ฤดูร้อนใต้เงาจันทร์
“ก็ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมห้องสมุดเก่าถึงต้องอยู่ไกลขนาดนี้ด้วยวะ” เสียงของยศสะท้อนผ่านทางเดินแคบใต้แสงแดดยามบ่ายขณะกลุ่มสี่คนเดินเข้าไปใกล้อาคารไม้สีหม่นหลังนั้น ดวงตาของเขาเหลือบไปมองฝุ่นที่เต้นระบำในอากาศ รอยยิ้มที่แฝงความประหม่าอยู่ลึกๆ ปรากฏบนใบหน้าให้เพื่อนร่วมกลุ่มสังเกตเห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อาจารย์วรรณบอกให้อ่านเอกสารต้นฉบับนั่นไง เลิกบ่นเหอะยศ” แพรตอบพลางรั้งสายสะพายเป้ขึ้นไหล่ เธอกวาดสายตามองประตูเหล็กรูปโค้ง ความเย็นและความเงียบประหลาดแทรกมาทำให้รู้สึกไม่คุ้นเคย
“ใครถือกุญแจวะ?” เคนถาม เขาจมอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมเก่า ฝ่ามือขยี้เส้นผมอย่างหงุดหงิด
“เออ กุญแจอยู่กับเราเองนี่แหละ” อิงลดา ผู้หญิงอีกคนในกลุ่มตอบเสียงบาง ล้วงหากุญแจในกระเป๋ายีนส์แล้วไขประตู แสงแดดลอดเข้ามาบนพื้นไม้ลายเก่า ภายในห้องสมุดชุ่มฉ่ำกลิ่นกระดาษเก่าและไม้เปื่อย
แพรเป็นคนเดินนำเข้าไป เธอสอดส่องหาโต๊ะอ่านหนังสือ เจ้าของเสียงเท้ากระทบพื้นดังในความเงียบ เคนเดินไปตรงมุมหนังสือเหนือธรรมชาติอย่างคุ้นเคย ยศโยนเป้ในมุมหนึ่งแล้วเริ่มหยิบหนังสือลงมากองบนโต๊ะ
อิงลดามองรอบๆ ความรู้สึกเหมือนสายตาบางอย่างจ้องอยู่ในความมืดระหว่างชั้นหนังสือ ฝ่ามือกำสมุดโน้ตแน่น จู่ๆ เสียงหอบลมหายใจแผ่วเบากระซิบผ่านหู ริมฝีปากของเธอสั่น เธอหันขวับ แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
“ได้อะไรมั่ง?” ยศหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้น ปกสีดำหม่น มีลวดลายเหมือนพระจันทร์ครึ่งดวง “ใครจะอ่านวะ?”
“ขอฉัน” แพรคว้าไปทันที ละสายตาจากเคนที่ยังนิ่งเงียบ เธอเปิดหน้าถัดไป ลายมือหวัดเขียนบางถ้อยคำ “ใครที่อ่านจะได้ยินเสียงคำขอจากเงามืด”
เคนทำหน้านิ่ว “ไร้สาระน่า อ่านออกเสียงดิ”
แพรลังเลก่อนจะเปล่งเสียงอ่านช้าๆ เงียบของห้องสมุดขยายตัวชัดเจนกว่าเดิม อิงลดายังคงเงียบงัน ขณะที่พอเสียงสิ้นสุด หลอดไฟเก่าแว่ววูบวาบ เงาดำกะพริบเหมือนมีมือไล้ข้างหลัง
“มีใครรู้สึก…เย็นๆ ไหม” อิงลดาพูดเบา แพรกลืนน้ำลาย สายตาของทุกคนผวาไปทางมุมมืด แต่ก็ไม่มีอะไร
“เราคงคิดไปเอง” ยศพยายามหัวเราะกลบความกลัว
ค่ำนั้นทั้งสี่อยู่ในห้องสมุดยาวนานกว่าปกติ แพรจดบันทึกโน้ตถี่ถ้วน อิงลดาเฝ้ามองช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ ยศเงยหน้าดูแสงไฟนีออนกระพริบเป็นจังหวะ เคนนั่งเหม่อตรงข้ามเพื่อนๆ แต่ในตาของเขามีบางอย่างแอบซ่อน
ก่อนกลับ เคนเหลือบเห็นเงาเหมือนเด็กผู้หญิงในกระจกหน้าทางเข้า ยืนหันหลังอยู่ตรงปลายห้องสมุด เขาขยี้ตา แล้วทุกอย่างกลับว่างเปล่า เงานั้นหายไปเหมือนไม่เคยมี
วันต่อมา กลุ่มเพื่อนกลับไปห้องสมุดอีกครั้งเพราะต้องรีบทำรายงาน แพรเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารเมื่อเสียงหนังสือตกพื้นดังขึ้น อิงลดาคลับคล้ายว่ามีรอยเท้าเด็กปรากฏขึ้นชั่วขณะบนพื้นฝุ่น
“ไอ้เคน เมื่อคืนกลับบ้านกี่โมง?” แพรถามเพราะสีหน้าเพื่อนดูซีดผิดปกติ
“ไม่ได้นับ…ก็ปกติ” เคนหลบตา มือขยี้กระดาษเล่นยุกยิก
“เมื่อคืนฝันร้ายมั้ย” ยศแหย่เพราะเคยได้ยินเสียงเคนละเมอ
“ไม่ได้ฝันอะไร…” เคนตอบเบา ก่อนพลิกสมุดบันทึกแล้วสะดุ้ง ใต้หน้าปกมีกระดาษใบใหม่ เหมือนเขียนเมื่อคืนที่ผ่านมา ปากกาที่วางใหม่สดๆ
ข้อความ : “คืนอีกห้าคืนเมื่อจันทร์เต็ม จะรู้จักกับความเปลี่ยนแปลง”
แพรขนลุกซู่ “ใครเขียน?” ทุกคนมองหน้ากัน อิงลดาถอนหายใจ “เราเป็นคนปิดห้องสมุดคนสุดท้ายเมื่อคืน ไม่มีใครอยู่หลังเราแล้ว”
สายลมเย็นมาอีกครั้ง อิงลดาเริ่มเห็นเงาเด็กหญิงเดินผ่านช่องว่างระหว่างชั้น คุณภาพของอากาศเปลี่ยน กลิ่นดินเปียกและดอกไม้แห้งโชยมาเป็นพัก ๆ
ยศพยายามกลบเกลื่อน “ปลาวาฬในหนังสือวิทยาศาสตร์ดูหลอนกว่าเยอะ” แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่เงาดำในกระจก
“บางทีเราอาจดึงดูดบางอย่างเข้ามา…” แพรเอ่ยขึ้นเบา ๆ
คืนนั้นทั้งสี่คุยกันในแชทกลุ่ม เคนไม่ตอบแม้เพื่อนจะทักรัว ๆ อิงลดากดโทรหาแต่ไม่มีการรับสาย ยศทำกลุ่มเงียบไปด้วยสีหน้ากังวล
แพรอ่านโน้ตเก่าไปซ้ำ ๆ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คืนนี้ฝนไม่ตก มีแต่แสงจันทร์ส่องผ่านม่านหน้าต่างในห้องเงียบงัน
เช้าวันถัดมา กลุ่มเพื่อนพบว่าเคนหายตัวไป โทรศัพท์วางอยู่ข้างเตียงในหอพักของเขา ประตูล็อกสนิท แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาออกจากห้องได้อย่างไร
“เคนต้องอยู่ที่ห้องสมุดแน่ ๆ” แพรพูดเสียงกระซิบ น้ำเสียงเคร่งเครียด อิงลดากลืนน้ำลาย ยศตัดสินใจ “งั้นไปหาเดี๋ยวนี้เลย”
ขณะที่ทั้งสามวิ่งไปตามทางเดินสู่ห้องสมุด พวกเขาพบว่าสถานที่เต็มไปด้วยของตกแต่งแปลกตา เหมือนมีใครจัดใหม่รูปจันทร์เสี้ยวแฝงอยู่ตามชั้นหนังสือ
ในห้องสมุด เงาของเคนนั่งนิ่งอยู่สุดปลายโต๊ะใหญ่ เขานั่งหันหลังให้เพื่อน มือขยี้กระดาษโน้ต “อยู่คนเดียวมานาน รู้ไหมว่าอดีตมันกัดกินเราได้ยังไง?” เขากระซิบเบา ๆ
“เคน หันมาคุยหน่อย” เสียงแพรสั่น ยศกับอิงลดาเดินเข้าไปช้า ๆ เงาเด็กหญิงค่อย ๆ ปรากฏตรงมุมห้อง พวกเขาทำได้แค่ยืนดู
“เราผิดเอง…” น้ำเสียงเคนแตกพร่า “ถ้าไม่ย้อนกลับไปวันนั้น พ่อแม่คงไม่ต้องเลิกกัน”
เงาเด็กหญิงยิ้มบาง ๆ เข้ามาใกล้ ฝ่ามือเธอแตะบ่าของเคน เปลวแสงจันทร์ทาบลงกลางห้อง ทั้งห้องเงียบกริบ ยศกลืนน้ำลาย เสียงหัวใจเต้นเร่ง
“ดึงเขากลับมาสิ” อิงลดาจับมือแพร สบตากัน ทั้งคู่เดินเข้าไปแต่เงาเด็กหญิงกันไว้
“เคน นายต้องให้อภัยตัวเองก่อน!” แพรตะโกน ทั้งห้องสะท้อนเสียงนั้น เงาเด็กหญิงเหมือนเปลี่ยนเป็นควันหมอกจาง ๆ
เคนหายใจขัด “เราไม่กล้า…กลัวว่าถ้าปล่อยผ่านมา หัวใจเราจะว่างเปล่า”
“แต่นายจะไม่ว่างเปล่า เพราะเรายังอยู่” ยศพูดขึ้น แม้น้ำเสียงสั่นๆ
เด็กหญิงค่อย ๆ ถอยหลังไปในเงามืด เงาเธอกลายเป็นประกายแสงเล็ก ๆ โอบล้อมร่างเคน รู้สึกถึงการปล่อยวางและอบอุ่นหัวใจ
ในขณะเดียวกัน ใต้โต๊ะอ่านหนังสือ เศษกระดาษผุดขึ้นมาใหม่ “ขอบคุณที่ยอมรับอดีต ยินดีต้อนรับสู่แสงตะวัน”
เสียงถอนหายใจเฮือกเบาดังขึ้นในห้อง อิงลดายกมือเช็ดน้ำตา กลุ่มเพื่อนล้อมเคนไว้แน่น อดีตกับความกลัวกลายเป็นบาดแผลที่หายไปช้า ๆ
เมื่อเดินออกจากห้องสมุดในวันนั้น แสงแดดแรงกล้าทาบผ่านประตูหลัง เงาของทั้งสี่ทอดยาวบนพื้นไม้สายเก่า อิงลดากระซิบบอกกับแพร “บางอย่างมันไปแล้ว แต่เราเองก็ต้องเลือกให้อภัยตัวเอง”
แพรยิ้มจาง ๆ ตอบ “ใช่ ทุกคนต่างมีจุดอ่อน กลัวอะไรบางอย่างทั้งนั้น แต่ถ้าเรายืนข้าง ๆ กัน…ก็จะไม่ต้องกลัวอีกแล้ว”
ขณะทุกคนก้าวพ้นเงาประตู ภาพสุดท้ายที่หันกลับไป พวกเขาเห็นแสงจันทร์ในกระจกเบลอ เหมือนมีใครยืนโบกมือลาในความเงียบสงัด แต่อารมณ์อุ่นละมุนในคืนสุดท้ายของฤดูร้อนทำให้กลุ่มเพื่อนรู้ว่าชีวิตยังมีโอกาสเริ่มใหม่เสมอ