กลางเกาะหมอก: ความลับสีขาวและคำสาปของเสียงกระซิบ
เรือไม้ที่คลื่นกัดเซาะไถลครูดกับหาดกรวดบนเกาะลึกลับ เปรมมินทร์หรือที่เพื่อนเรียกกันว่า “เปรม” โผล่ขึ้นจากน้ำทะเล สีหน้าของเขาฉายแววกังวล ลมหายใจหนัก ใจยังเต้นรัวขณะเหลียวมองรอบตัว หมอกขาวหนาแน่นปกคลุมจนไม่เห็นขอบฟ้า มีเพียงต้นปาล์มตายซาก ไม้แห้ง กับเสียงนกแปลกๆ ที่ไกลลิบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังตามมา อ้นเพื่อนสาวผมหยิกที่หนักแน่นแต่ซ่อนคาใจมากมาย ยืนกอดตัวเองแน่น เธอขมวดคิ้วใส่เปรม “นี่มันที่ไหนกันแน่ นายขับเรือเลยเกาะหลักไปตั้งไกล!” เธอยืนหอบ โกรธแต่กลัวเกินจะพูดอะไรมาก
เค เลขาเด็กนักเรียนที่ดูไม่เคยกลัวอะไร ใส่แว่นตวงวันรุ่งขึ้นเสมอ ชะโงกหน้ามาจากท้ายเรือ “ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน พวกเราต้องหาทางออกจากตรงนี้”
ซอล ผู้ชายรูปร่างผอมหน้าเรียบเฉย แววตาเหมือนยอมจำนนต่อชะตากรรมตั้งแต่ต้น เขานั่งนิ่ง เอามือสัมผัสทรายเปียกเหมือนจะยืนยันว่านี่คือของจริง
เปรมสบตาซอล ก่อนจะกลืนน้ำลายและพูดเบาราวกลัวมีใครได้ยิน “มีใครเห็นฝั่งที่เรามาหรือเปล่า? เรา… ควรจะตามหาคนหรือสัญญาณอะไรสักอย่าง”
สวนกลับมาด้วยความเงียบ อ้นกัดปาก สีหน้ากังวล “นายขับเรือผิดหรือเปล่า เปรม…”
เปรมถอนหายใจ “ขอโทษ ฉัน… ฉันอยากไปชมธารหมอกเฉยๆ ไม่คิดว่ามันจะหายไปหมดแบบนี้”
เคแทรกขึ้น “หยุด! คือเรามีเวลาน้อยนะ ทะเลขึ้นเร็ว ถ้าหาแหล่งน้ำไม่เจอ เราก็แย่ รีบเดินสำรวจกันเถอะ”
ทั้งสี่เดินลัดเลาะผ่านป่าโปร่งที่ถูกหมอกกลืนกิน ทีละก้าวทีละอึดใจ เสียงบางอย่างดังแว่วในหมอก ลมหายใจทุกคนดังออกมาชัด
“มีใครได้ยินเสียงเหมือนกระซิบมั้ย” อ้นพูดเสียงสั่น
ซอลหยุดเดินทันที “เสียงอะไรก็ไม่รู้ เหมือนมีใครมองเราอยู่”
เปรมมินทร์แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “อย่าคิดมากน่า ไม่มีอะไรหรอก แค่ลมมั้ง…”
เคขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่ลม นายจะทำอะไร จะตะโกนทักผีเหรอเปรม?”
บรรยากาศโอบล้อมด้วยความเงียบ ต่างคนต่างเดินต่อด้วยความอึดอัด หมอกลอยต่ำจนสัมผัสผิวหน้าได้ ฝันร้ายเริ่มคลืบคลานเข้าสู่จิตใจทีละน้อยโดยไม่มีใครเอ่ยถึง
เมื่อถึงโพรงต้นปาล์มใหญ่ เกือบจะเที่ยงแล้ว พวกเขาพบกระท่อมหินเก่า มุงหลังคาด้วยใบไม้ฉีกขาด อ้นเดินนำกลุ่มไปช้าๆ ขณะที่มือจับมือเปรมไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว
เปรมมินทร์ยื่นมือจะเปิดประตูไม้ผุ แต่หยุดดื้อกลางคัน หันมาเหลือบตาใส่เพื่อน ๆ “เข้าไปกันไหม?”
ซอลยักไหล่ “ไม่เห็นมีทางเลือก”
เคมองเปรม “นายเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทำเลย”
เปรมสูดหายใจลึก ผลักบานประตูออก
ภายในสลัว มีแสงลอดผ่านรูหลังคา ฝุ่นขาวถูกลมหมอกข้างนอกเป่าพลิ้วในอากาศ บนพื้นมีรอยเท้าจาง ๆ คล้ายนานมาแล้ว อ้นเดินไปหยุดดูโต๊ะหินกลางห้อง พบเศษกระดาษเก่าขาดยุ่ย เขียนคำว่า “อย่าเชื่อเสียงมัน” ด้วยลายมือสั่นๆ
อ้นยื่นให้เพื่อนดู สีหน้าซีดจาง “หมายความว่ายังไง…”
ซอลเอื้อมหยิบแผ่นนั้น พลิกกลับราวกับหวังจะเจอเบาะแส “หรือมีคนเคยติดอยู่ที่นี่?”
เสียงกระซิบแรกดังขึ้นแผ่วเบาในห้อง ราวกับลมหายใจจากอดีต “… อยู่ห่างจากต้นบานชื่นยามค่ำ…”
เปรมกลืนน้ำลาย มองไปนอกหน้าต่าง เห็นกลุ่มไม้บางชนิดขึ้นอยู่ข้างกระท่อม ไฟฉายในมือถือสั่น ท่ามกลางหมอกที่เริ่มหนาขึ้น
“เจออะไรกันมั้ย” เคถามเสียงตึง
อ้นจับมือแน่นขึ้น “ทำไมต้องพูดถึงต้นไม้นั่นด้วย นายว่าเสียงนั่น…”
เปรมตัดบท “อย่าคิดอะไรบ้าๆ เจ้าของข้อความอาจจะแค่… กลัวเท่านั้น”
ซอลสังเกตสีหน้าทุกคนก่อนจะพูด “แต่ถ้ารอดจริง ๆ ทำไมเขาถึงทิ้งโน้ตไว้ ไม่ใช่หรอ”
ขณะที่ความตึงเครียดยังปกคลุม ทุกคนต่างเข้าไปนั่งซุกกันอยู่ในกระท่อม ท่ามกลางหมอกที่ยังคงห่อหุ้มรอบด้าน เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ราวกับกระแสน้ำวน อยู่ทั่วห้อง ทุกคนจ้องหน้ากันนิ่ง ๆ ไม่มีใครกล้าหลับตา
ค่ำคืนแรกมาเยือน ท้องฟ้าสีขาวซีด หมอกไม่ยอมจาง เปรมลุกขึ้นยืน มองออกนอกประตู “เราต้องโพสต์ขอความช่วยเหลือ… หรือไม่ก็หาไฟฉายอะไรซักอย่าง” เขาเดินฝ่าสายหมอกไปยังชายฝั่ง เคเดินตามหลังเงียบ ๆ ซอลกับอ้นมองหน้ากันก่อนจะเดินตามออกไป ทั้งกลุ่มต่างมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม หัวใจเต้นแข่งกับเสียงคลื่นกรวด
อ้นกระซิบกับเปรม “คิดยังไง จะออกไปเสี่ยงจริง ๆ เหรอ”
“ไม่มีทางเลือก มีแต่หมอกเต็มไปหมด เราต้องหาทางกลับ” เปรมพึมพำ
ขณะทุกคนหยุดยืนรวมกันตรงริมทะเล เสียงฝีเท้าแปลก ๆ ดังขึ้นจากชายป่า ทุกคนหยุดนิ่ง อ้นตัวเกร็ง ดวงตาเบิกกว้าง ซอลเขม้นมอง ลมบนหน้าผากเย็นเฉียบ
“ใครอยู่ในหมอกนั่น!” เคตะโกน แต่ก็มีเพียงเสียงของตัวเองกลับมา
เปรมกลืนน้ำลาย “รีบกลับในกระท่อมดีกว่า…”
ทันทีที่ทุกคนถอยหลัง เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น เข้มขึ้นและกลายเป็นเสียงซ้อนที่พูดประโยคเดียวกันซ้ำ ๆ “ห้ามข้ามเส้น ห้ามข้ามฝัน ห้ามข้ามคืน…”
อ้นหอบหายใจแรง ดวงตาน้ำตาซึม “เรา-เราไม่ได้ฝันใช่ไหม?”
เปรมต้องฉุดอ้นให้เดินกลับทั้งกลุ่ม ต่างคนต่างรีบวิ่งเข้าไปในกระท่อม ประตูไม้ผุกระแทกปิดเสียงดัง
หลังจากความเงียบ กลุ่มเพื่อนจ้องหน้ากัน สีหน้าแต่ละคนต่างเต็มไปด้วยความกดดัน อ้นสั่นเทา “ฉะ…ฉันกลัว”
ซอลเอื้อมมือวางบนไหล่เธอ “ไม่ใช่ความผิดเธอ ใครก็คงกลัว…”
เคเบือนตามองเปรม “นายเป็นคนขับเรือมาที่นี่ นายจะรับผิดชอบยังไง”
เปรมนิ่งไปนาน ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “ไม่รู้…ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
อ้นร้องไห้ในความเงียบ ขณะที่ข้างนอกเสียงลมและกระซิบนั้นกวาดผ่านเกาะ ความหนาวแทรกเข้าไปในไส้ แทบไม่มีใครขยับเขยื้อน จนเวลาผ่านไปสู่รุ่งเช้า
รุ่งสาง หมอกยังคงแน่นขาว เปรมลืมตาตื่นอย่างเหนื่อยอ่อน เดินออกมานั่งยองตรงชานประตู เคเข้ามานั่งข้าง ๆ
“นายจะทำอะไรต่อดี”
เปรมถอนหายใจ “ไม่รู้… ฉันแค่ไม่อยากให้ทุกคนต้องติดอยู่ที่นี่เพราะฉัน”
เคพูดเสียงเบา “มันไม่ใช่แค่ความผิดของนายหรอก อย่างน้อยเราก็ยังมีสติอยู่”
เปรมเงียบไป มือเกาะหัวเข่าแน่น