เงาสะท้อนในสตูดิโอศิลปะ
เสียงหัวเราะจากถนนข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาสะท้อนผนังปูนเปลือย ขวัญยกพู่กันขึ้นอย่างลังเล มองผืนผ้าใบขนาดใหญ่ตรงหน้า สีดำที่เขาตวัดไปเมื่อครู่ยังจางในใจเขา เสียงรองเท้ากระทบพื้นจากผู้คนที่เดินผ่านหน้าสตูดิโอศิลปะอันทึบแสง ขวัญนั่งตัวเกร็งอยู่ริมหน้าต่าง ราวกับกลัวจะเคลื่อนไหวมากไปแล้วอะไรก็ไม่รู้จะพังลง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พิมพ์ เพื่อนเก่าในวัยเด็ก เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ วางแก้วกาแฟลงข้างตัวขวัญโดยไม่ได้พูดอะไรแค่ส่งยิ้มจางให้ ดวงตาของเธอช่างแตกต่างกับรอยยิ้ม—อ่อนล้าแต่ดื้อรั้น
“คืนนี้ลองอยู่ดึกดูสิ” เธอเอ่ยเสียงเบา วางมือลงบนพู่กันของขวัญเพื่อบังคับให้เขาสบตา “บางทีนายอาจเห็นในสิ่งที่นายพยายามหลบอยู่ก็ได้”
ขวัญทำท่าจะหยิบพู่กันแต่เงื้อมมือค้าง เขากลืนน้ำลาย มองหน้าผ้าใบว่างเปล่าและกล่าวเสียงแผ่วเบา “บางทีฉันกลัวไปเอง…มันก็แค่สี แค่รูป”
พิมพ์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตรงมุมสตูดิโอข้าง ๆ แสงจากหลอดไฟกระพริบส่องให้เงาบนผ้าใบยืดยาวและพร่าเลือน ขวัญไม่พูดอะไรอีก—เขาตวัดพู่กันทิ้งอารมณ์ลงไปบนผ้าใบ ลายเส้นกระโดดพร่ามัวรวมกันเป็นรูปร่างคลุมเครือ
ในความเงียบเขาได้ยินเสียงขูดกรอบรูปเก่าทางฝั่งซ้ายของห้อง เสียงนี้ไม่ได้มีแค่เขาได้ยิน—พิมพ์หันขวับ มองไปในเงามืดก่อนจะแกล้งทำเป็นหัวเราะ “อาจารย์พัช รีบเอาผลงานมาส่ง เจ้าของสถานที่ยังไม่กลับบ้าน” เธอพยายามกลบเกลื่อนความกลัวด้วยเสียงพูด
แต่ขวัญมองไปในความมืด เขาเห็นเงาจาง ๆ บนกระจกหน้าต่าง เงานั้นเหมือนรูปเด็กผู้ชายยืนอยู่ข้างเขา แต่เมื่อกระพริบตา เงานั้นก็จางหายไป
ครู่หนึ่งอาจารย์พัชเดินเข้ามาด้วยเสื้อกาวน์เปื้อนสี กลิ่นกาวอะคริลิคคลุ้งปะทะจมูก “ยังไม่รีบกลับเหรอขวัญ งานประกวดต้องส่งสัปดาห์หน้านะ”
ขวัญเหลือบมองอาจารย์ สีหน้าเขาแข็งเกร็ง “ผมพยายามอยู่ครับ”
อาจารย์พัชเดินไปที่ผลงานเด็กอีกคน พลางพูดเสียงเบา “ศิลปะมันไม่มีถูกหรือผิดหรอก ความรู้สึกมันพูดเอง นายควรฟังมัน”
ขวัญก้มหน้า หายใจเข้าลึก สีหน้าเต็มไปด้วยแรงกดดันในตัวเอง เขาจำภาพแม่ร้องไห้คืนที่พ่อหายตัวไปเมื่อหกปีก่อนได้…
แต่เขารีบตัดความคิด ฝืนกลับมาเขียนสีบนผ้าใบ เสียงเบา ๆ ข้างหู “อย่ากลัว” คล้ายมีใครมากระซิบ พิมพ์ทำทีไม่ได้ยิน คิ้วขมวด พลางจับไหล่ขวัญเบา ๆ
“นายไม่ต้องไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบทุกเรื่องหรอก คนเราพังบ้างก็ได้”
ขวัญสะดุ้ง สีหน้าเจ็บปวด เขาหลบตาไม่ตอบ
เมฆ เด็กหนุ่มผมหยิกตัวสูง เดินเข้ามาพลางขว้างเปลือกกล้วยลงถังคล้ายไม่ใส่ใจในใคร “เอาแค่กล้าสู้กับเงาตัวเองก่อนเหอะ”
เมฆเล่นเสียงหัวเราะ คล้ายจะกลบเกลื่อนความไม่ถนัดในบรรยากาศเย็นชา ก่อนวางมือลงบนไหล่ขวัญ “ข้องใจอะไรก็พูดออกมา ไม่ใช่เก็บไว้ พูดกับตัวเองก็ยังดีนะ”
ขวัญถอนหายใจลึก สีหน้าของเขาค่อย ๆ ผ่อนคลาย แต่ไม่หมดเงาเคร่งขรึมในตา เขามองเพื่อนสองคนอย่างลังเล
กลางดึกวันนั้น ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไป ขวัญตัดสินใจอยู่ลำพังในสตูดิโอ เสียงเงียบล้อมรอบ เหลือแต่เสียงข่วนผืนผ้าใบราวมีใครขยับพู่กันอยู่ข้าง ๆ ขวัญกลืนน้ำลาย พลางเดินไปแง้มประตูหน้าสตูดิโอ พร้อมพึมพำคนเดียว “ไม่มีอะไร นายแค่เหนื่อย”
เงาในกระจกหน้าต่างสะท้อนเงาตัวเองอีกครั้ง แต่คราวนี้ในเงามีเด็กชายผิวคล้ำ สวมเสื้อเชิ้ตขาด เอี้ยวคอจ้องเขม็งตาแดงกล่ำ ขวัญชะงัก หอบหายใจถี่
เสียงประตูไม้สั่น ขวัญเดินไปหยิบไฟฉาย มีเสียงกระซิบไล่หลัง “กลับบ้าน…” ขวัญหันขวับ ขนลุกซู่
วันรุ่งขึ้นในห้องเรียน ขวัญนั่งเงียบใช้พู่กันแตะสีบนกระจกบานแคบ พิมพ์นั่งข้าง ๆ วาดภาพบุคคลอาบเหงื่อ สีหน้าเครียดขณะตัดสินใจจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไปกลางประโยค
“ขวัญ นายไม่ต้องแข่งกับใครทั้งนั้น นายควรแข่งกับตัวเอง”
ขวัญยิ้มจาง ๆ แต้มสีอย่างเงียบ ๆ ไม่ตอบอะไร
เมฆเดินเข้ามาอย่างเบื่อหน่าย นั่งลงฝั่งตรงข้าม พลางบ่นว่า “เอาแต่หมกมุ่นอยู่ได้ เส้นชีวิตนายมันติดบังตาดีว่ะ ไม่คิดจะยอมรับความผิดตัวเองบ้างเหรอ”
ขวัญขมวดคิ้ว “มันไม่ง่ายเหมือนที่นายพูดหรอก” เสียงเต็มไปด้วยการต่อสู้ในใจ
เมฆถอนหายใจยาวแต่ไม่พูดอะไรอีก บรรยากาศในห้องชะงักตึง
เสียงอาจารย์พัชเรียกทุกคนให้มาล้อมวงเพื่อพูดคุยถึงนิทรรศการที่จะจัดแสดงผลงาน ขวัญถูกบังคับให้คิดชื่อผลงานที่เขายังไม่กล้าวาดให้จบ
ตกเย็น ขวัญกลับเข้ามาในสตูดิโอเพียงลำพัง เขาจ้องผ้าใบที่ระบายสีจนมั่วและปนเปื้อน เงาในกระจกหน้าต่างข้างผืนผ้าใบยังอยู่—คราวนี้เด็กชายในเงายิ้มเศร้าให้
ความเงียบทำให้ขวัญทนไม่ไหว เขาตะโกนเสียงแตกพร่า “นายต้องการอะไร?!” แต่เสียงมีเพียงสะท้อนตัวเอง
ขวัญเดินไปแตะฝ่ามือลงบนกระจก น้ำตาคลอเบ้า “นายใช่ไหม…พ่อ? นายจะโกรธฉันไหมถ้าวันนั้นฉันเลือกอยู่ข้างแม่”
เงาในกระจกสั่นไหว เด็กชายค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเงาของขวัญเอง ขวัญทรุดนั่งเบา ๆ หน้าผ้าใบ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงบนสี
รุ่งเช้า พิมพ์พบขวัญนอนฟุบกับโต๊ะวาดภาพ พิมพ์เอื้อมมือจับแขนเขาเบา ๆ “นายไม่ผิดเลย เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับนาย”
ขวัญยกหน้าขึ้น ดวงตาบวมแดง “แล้วถ้าฉันเลือกอย่างอื่น ฉันอาจช่วยพ่อได้” เสียงเขาแผ่วเบา
พิมพ์พยักหน้าอย่างเข้าใจ น้ำเสียงทุ้มมั่นคง “แต่ความกลัวกับความเสียใจมันก็เป็นของนายเองเหมือนกันนะ ถ้านายไม่ยอมรับมัน นายจะไม่เติบโตเลย”
เมฆเข้ามาจากด้านหลังวางมือบนหัวขวัญเบา ๆ “ตื่นได้แล้วพ่อศิลปิน จะวาดชีวิตตัวเองหรือจะปล่อยให้เงาเก่า ๆ มันลบใจนายไปตลอด”
วันประกวดมาถึง นักเรียนจากทั่วเมืองแวะเวียนเข้ามาในสตูดิโอ ผลงานของขวัญถูกแขวนไว้หน้าสุด แม้จะยังดูไม่จบแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ดิบ ๆ เส้นสายรุนแรง เงาจาง ๆ ข้างผืนผ้าใบที่ใครต่อใครจับจ้อง
คนมุงดูผลงานมากขึ้น อาจารย์พัชถามขวัญต่อหน้าทุกคน “ศิลปินอยากบอกอะไรคนดู?” ขวัญเหงื่อไหล ซ่อนมือสั่นในกระเป๋า เดินไปหน้าภาพแล้วกล่าวช้า ๆ
“ถ้ามีใครกลัวเหมือนผม อยากให้รู้ว่าเราสามารถให้อภัยตัวเองได้ ทุกครั้งที่เงาของอดีตยังตามหลอกหลอน มันมีไว้ให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่ให้เราตีตราตัวเองไปจนตาย”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เสียงลมหายใจหนักของขวัญดังในอากาศ ขวัญยิ้มน้อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาทุกคน เขาสัมผัสได้ว่าเงาสะท้อนในกระจกยิ้มตอบ ก่อนค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา เหลือเพียงขวัญ—ตัวขวัญเองเท่านั้น
นิทรรศการจบลง เสียงคนคุยแซ่ซ้อง พิมพ์สะกิดขวัญ “คืนนี้ออกไปกินบะหมี่กันไหม ฉลองที่นายกล้าวาดตัวเองได้แล้ว”
ขวัญหัวเราะเบา ๆ เสียงสั่นแต่แฝงความสบายใจ “มีส้มตำด้วยได้ไหม ฉันไม่กลัวจะร้องไห้ในที่สาธารณะแล้ว”
เมฆขำแล้วคว้าที่แขนเพื่อนทั้งสอง “นายควรกลัวหอมหัวใหญ่ในบะหมี่มากกว่าอดีตแล้วล่ะ”
ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน เสียงเพื่อน ๆ ผสมกับเสียงจราจรข้างนอกสตูดิโอ ศิลปินแต่ละคนเดินกลับบ้านของตน ใต้แสงโคมสลัว ขวัญหันกลับไปมองกระจกหน้าต่างอีกครั้ง เงานั้นไม่มีอะไรเลย—มีแต่ภาพตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยน้ำตาและรอยยิ้มใหม่