กลางหิมะร้าวราน
หิมะบดบังขอบฟ้าในเช้าวันนั้น ท้องถนนในเมืองเอลูนาแทบไร้ผู้คน เสียงใบพัดรถกวาดหิมะห่าง ๆ เป็นเพียงเสียงเดียวที่แข่งกับความเงียบราวหลุมดำ เมื่ออินทัช เด็กชายวัยสิบหกสะพายกระเป๋าสีซีดเดินฝ่าหิมะแข็งตรงไปยังโรงเรียนมัธยมปลายเพียงแห่งเดียวของเมืองทั้งที่ยังง่วง เขานิ่งขรึม ตาแดงเพราะนอนไม่พอ ใจลึก ๆ คิดว่าอะไรบางอย่างจะเปลี่ยนไปจากเดิมในเร็ววันนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูโรงเรียนแคบเหมือนซ่อนโลกอีกใบไว้ด้านหลัง เสียงรองเท้าหิมะก้าวย่ำกรวดดังสั้น ๆ อินทัชเดินผ่านป้ายประกาศที่แผ่นหนึ่งแกว่งไกวลม—ช่องว่างระหว่างชื่อ “กวิน” กับคำว่า “ขอความร่วมมือ” บ่งบอกว่ามีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล
เพื่อนสองคนของเขายืนอยู่ข้างรั้ว ท่าเหมือนรออะไรบางอย่าง รัตน์ ผมหยักศกขมวดคิ้ว ใช้มือปัดหิมะออกจากปกเสื้ออย่างกระวนกระวาย “มึงว่า วันนี้จะมีใครพูดถึงกวินอีกมั้ยวะ”
อานนท์ สวมหมวกไหมพรมเกือบคลุมตา คำพูดต่ำเบา “ถ้าแม่กวินมาอีกก็น่าจะ…แต่ครูคงอยากปิดเงียบมั้ง กวินมันหายไปสามวันแล้วนะไอ้ทัช”
อินทัชทำท่าไม่สน แต่ฝ่ามือที่กำสายสะพายแน่นจนข้อนิ้วขาว “กูก็…ไม่รู้จะช่วยยังไงว่ะ”
เสียงกริ่งดังขึ้น นักเรียนแยกย้ายเข้าอาคาร อินทัชหันหลังให้ป้ายประกาศ เรื่องราวจริงจังในเมืองเล็ก มักถูกกลืนราวกับไม่มีวันสำเร็จโทษใคร
คาบแรกครูให้นั่งสมาธิทั้งห้อง อินทัชจับเสียงรองเท้าครูเดินวนไปมา เขาเหลือบมองอานนท์ที่ลอบถอนหายใจ จู่ ๆ รัตน์ขยับเอ่ยโดยไม่หันหน้า “มึงยังเชื่อว่ากวินแค่ไปเที่ยวงั้นเหรอ…”
อินทัชยังคงนิ่ง “อย่าเพ้อเลยรัตน์…มันฝันเฟื่องจะออกจากเมืองนี่ตลอด นี่แหละโอกาสของมัน” ความเย็นในเสียงนั้นซ่อนความเจ็บปวดและความกลัวว่าเรื่องจะไม่จบง่าย ๆ
คาบถัดไป ครูใหญ่เดินเครียดเข้ามา นักเรียนต่างเก็บเสียง ครูมองไปรอบห้อง “หากใครรู้เบาะแสเกี่ยวกับกวิน ช่วยแจ้งครูด้วยนะครับ อย่ามองข้ามเรื่องนี้ เพราะครอบครัวเขาเป็นห่วงมาก”
สายตาทุกคู่หันมาที่ทั้งสาม อินทัชหุบปาก ปลาใหญ่ในน้ำแข็งที่ไม่อยากให้ใครจับได้ว่าเขารู้ความลับอะไรซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของกวินวันสุดท้าย
กลางวันอากาศขุ่นมัว เมฆครึ้มขั้นหิมะทวีความหม่น เพื่อน ๆ ในโรงอาหารนั่งห่างกัน ต่างพูดคุยกันเบา ๆ รัตน์พรูลมหายใจ “ถ้าพวกเราช่วยกันลงมือเองล่ะ ทัช มึงพร้อมไหมถ้าต้องไปหากวินจริง ๆ ?”
อินทัชสบตาเพื่อนนิ่ง ๆ “ก็ได้…แต่ถ้าเรื่องมันเลยเถิด พวกมึงอย่ากล่าวหากูทีหลัง”
อานนท์เงียบ พยักหน้าอย่างตัดสินใจ เด็กสามคนจับมือกันใต้โต๊ะสั่น ๆ ต่างไม่รู้ว่าใจตนเองกลัวอะไรมากกว่าระหว่างหิมะ หรือต้นเหตุการหายไปของเพื่อน
หลังเลิกเรียน ทั้งสามมองแสงสีส้มอ่อนสาดสะท้อนหิมะขาวเป็นประกาย จุดมุ่งหมายแรกคือบ้านร้างข้างบ่อน้ำแข็งที่ว่ากันว่าเป็นที่ซ่อนใหม่ของวัยรุ่นเมืองนี้ รัตน์ติดปัญหาที่บ้านเพราะพ่อขี้เมา ด่าเสียงลั่น “กูออกหัวค่ำไม่ทันหรอก พ่อกูจ้องจะหาเรื่อง” อานนท์ชูมือถือ “แต่ถ่ายรูปบ้านนั่นไว้ได้นะ ถ้ากวินกลับมาติดต่อเราหละก็…”
อินทัชคิดหนัก “คืนนี้ มึงกล้าไหมถ้าเราบุกบ้านร้างจริง ๆ ?” รัตน์ขานเสียงแข็ง “กล้า แต่กูไม่อยากหนีปัญหาที่บ้าน พ่อกูแม่ง…” เสียงเขาสั่น อินทัชหลบตา ไม่พูดเรื่องบ้านตัวเอง ความเงียบกดอึดอัดติดค้างในอากาศ
เวลาโพล้เพล้ อินทัชฝ่าลมหนาวกลับบ้าน ห้องเช่าชั้นสองมีแม่ป่วยนอนบนเตียง หญิงวัยกลางคนพยายามลุกขึ้น “อิน ไหวมั้ยลูก กลับมาช่วยแม่ได้ไหม” อินทัชวางกระเป๋า เบือนหน้าไปทางหน้าต่าง เขานิ่งสงบ แต่ใต้สีหน้าสงบมีความกลัวจะต้องสูญเสียมากกว่าเดิม
ขณะจ้องไปนอกหน้าต่าง มือเขาสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เจอกระดาษเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือของกวิน “คนเราต้องกล้าเผชิญหน้าความกลัว ถึงจะโตจริง” อินทัชกลืนน้ำลาย เม้มปากอ่านซ้ำ
กลางดึก หิมะตกแรงขึ้น เสียงบ้านข้างบันไดดัง อินทัชตื่น ใจสั่นกลัวเข้านอนไม่หลับ ลุกขึ้นหยิบมือถือเปิดข้อความคุยกับรัตน์ และอานนท์ “มึงยังตื่นไหม คืนนี้เราเริ่มหากวินกันเลยดีกว่า”
รัตน์ตอบช้า ๆ “กูรอหน้าบ้าน” อานนท์เพิ่งออนไลน์ “แม่กูป่วย กูขอเวลา” อินทัชขบฟัน แน่วแน่ต้องการให้เรื่องนี้จบลงสักที
กลางคืนทั้งสามนัดเจอกันที่หัวมุมถนน หิมะขาวนวลสะท้อนโคมไฟ รัตน์สวมเสื้อกันหนาวตัวหนา อานนท์ลูบมือถือในกระเป๋า อินทัชเดินนำ กลั้นใจ ขาทั้งสามคู่เหยียบย่ำฝ่าหิมะไปทางบ้านร้างที่เงียบสนิท
ทุกย่างก้าวในหิมะแข็งแกร่งสะท้อนเสียงหัวใจ อินทัชเงี่ยหูฟัง เห็นหน้าต่างบ้านร้างเปิดแง้ม ข้างในมืดสนิท อานนท์กระซิบ “เราเข้าไปจริง ๆ เหรอ…ถ้ามีคนอยู่ล่ะ?”
รัตน์ฝืนขำ “กลัวเหรอวะ กูขยะแขยงเวลาอะไรเงียบ ๆ แบบนี้” อินทัชล้วงไฟฉายจากกระเป๋า ส่องแสงเข้าไป ห้องด้านในว่างเปล่า เตียงผ้าใบขาดรุ่งริ่ง กระป๋องเบียร์วางเกลื่อน
บนพื้นใต้หน้าต่างมีรอยเท้าจาง ๆ ลากยาวไปที่หลังบ้าน อินทัชหมอบลงสัมผัส “รอยเท้าใหม่ นี่ฝีมือใคร ส่วนสูงเท่ากวินเป๊ะเลย”
รัตน์โพล่ง “จริงเหรอ มันอาจยังอยู่ใกล้นี่ก็ได้ ตะโกนเรียกดีไหม” อานนท์สะกิดเบา ๆ “อย่าเสียงดัง…ถ้ามีใครอยู่ข้างในจริง เขาอาจไม่อยากให้คนอื่นรู้”
แสงไฟจากถนนสาดสะท้อนหน้าต่างพร่ามัว รูปบนฝาผนังบ้านร้าง—เด็กชายสี่คนยืนยิ้ม—เตือนความหลัง ทุกคนตกใจ อินทัชถ่ายรูปเก็บไว้ “นี่คือบ้านที่กวินพูดถึงวันนั้น…”
มือถืออานนท์สั่น แม่เขาโทรตามกลับบ้าน “ขอโทษ กูไปต่อไม่ได้จริง ๆ แม่นอนอยู่โรงบาลคนเดียว กู…” เขาเสียงแตก รัตน์พยายามหน้านิ่งแต่ตาวูบไหว อินทัชไม่พูดอะไร จ้องพื้นหิมะนิ่ง
คืนถัดมา บรรยากาศในโรงเรียนหนักอึ้ง ครูประกาศให้ทุกคนหยุดพูดถึงเหตุการณ์ของกวิน ทุกอย่างถูกยัดเข้าเงียบงัน อินทัชฝืนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความผิดที่แบกอยู่ รัตน์โวยขึ้นกลางชั้นเรียน “ถ้าเราแค่เงียบจะหาเจอเหรอ!” เสียงเขาแฝงน้ำตา ศิษย์คนอื่น ๆ เงียบกริบ
เพื่อนหญิงคนหนึ่งโพล่ง “แล้วถ้าคนที่เป็นเพื่อนไม่กล้าช่วยเองล่ะ เราต้องทำยังไง!” อินทัชสบตาหลบ เพียงเห็นสายตาครูเหนื่อยล้า
ระหว่างพัก รัตน์ลากอินทัชไปมุมถนน “มึงปิดอะไรอยู่ เรื่องคืนสุดท้ายนั้นน่ะ มึงเห็นอะไรกันแน่” อินทัชกัดฟัน ตาแข็ง “กูแค่…มันขอร้องว่าห้ามบอกใคร ไว้ใจกู…แต่กูก็ไม่ช่วยอะไรเลย” รัตน์สะอึกเงียบ อินทัชเม้มปาก ไม่ให้ตัวเองร้องไห้
อานนท์ตามมาสมทบ เงียบสักพักก่อนพูดเบา ๆ “ถ้าพวกเรายังทะเลาะกันจะเจอกวินยังไงวะ…กูขอโทษที่ไม่กล้าเดินไปให้ไกลกว่านั้น”
รัตน์พูดเสียงเครือ “กูไม่โกรธมึงหรอก เราทุกคนแม่งโคตรขี้ขลาด” ทุกคนหัวเราะในความสิ้นหวัง อินทัชขึ้นเสียง “แต่เราต้องเปลี่ยนได้สิ! มึงจำได้มั้ย กวินบอกว่าการกล้าเผชิญหน้าความกลัวคือวิธีเดียวที่จะโตจริง…ถ้าไม่ช่วยกัน เราจะต่างจากผู้ใหญ่ที่โกหกอะไรไว้ในเมืองนี้ได้ไง”
รัตน์ยิ้มแหย “กุญแจบ้านของกวิน พี่มันให้กูไว้ ลองเข้าไปค้นห้องมันดูมั้ย เผื่อเจออะไรที่พูดถึงวันนั้น” อินทัชพยักหน้า ทั้งสามเดินฝ่าหิมะขาวไปยังบ้านของกวิน
บ้านเงียบราวเวลาหยุดนิ่ง อินทัชเปิดลิ้นชักเจอสมุดวาดรูปเล่มเล็ก ภาพแต่ละหน้าคือกลุ่มเพื่อนสี่คนในหิมะ รอยขีดเขียนสุดท้ายสะดุดตา—ภาพกวินกำลังเปิดประตูออกไปในหิมะ ด้านหลังมีเงาร่างผู้ใหญ่ร่างสูงยืนอยู่
อานนท์เอ่ยเบา ๆ “นี่มันพ่อกวินรึเปล่า…รู้สึกว่าครั้งสุดท้ายเห็นเขามีปัญหาอะไรกัน” อินทัชคิดหนัก “ไม่มีใครพูดถึง ที่บ้านมันเหมือนปิดรอยร้าว”
ขณะที่อานนท์กำลังถ่ายรูปหลักฐาน เสียงเปิดประตูดังลั่น ทุกคนสะดุ้ง พ่อของกวินยืนขวางทาง ดวงตาเขามัวหม่น “พวกมึงเข้ามาทำอะไรในบ้านกู”
อินทัชอึกอัก ตอบเสียงสั่น “พวกเราแค่อยากช่วย…อยากรู้ว่ากวินอยู่ที่ไหน” พ่อกวินจ้องตานาน ไม่พูดอะไรสักพัก ก่อนหันเดินหายขึ้นชั้นบน ทิ้งกลุ่มเด็กไว้ในบ้านวังเวง
ทั้งสามเลือกไม่พูดต่อ กลับออกบ้าน ฝ่าหิมะเงียบไปตามตรอก ซบหัวใจหนักอึ้งด้วยความจริงว่าเรื่องนี้ซับซ้อนเกินคาด
เย็นวันต่อมา ต่อมทะเลาะกันด้วยเรื่องความกลัวต่าง ๆ อินทัชปะทะกับแม่ที่บ้าน เธอร้องไห้ขอร้องให้ลูกหยุดเสี่ยง อินทัชโกรธ “แม่ไม่เข้าใจหรอก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเพื่อน ผมคงอยู่ด้วยความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต” แม่สำลักน้ำตา เขาเดินออกจากห้องทั้งน้ำตาไหล
รัตน์ยืนรออยู่นอกหน้าต่าง “ไหวไหมวะ มึงดูแย่” อินทัชตอบไม่สบตา “ถ้าเราไม่เจอกวิน…กูคงโทษตัวเองไม่เลิก” รัตน์มองเพื่อนเหมือนเข้าใจ “งั้นทำจนสุด มึงพร้อมยัง”
คืนสุดท้าย อินทัช อานนท์ และรัตน์กลับมาบ้านร้างอีกครั้ง คราวนี้ในมือมีสมุดวาดภาพ และกระดาษลายมือกวิน อินทัชส่องไฟไปตามรอยเท้าเก่าบนหิมะ พบเศษเสื้อผ้าเด็กติดใต้แผงไม้
เสียงร้องของสุนัขจรจัดดังจากหลังบ้าน อินทัชเดินไป พบกระเป๋าเป้สีฟ้าเปื้อนเลือดวางอยู่ อานนท์ร้องเสียงเครือ “นี่มัน…กวิน…”
ในความตกใจ ทั้งสามพยายามรวบรวมความกล้า อินทัชหยิบโทรศัพท์จะโทรแจ้งตำรวจ รัตน์จับมือไว้ “เดี๋ยว ก่อนแจ้งอะไร ต้องแน่ใจก่อนว่ากวินไม่ได้แค่หนีหรือ…” อานนท์ร้องไห้สะอึกสะอื้น “กูขอโทษ กูไม่น่าทิ้งเพื่อนไว้วันนั้นเลย”
อินทัชชะงัก น้ำตาหลั่งเงียบ ๆ “ทุกคนผิด แต่เราต่างก็กล้าเลือกทางแบบเพื่อนเราครั้งนั้นไม่ได้ ต่างก็เลือกความปลอดภัยแทน”
ไฟฉายสาดไปเจอซองจดหมายตกอยู่ในกองใบไม้ ข้างในซองมีโน้ตเขียนด้วยลายมือสั่น “ขอโทษ ที่ผมหนีเอง ผมอยากลองดำเนินชีวิตใหม่ อยากพิสูจน์ว่ายังรอดได้ในโลกที่ไม่มีใครสนใจจริง ๆ”
ทั้งสามยืนเงียบ อินทัชอ่านเนื้อความช้า ๆ จนหมด เขาทรุดลงนั่งกับหิมะ ลมหายใจขาดห้วงอึดอัด รัตน์พูดเบา ๆ “ความจริงมันเจ็บกว่าที่มึงคิดไหม”
อินทัชมองเพื่อน น้ำเสียงสั่นระคนโล่งใจ “มึงว่า…ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ กูจะอยู่กับกวินในคืนสุดท้ายนั้นไหม”
อานนท์จับไหล่อินทัชแน่นๆ “เราโตแล้ว…ปัญหาบางอย่างเราแพ้กับมันได้ แต่ไม่ควรหนีมันเหมือนเดิมอีกแล้ว”
รัตน์ถอนหายใจยืนนิ่ง “กูขอโทษที่โทษมึงกับอานนท์มาตลอด ที่จริง…กูกลัวเหมือนกัน กลัวจะสูญเสียความสัมพันธ์ของเราทั้งหมด”
อินทัชยิ้มบาง ๆ น้ำตามันหยดหนึ่ง “เราเลือกได้แค่เดินหน้าต่อ แม้หิมะจะขาวโพลน มันก็มีรอยเท้าที่เราทิ้งให้จำ”
แสงอาทิตย์บางเบาช่วงเช้าผ่านราวริมหน้าต่าง เมืองหิมะยังเหมือนเดิม แต่ชีวิตในใจทั้งสามเปลี่ยนไป พวกเขาเดินเคียงข้างกันสู่โรงเรียน – ไม่ใช่เพื่อไขปัญหาอีกต่อไป แต่เพื่อยอมรับความจริง ยกโทษให้ตัวเอง และเริ่มต้นเติบโตบนหิมะที่ยังมีรอยร้าวแต่ก็สวยงามไปอีกแบบ