รอยกระซิบใต้หิมะ
รองเท้าบูทหนักๆ ทิ้งรอยเท้าลึกลงในผืนน้ำแข็งขุ่นขาวที่ปกคลุมเมืองเซ็นตกภายใต้หิมะไม่สิ้นสุด เสียงขูดของพลั่วเหล็กกล้าตัดผ่านความเงียบแว่วๆ ขณะผกาย—เด็กหนุ่มในเสื้อโค้ตสีมะกอก กระชับผ้าพันคอเก่าๆ แน่น เดินฝ่าอากาศเย็นจัดไปตามถนนเปลี่ยว เขามองดูบานหน้าต่างของบ้านเช่าริมถนนที่ด้านในไม่มีแสงไฟส่องออกมาเลยซักบานเดียว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าลืมล็อกประตูนะผกาย” เสียงชายสูงวัยเอ่ยจากบานประตูเหล็กดัด “คืนนี้อาจจะมีพายุเข้าอีก—”
เด็กหนุ่มเหลียวกลับ ขมวดคิ้วคำตอบเล่นคล้ายสวมหน้ากาก “ครับลุงยง แล้ว…ถ้าฟ้าใสขึ้น จะออกไปช่วยขุดหิมะหน้าร้านให้”
ลุงยงยกยิ้มจางๆ ดวงตาแก่ล้าเต็มไปด้วยรอยคิดถึง เขาไม่ตอบอะไรนอกจากมองผกายจนเดินพ้นรัศมีไฟถนน โคมไฟทุกดวงในเมืองนี้ล้วนมีสีนวลอ่อนแต่อยู่เหนือพื้นหิมะกลืนเสียงฝีเท้าให้จางจมไปกับความหนาวเหน็บ
ผกายแวะหยุดหน้าโทรศัพท์สาธารณะที่เพิ่งถูกลมพัดให้ประตูแกว่ง ตัวบูทส์เก่าๆ ถูกถูไปมาบนพื้นแก้วหิมะขณะเขาหย่อนเหรียญลง ตึง…ตึง… เสียงสัญญาณเรียกขาดหายดั่งลมหายใจขาดช่วง เด็กหนุ่มกำหมัดนิ่ง ริมฝีปากเงยขึ้นราวอยากพูดอะไรออกไป
มือที่เย็นเฉียบกดปุ่มวางสายในที่สุด “…พ่อ ยังอยู่ไหม…” น้ำเสียงมันเบาลงลมหายใจราวสายลมผ่านหน้าต่างไม้เก่า
ขณะกำลังเดินจากไป มีร่างหนึ่งเดินสวนเข้ามา ผมดำยาวปิดใบหน้าครึ่งหนึ่ง ใส่เสื้อคลุมสีแดง รีบตวัดผ้าพันคอขึ้นบังลมหิมะไว้แน่น
“ขอโทษค่ะ” เธอเอ่ย เสียงลมหายใจวูบหนึ่งทำให้ผกายชะงัก รู้สึกถึงความเงียบแปลกประหลาดในถ้อยคำ แล้วสาวผมนั้นก็หันมาสบตาหลังเขาเดินพ้น—ดวงตาของเธอคล้ายสะท้อนภาพผู้หญิงวัยเดียวกับผกายในอดีตที่ไกลเกินไขว่คว้า
หิมะโปรยหนัก เมืองทั้งเมืองเหมือนกำลังจมลึกลง ความหนาวค่อยๆ บีบรัดจากปลายนิ้วสู่หัวใจ ผกายกลับเข้าบ้านเช่าห้องเล็กที่เต็มไปด้วยฝุ่นและร่องรอยอดีต เขาถอดเสื้อโค้ตโยนลงเก้าอี้ไม้ ดึงกล่องเหล็กเก่าออกจากใต้เตียงเปิดดูซองจดหมายเก่า ๆ ราวกับหาเบาะแสบางอย่าง ในห่อกระดาษจ่าหน้าชื่อ ‘ริน’ เนื้อหาสั้น ๆ แต่ลายมือหวั่นไหวเหมือนผู้เขียนสั่นเมื่อจรดปากกา
เวลาผ่านไปอย่างหนักอึ้งในความเงียบ เสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ หน้าประตูห้องทำผกายสะดุ้ง มือเขากุมกล่องแน่น ประตูไม้เก่าสั่นดังเอี๊ยด ก่อนเสียงฝีเท้าข้างนอกเดินห่างไปช้า ๆ
“ใคร?” ผกายกระซิบกับความมืด ทั้งที่รู้ว่าคงไม่มีใครตอบ
รุ่งเช้า เมืองยังจมในม่านหิมะ บรรยากาศเวิ้งว้าง ผกายเดินไปยังตลาดเล็กกลางเมือง หวังเรียนรู้ข่าวสารจากพ่อค้าวัยกลางคนที่เรียกว่า “พี่เหน่ง”
“เมื่อคืนได้ยินเสียงแปลกๆ ไหม?” เสียงผกายถามขณะหยิบแอปเปิลแห้งขึ้นดู
ใบหน้าพี่เหน่งเคร่งขรึมกว่าปกติ “เมื่อคืนมีเด็กผู้หญิงหายไปอีกคน ชื่อแก้ว ลูกสาวเจ๊สมนึก—” เขาหยุดพูด เหลือบตาไปยังกลุ่มคนที่ยืนเงียบกริบอยู่มุมหนึ่ง
ผกายหน้าซีด มือหลุดแอปเปิลลงพื้น “มันเกิดขึ้นอีกแล้วเหรอ?”
พี่เหน่งพยักหน้าเงียบ—แต่สายตาเหมือนบอกมากกว่าคำพูด ผกายกลืนก้อนสะอื้นที่เกาะในลำคอ กระเป๋ากล่องเหล็กแน่นขึ้นกว่าเดิม
หิมะยังคงโปรยอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เด็กหนุ่มเดินลัดเข้าสู่ตรอกเล็ก ๆ ด้านหลังตลาด ผ่านหัวมุมแห่งเสียงนกหวีดดังของสถานีตำรวจ ราวกับเสียงนั้นไล่ล่าตามเขามาตลอดทาง
ทางเดินเล็กนำนำไปสู่โรงหนังเก่าที่ปิดเงียบมานาน ประตูไม้ถลอกถูกตรึงด้วยโซ่ขึ้นสนิม ผกายยืนมองเหมือนไม่กล้าเข้าใกล้ ก่อนที่เสียงกรอบแกรบจากหลังโรงหนังจะดังขึ้น
“แอบมาทำอะไรแถวนี้?” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นต่ำจากเงามืด เธอคือ ‘ฤดี’ สาวร่างเล็กแต่สายตาแข็ง เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็กซึ่งตอนนี้ห่างเหินไปเพราะต่างแบกเศษชิ้นส่วนอดีตไว้คนละแบบ
“กำลังจะกลับ หิมะเริ่มแรง” ผกายตอบเสียงช้า ๆ พลางหลบสายตา ฤดียิ้มยั่วเย้าแต่แฝงร่องรอยหยามตน “หรือจะตามหาอะไร?”
ผกายชะงัก มุมปากกระตุกราวลังเล สิ่งที่ติดค้างในใจเขาไม่กล้าออกเสียง “เมื่อคืน—มีคนหายอีก”
ฤดีถอนใจ “พวกเราไม่มีทางรอดหรอก ผกาย นายรู้ไหม?”
สายตาพวกเขาสบกันในความมืดขุ่นมัว อากาศแช่แข็งความหวังและปล่อยให้ความกลัวถูกขุดลึกอยู่ภายใน
เสียงกุกกักดังจากในโรงหนัง พวกเขาหันขวับ ฤดีคว้าแขนผกายทันที “อย่า!”
แต่ผกายดึงแขนตัวเองออก จ้องเขม็ง “ต้องเข้าไปดู”
ฤดีซิบน้ำลายด้วยความกังวล “เราไม่ควรยุ่งกับความลับพวกนั้น นายรู้ไหม?”
“ตอนรินหายไป เราก็เงียบ ทีนี้ใครยังเหลือถ้าเราเงียบ?” เสียงเด็กหนุ่มแผ่วเบาหนักแน่น
ฤดีก้มหน้าขยับริมฝีปากคล้ายพูดอะไรแต่ไร้เสียง ยังไงสุดท้ายฤดีก็เดินตามหลังผกายเข้าไปในโรงหนัง
ภายในเงียบแทบจับใจ พวกเขาส่องไฟฉายจากมือถือสะท้อนไปยังแถวเบาะหนังขาดๆ พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดยาวทุกก้าว พื้นเวทีหน้าโรงหนังเต็มไปด้วยรอยเท้าเล็กจางๆ จมหายไปกับหิมะชื้นที่เข้ามาได้อย่างไร
ผกายย่อตัวแตะรอยเท้า สัมผัสเย็นวาบชวนขนลุก รอยเท้ามุ่งหน้าไปยังผนังหลังโรงที่เคยติดจอขนาดใหญ่ได้จางลง เจือกลิ่นสนิมและกลิ่นดินเปียกฤดูหนาว
“นายคิดยังไงกับหิมะนี้?” ฤดีถามขึ้นเบาๆ คล้ายกระซิบใกล้หู
“มันหนาหนักเกินไป หลายปีแล้วไม่เคยละลาย นี่มัน…ผิดธรรมชาติ” เสียงผกายกลืนความกลัวไว้ลึกสุดหัวใจ
“ฉันว่ามันเป็นคำสาป” ฤดีพูดเบาหวิว สะกิดใจผกายอย่างแรง ทำให้เขานึกย้อนไปยังตอนรินเพื่อนสนิทหายตัวไป—ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียงลา เหลือเพียงจดหมายฉบับนั้น
ไฟฉายสะท้อนวัตถุลูกกลมอยู่ที่มุมผนัง ผกายเดินเข้าไปยกกล่องเหล็กเล็กๆ ที่ฝังกลางกองหิมะ มันเหมือนกล่องของตัวเองเป๊ะ เขาเปิดออกอย่างลังเล กลิ่นเก่า ๆ และชิ้นส่วนตุ๊กตาไหม้ประหลาดวางอยู่ ข้างในมีเศษกระดาษเขียนถึงใครบางคนว่า ‘ให้อภัยฉันด้วย’ ด้วยลายมือหวั่นไหว
สายลมปะทะหน้าต่างพัดเอาหิมะปลิวเข้า—ผกายหันขวับ เมื่อแสงไฟเฉียดผ่านเบาะแถวสุดท้าย ปรากฏเงาใครบางคนเคลื่อนไหวช้า ๆ ร่างนั้นหันหน้ามา ดวงตาสีเทาหม่นไร้ความรู้สึก มองตรงมาที่พวกเขา
ฤดีดึงแขนผกายถอย “รีบไป!”
ประตูโรงหนังปิดเองกระแทกดัง พวกเขาวิ่งไปหลังเวที พยายามออกจากประตูหนีไฟแต่ประตูติดแน่นเกือบเปิดไม่ออก ในที่สุดหลังควานหากุญแจนาน พวกเขาก็ฝ่าออกมาได้ท่ามกลางหิมะที่หนาเป็นพิเศษตรงจุดนั้น
ภายนอกอากาศยังเย็นลงกว่าเดิม เงาคนที่พบกลับไม่เดินตามออกมา ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเบาๆ คล้ายสายลมวูบหนึ่งในหู
หลังเหตุการณ์นั้น ผกายกับฤดีสืบเสาะเรื่องราวของเด็กผู้หญิงหายตัว พวกเขากลับพบว่าตระกูลใหญ่แห่งเมืองเซ็นตกมีความเกี่ยวพันลึกกับการกักขังความทรงจำและคำสาปหิมะ ฤดีตั้งข้อสังเกตจากสมุดบันทึกเก่าในห้องสมุดเมือง “ทุกปีเด็กหญิงวัยสิบสามจะหายไปอย่างน้อยหนึ่งคน แล้วบทบันทึกถูกลบทิ้งหมด…ใครลบ?”
“อาจเป็นใครสักคนที่กลัว…ความจริง” ผกายตอบในลำคอ มือกุมคอเสื้อแน่น
ขณะสองคนเดินออกจากห้องสมุด ตำรวจประจำเมืองปรากฏตัว “มีเรื่องอะไรต้องแจ้งไหมพวกหนู?” น้ำเสียงเยือกเย็นและรอยยิ้มบาง ๆ ของสารวัตรสุรเชษฐ์ ทำให้ผกายขยับตัวเหล่ไปมองฤดี สัมผัสถึงอันตรายที่ไม่กล้าพูดออกมา
ฤดีชักสีหน้า “เปล่าค่ะ แค่คุยเรื่องการบ้าน”
ผกายพยักหน้าเสริม “ใช่ เราต้องรีบกลับบ้าน”
“ระวังตัวกันด้วยนะ” สารวัตรพูดช้า ๆ แววตาเหมือนกำลังชั่งใจบางอย่าง …
กลางดึกคืนนั้น ผกายฝันเห็นริน เพื่อนรักที่หายตัวไปเดินอยู่กลางทะเลสาบน้ำแข็ง เบื้องหลังเต็มไปด้วยเสาไฟเก่าโค้งงอ เหมือนจะแตะตัวเธอได้แต่กลับโดนหิมะดูดร่างเข้าไป เขาตื่นขึ้นพร้อมน้ำตาเปียกหมอน
เขานั่งมองแสงไฟลอดหน้าต่างอยู่เงียบ ๆ ลมหายใจขาดห้วง คำพูดหนึ่งผุดขึ้นในหัวว่า “ให้อภัยฉันด้วย” และรู้สึกเหมือนฆาตกรรมกับการทรยศแฝงอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นที่ห่อหุ้มเมืองนี้
รุ่งเช้า ผกายตัดสินใจขุดหิมะรอบโรงหนัง เขาและฤดีเจอซากตุ๊กตาผ้าเก่าในขวดแก้ว ฝังอยู่ลึกใต้ดินแข็งพร้อมโน้ตข้อความถึงเด็กชายที่ชื่อผกาย ‘เมื่อแก้วแตก ทุกอย่างจะคืนสู่เดิม’
“รินคือคนแรกที่หายไป และฉัน…” ฤดีพูดไม่ออก น้ำตาซึมออกมา “ตอนนั้น ฉันเห็นอะไรบางอย่าง แต่ไม่กล้าบอกนาย…ฉันกลัว”
ผกายยื่นมือไปแตะไหล่ฤดี “ถ้าเราต่างให้อภัยกันได้ บางที…อาจถึงเวลาที่ต้องเลิกซ่อน”
ขณะทั้งสองเผชิญหน้าความกลัวในใจตัวเอง ผกายตัดสินใจไปเยือนบ้านร้างของริน เขาเปิดประตูไม้เก่าที่เคลือบน้ำแข็งหนาทึบ กลิ่นหอมของขนมปังเก่าสะกิดใจราวกับเสียงหัวเราะของรินดังขึ้นช้าๆ ภาพวัยเด็กฉายวูบรอบห้อง—เขากับรินซ่อนของ เล่นกันในวันที่หิมะยังไม่กลืนทุกอย่าง
ฤดีเดินตามเข้ามา “นายคิดว่าเราจะเจออะไร?”
“บางที…ความจริงที่เราไม่อยากเห็น” ผกายกัดฟัน
พวกเขาพบกล่องขนาดใหญ่ใต้พื้นไม้ ผกายลังเลแต่ตัดสินใจเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยจดหมายขอร้องให้หยุดการกักขังเด็กๆ และรูปถ่ายเด็กหญิงในชุดแดงยืนนิ่งอยู่ข้างโรงหนัง
เสียงฝีเท้าขึ้นบันไดดังมาเรื่อยๆ สารวัตรสุรเชษฐ์ปรากฏในเงามืด “หนีไม่ได้หรอกผกาย อย่าสร้างปัญหาอีกเลย”
ผกายสบตาสารวัตร “ผมไม่หนี ผมต้องการความจริง!”
เสียงขู่ต่ำค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน เหมือนเสียงผู้หญิงหลายคนทับซ้อนในห้องหนาวอับมืดมิด ผกายกับฤดีใช้ความกล้าเผชิญหน้ากับอดีต เล่าสิ่งที่เห็นในอดีตคืนวันนั้นกับสารวัตร เสียงร้องนั้นค่อยๆ แผ่วลงเมื่อพวกเขายอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองและให้อภัยกัน
ผลึกหิมะนอกหน้าต่างเริ่มหลอมละลายทีละน้อย เมืองเซ็นตกกลับคืนมาแว่วเสียงหัวเราะเด็ก ๆ อีกครั้ง ผกายหยิบกล่องเหล็กขึ้น โอบฤดีไว้แน่น ทั้งน้ำตาและรอยยิ้มเต็มไปด้วยความกล้าสู้ต่อในอดีตและอนาคตข้างหน้า
ในกองหิมะสุดท้าย ผกายปล่อยเศษตุ๊กตาผ้าและคำขอให้อภัย ไหลไปกับสายลมเย็น …ภาพเด็กหญิงในเสื้อแดงค่อย ๆ จางหาย กลายเป็นเสียงกระซิบสุดท้ายในหิมะ “ขอบใจ…ที่ไม่ลืม”