับต่างคนต่างถือปริศนาไว้ในใจ
เมื่อเข้ามาในสตูดิโอไฟยังดับสนิท เสียงฝีเท้ากระทบไม้เก่า โอ๊คเอื้อมมือเปิดไฟ ทันใดนั้นเปิดเผยเฟรมผ้าใบเปล่าตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มีข้อความบนผืนผ้าใบว่า "ถ้าอยากรู้ความจริง จงวาด"
ต้นกลืนน้ำลาย “ใครทิ้งข้อความ? หรือปลายเป็นคนวางเกมนี้ไว้แต่แรก?”
มะเขือนั่งยอง ๆ ข้างเฟรม เสียวนิ้วลากไปตามผิวผ้าใบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความระแวง “ตกลงคืนนี้เราคงต้องเล่นตามกฎของเขา…”
แต่ละคนหยิบพู่กันคนละอัน ต่างเริ่มวาดลงบนผืนผ้าใบนั้น ความเงียบหนาหนักชั่วครู่ ลมหายใจแรง ๆ ยินชัด ลูกแก้วสั่นมือทุกครั้งที่ขยับเส้นสี เสี้ยวเสี้ยวภาพในอดีตผุดขึ้นระหว่างบทสนทนาขาดช่วง
ต้นเงยหน้าขึ้น "ถ้าเราไม่เคยรู้จักกันจริง ๆ เราคงไม่เจ็บแบบนี้…"
โอ๊คเหลือบมอง "แล้วใครผิดที่สุดในคืนนี้?"
มะเขือสะอื้น "หรือแค่ความรักที่ผิดที่ผิดเวลา? ถ้าตอนนั้นฉันไม่พูดอะไรออกไป เขาคงไม่หายไปแบบนี้…"
ลูกแก้วหยุดมือกลางอากาศ "ความกลัวมันทำให้ต่างคนต่างเก็บงำความลับ ไม่มีใครกล้ายอมรับตรง ๆ ว่า…อยากปกป้องตัวเองมากกว่าเพื่อน"
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกะทันหัน เบอร์ของปลาย ท่ามกลางสายตาตรวจสอบแวววาวแห่งความหวาดระแวง โอ๊คลังเลก่อนจะกดรับ "ฮัลโหล?"
เสียงปลายถ่ายทอดผ่านลำโพง "ใครก็ตามที่กล้าเผชิญหน้าความจริง จะเข้าใจว่าทุกคนต่างมีเหตุผล… ไม่ต้องตามหา ขอให้วาดต่อไป" เสียงขาดหายไป เหลือเพียงสัญญาณจังหวะเดียวยาว
โอ๊คทิ้งโทรศัพท์ลงโต๊ะหัวเสีย "เขาอยู่ไหนกันแน่ รู้สึกไหมว่ามีอะไรมากกว่าที่เขาพูด?"
ต้นกระซิบ "เขาอาจกำลังรอให้เราเข้าใจตัวเองก่อนพบกันอีกครั้ง"
ลูกแก้วรู้สึกใจสั่น รอยแผลของแต่ละคนเผยออกตามรอยสีบนเฟรม ไม่มีใครพูดอะไรนานนับสิบนาที มะเขือสะอื้นแผ่ว ๆ โอ๊คถือพู่กันนิ่งตาคลอเบ้า ต้นถอนหายใจยาว ทุกคนต่างจัดการความหวาดกลัวในใจไปพร้อมการสร้างงานศิลปะร่วมกันโดยไม่มีคำตอบ
ตีสาม เฟรมผ้าใบกลายเป็นภาพรวมอารมณ์หลากสีสัน ปรากฏเป็นรอยแผลและความหวังปะปนกัน ท่ามกลางความอ่อนล้าทั้งกายใจ โอ๊คพูดแผ่วเบา "ถ้าปลายเห็น คงรู้ว่าเรายังรออยู่…"
เมื่อตะวันขึ้น สตูดิโอเงียบสงัด แต่ภาพที่วาดไว้ยังคงตั้งอยู่ ไม่ว่าความจริงของปลายจะเป็นอย่างไร ทุกคนในห้องนี้ต่างยอมรับความผิดพลาด ให้อภัยตัวเองสายเกินไป แล้วกลับออกจากสตูดิโอพร้อมบาดแผลเดิมแต่หัวใจใหม่
ภาพความรู้สึกทั้งหมดตราตรึงบนเฟรม ไม่มีใครกล่าวลา เพียงเงียบและมองตากันอย่างเข้าใจ ปล่อยให้แสงเช้าไหลผ่านหน้าต่างอาคารเก่าทิ้งรอยจาง ๆ ไว้ทั่วห้อง เป็นแสงสุดท้ายที่ตรึงปลายทางของมิตรภาพไว้ในความทรงจำของทุกคน