เสียงเงียบกลางป่าเหนือทะเลหมอก
เสียงรองเท้ากระทบกับโคลนฝาดังเบา ๆ ทุกครั้งที่หนึ่งกลุ่มวัยรุ่นห้าคนย่ำเท้าเข้าไปในป่าเหนือภูเขาหมอกขาว เพลิง หนุ่มรูปร่างสูงที่มักพูดจาตรงไปตรงมายืนจ้องแผนที่ในมือ แล้วถอนหายใจยาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะเมฆ ว่ามาเส้นทางนี้จะถึงที่หมายจริง?” เพชรสาวผมสั้นถาม หล่อนใช้มือปัดแมลงที่เกาะอยู่บนคอด้วยสีหน้าระแวง
เมฆ หนุ่มผิวเข้มดูนิ่ง ๆ เหลือบตามองเพชร เห็นเพลิงลีบตาก็พยักหน้า “ข้อมูลในสมุดบันทึกของปู่ฉันบอกทางนี้”
ปาล์ม สาวร่างเล็กคนเดียวของกลุ่มเดินก้มหน้า ซุกมือในกระเป๋าเสื้อกันหนาว “ขอให้ไม่มีอะไรประหลาดนะ ฉันขนลุกไปหมดตั้งแต่เหยียบหมอกตรงด่านเข้าแล้ว”
ฟ้า หนุ่มท่าทีขี้เล่นแต่แววตาคล้ายกำลังกดกลั้นความกังวล เดินมาตบบ่าปาล์มเบา ๆ “อย่าไปคิดมากดิ เดี๋ยวถึงจุดตั้งแคมป์ก็โอเคแล้ว”
ทุกคนหยุดเมื่อเพลิงเงี่ยหูฟังเสียง บางอย่างกรอบแกรบในพุ่มไม้ใกล้ทางเดิน “พวกนายได้ยินมั้ย?” เสียงเขาเบาหวิว
ความเงียบระหว่างกลุ่มความสงบที่เกือบตึงจนทุกคนใจเต้น สายตาทุกคู่ตวัดไปยังรอยแตกของหมอก เคลื่อนไหวไวเกินจะรู้แน่ชัด
“น่าจะกระรอก…” ฟ้าพูดเสียงขาด ๆ ห้อยไว้ด้วยความหวัง
แต่สีหน้าเมฆไม่ได้เปลี่ยน เขาล้วงสมุดบันทึกออกมาเปิดหน้าแผนที่ “ต้องถึงต้นไม้วิญญาณก่อนเย็น”
ความกดดันฉาบลงเมื่อยิ่งเดินลึก หมอกข้นขึ้นอย่างน่าแปลก ต้นไม้ใหญ่ที่แซมด้วยเถาวัลย์ครึ้มขึ้น กิ่งก้านเหมือนยื่นมาคล้องแขนเสื้อทุกคน
ในช่วงพักเที่ยง ทั้งห้ายกเป้ลงเพราะขาอ่อนล้า เพลิงยืนพิงต้นไม้ สายตามองเมฆอย่างสงสัย “นายอยากหาสิ่งนั้นจริงเหรอ?”
เมฆนิ่งงันอยู่อึดใจ “ฉันต้องรู้ว่ามีอะไรในอดีตปู่ซ่อน ปู่นายมักพูดเรื่อง ‘ขอบเขตแห่งเสียงเงียบ’ รู้ป่ะ?”
ปาล์มหันไปมองหน้าเพชรที่หลบตา “แต่ทำไมต้องลากเรามาด้วยล่ะ?”
“ถ้าฉันไปคนเดียว ฉันไม่กล้ามา” เมฆยิ้มจาง ๆ สีหน้ากล้ำกลืน
ทุกคนไร้คำพูดอีกพักใหญ่ ต่างคนต่างค้นหาอาหาร พอถึงบ่าย เมฆนำขบวนอีกครั้ง
หมอกจางลงชั่วคราวทำให้มองเห็นต้นไม้ยักษ์ปรากฏขึ้นกลางช่องเขา ใต้รากแผ่กว้างมีเงาดำไหววูบวาบ
ฟ้าแอบหันไปกระซิบกับเพลิง “นายเชื่อไหมว่าที่นี่มีผี?”
เพลิงย่นคิ้ว “สิ่งที่น่ากลัวกว่าผีคือคนเรานั่นแหละ”
เมื่อใกล้ค่ำแสงอาทิตย์โดนกลืนด้วยม่านหมอก เพชรลุกพรวดหลังได้ยินเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ