แสงใต้ผืนน้ำ
เสียงจักจั่นดังระงม ต้นไม้สูงโยกไหวล้อสายลมกลางค่ำคืน หมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบกลางป่าเงียบกริบ มีเพียงแสงไฟหน้าบ้านประปราย ดูคล้ายเหน็บหนาวมากกว่าทุกคืน เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันใต้ต้นตะแบกใหญ่ซึ่งยืนต้นโบราณ คลั่งคล้ายใครบางคนกำลังซุ่มมองอยู่ในความมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พวกแกแน่ใจนะว่าจะทำคืนนี้?” จอม—เด็กหนุ่มผู้ตาสว่างกล้าแต่ซ่อนบางสิ่งไว้เบื้องหลังน้ำเสียง—พูดขึ้นเบาๆ ขณะควานหาข้อมูลในมือถือมือหนึ่ง
ฟ้า เด็กสาวผมสั้น อารมณ์ร้อน ขมวดคิ้วมองกลุ่มเพื่อน “ถ้าไม่คืนนี้จะเมื่อไหร่ จอม อย่าบอกว่ากลัวผี”
“ผีคงน่ากลัวน้อยกว่าพ่อฉันถ้ากลับบ้านช้า” กานต์ หัวเราะเบา ๆ แต่ฝืนสั่นเมื่อสายตากวาดมองเงาทะเลสาบสีดำในม่านหมอก
ณัฐ บีบแขนกานต์เบาๆ “อย่าตลก อีกสองคนในปีนี้หายไปแล้ว แกไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ?”
“ก็กลัว… แต่เราอยากรู้ ทำไมเด็กหมู่บ้านเราถึงหายปีเว้นปีแบบนี้” ฟ้าเถียง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความแค้นและสิ้นหวัง
ทั้งกลุ่มมองหน้ากัน แววตาแฝงความกลัวและความตั้งใจ แน่ชัดว่าคืนนี้จะเปลี่ยนบางอย่างที่หยั่งรากลึกในใจ
พวกเขาเดินลัดเลาะริมน้ำ แสงไฟฉายวูบไหวตามทาง อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นชื้น กลีบบัวหล่นร่วงจมดิน ทุกก้าวเท้าคล้ายถูกอะไรดึงกลับ ทุกเสียงแปลกปลอมขยายในจินตนาการ
“แก่ว่าไอ้ความลับทะเลสาบนี่มันเรื่องจริงไหม?” กานต์ถามเสียงเบา เงียบงันชั่วขณะแทนคำตอบ ทุกคนหวนนึกตำนานเก่าแก่ คำสาปที่ว่าถ้าใครพบแสงใต้ผืนน้ำ…จะไม่มีวันได้กลับบ้าน
จู่ ๆ ฝนตกลงมาเปาะแปะ เด็กทั้งสี่หันมองหน้าคล้ายจะถอยแต่กลับแน่นิ่ง จอมถอนหายใจแรง สะบัดน้ำจากหน้าผาก
ณัฐยังคงจ้องผืนน้ำไม่ละ “รู้ไหม ฉันฝันว่ามีเงาอะไรอยู่ข้างใต้ ทุกทีที่ใครหายไป เหมือนเงานั่นกำลังหัวเราะ”
“อย่าเริ่มเรื่องฝัน ฉันไม่อยากกลับไปบ้านคนสุดท้าย” ฟ้าพูดเร็ว เงียบนิดหนึ่งก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วถาม “มีใครพกไฟแช็กไหม?”
กานต์ล้วงกระเป๋าส่งไฟฉาย ดวงไฟส่องผ่านผิวน้ำสะท้อนเงาสี่ใบหน้า ทุกคนเงียบ…จนเสียงอะไรพิกลลอยมาจากกลางน้ำ
เสียงนั้นดังเหมือนคนคร่ำครวญ ผสานกับเสียงน้ำกระเพื่อม เด็กสี่คนเริ่มลังเล แต่ฟ้ายืนยันก้าวไปข้างหน้า “ถ้ากลัวนักก็กลับไป ฉันไม่ยอมแพ้หรอก!”
จอมเม้มปาก ส่ายหน้าอย่างลังเล “ไม่อยู่ก็ไม่ได้สินะ…” เขาตบไหล่ฟ้าเบา ๆ แล้วก้าวตามมา ณัฐกับกานต์จึงเดินตามมาอย่างไม่สบายใจนัก
พวกเขาพบเรือเก่าลำหนึ่งจอดอยู่ริมน้ำ ผุพังและเปียกโชก ฟ้าหันมองจอม “ขึ้นไปก่อนสิ จะรออะไร”
จอมหันไปชำเลืองดวงจันทร์ ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักดังลั่น ทำให้ณัฐสะดุ้ง “ได้ยินไหม เหมือน…เหมือนมีใครตามเรา”
ความเงียบคลุ้ง โพลน ดูหนักอึ้งกว่าก่อนหน้านี้ ฟ้าหยิบไฟฉายส่องไปรอบข้าง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากหมอกหนา
จอมค่อยๆ ก้าวลงเรือ กานต์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตามขึ้นมา ทุกคนขึ้นเรือจนหมด กานต์หยิบพายไม้พลางหันไปมองสองฝั่งอย่างระแวดระวัง “นี่เราทำถูกไหม?”
ฟ้าไม่ตอบ กลับเหม่อมองเงาในน้ำ สายตาหลบหวาด กลีบบัวเคลื่อนเบียดตัวแปลก ๆ รอบลำเรือ “แกกลัวอะไรนัก กานต์?”
“ฉันเคย…ฉันเคยเห็นอะไรใต้ทะเลสาบวันนั้น” กานต์เสียงสั่น ไหล่ตก หายใจขัด ฟ้าชะงัก จอมสบสายตากานต์ผ่านม่านหมอก ไม่พูดอะไร เพียงวางมือบนหัวไหล่เพื่อน
เรือลอยช้า ๆ ส่องไฟหาทางท่ามกลางหมอก สองฝั่งหายไปในความขาวโพลน หัวใจทุกคนรัวแรง ไม่มีใครพูดจา สายตาหลอกหลอนภาพต่าง ๆ ในความทรงจำที่ไม่พูดถึง
ณัฐยื่นมือออกไปแตะผิวน้ำ “รู้ไหม ถ้าใครหายไปปีนี้…แม่เรื่อย ๆ จะไม่เหลือใครอยู่กันแน่” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนก้มหน้างุด เหมือนเคยพูดอะไรผิด
กานต์หลบสายตา ลมหายใจลึก “ทุกอย่างเริ่มเพราะฉัน…เรื่องนั้นที่ฉันไม่เคยบอกพวกแก”
ฟ้าชะงัก มองเพื่อนนิ่ง ๆ “มันอะไรนัก กานต์ ไหนบอกมา”
แต่จอมโบกมือห้าม “ไม่ต้องฝืน เดี๋ยวถึงเวลาคงพูดเอง” อารมณ์ค้างคา กระเสียดกระสายในอากาศ
จู่ ๆ เรือกระตุกแรงเหมือนชนกับอะไรบางอย่าง ทุกคนตกใจ เสียงร้องขาดเป็นหย่อม ๆ ใจเต้นโครม วูบหนึ่งมีแสงสว่างวับวาบใต้ผืนน้ำ กานต์กรีดร้องออกมา “มันมาอีกแล้ว!”
จอมตะโกน “จับไว้!” เรือไหวโครมคราม ทุกคนเกาะขอบเรือแน่น ต่างคนต่างหวาดกลัวแต่ยังไม่มีใครยอมแพ้
ในพริบตา เรือสงบนิ่ง ดวงจันทร์กระจายแสงกระเพื่อมบนผิวน้ำ เสียงทุกอย่างขาดห้วง กานต์หอบหายใจเฮือกใหญ่ “ฉันขอโทษ…ฉันเคยทำผิด มันเลยไม่หยุดตามเรา”
ฟ้าเม้มปาก น้ำตาเริ่มคลอ “เพราะความผิดเดียวของเรา มันถึงเอาคนที่เรารักไปหมด”
จอมเงียบ ไม่กล้าสบตาใคร ทุกคนจมอยู่กลางผืนน้ำ เห็นเงาลาง ๆ เคลื่อนไหวห่างออกไป แบบที่ไม่กล้าพูดถึง
ณัฐเหลียวขวับ จับมือฟ้าไว้แน่น “ถ้าคืนนี้เรายอมรับ…มันจะหยุดไหม?”
ไม่มีใครตอบได้ เพียงสายตาแต่ละคนที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและสำนึกผิด ทะเลสาบกลายเป็นเวทีแห่งการให้อภัยและยอมรับจริง ๆ ในที่สุด
ขณะเดียวกัน คลื่นในน้ำเริ่มสงบ แสงสว่างลึกลับสะท้อนขึ้นมาอ่อน ๆ ทุกคนเริ่มพูดสิ่งที่เคยเก็บเป็นความลับออกมาทีละน้อย แม้น้ำเสียงครั่นเครือ แต่อากาศเหมือนเบาขึ้น
“แก…คิดจะสารภาพอะไร?” ฟ้าเอ่ยขึ้นหลังเงียบไปพักใหญ่
จอมหายใจเข้าลึก ยังคงมองผืนน้ำ “เมื่อปีที่แล้ว ฉันเห็นน้องชายโดนบางอย่างลากลงน้ำ” เสียงเขาเบาแทบจมหาย “แต่ฉันหนี ฉันกลัว เลยไม่ช่วย”
ฟ้าเงียบงัน มือกำไฟฉายแน่น ริมฝีปากสั่น “ฉันเห็นแม่กรีดร้องหายไปต่อหน้า…แต่ฉันวิ่งหนี ฉันขี้ขลาด”
ณัฐมองต่ำ “ฉันโกหก—ว่าคืนวันนั้นฉันไม่รู้สึกอะไร…แต่จริงๆ ฉันอยากให้มันจบ ฉันร้องขอในใจให้ใครก็ได้หยุดเรื่องนี้ที”
กานต์น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉัน…ฉันเป็นคนแรกที่พบแสงนั้น ฉันยื่นมือออกไปแตะมัน ฉันไม่ฟังทุกคนเตือน เพราะอยากรู้อะไรนักหนา…มันถึงเริ่มไล่ล่าทุกปี”
บรรยากาศในเรือหนักอึ้ง แต่ความจริงและการให้อภัยค่อย ๆ ละลายความกลัว พวกเขากอดกันเงียบ ๆ ดวงใจถูกบีบคั้น แต่เหมือนได้ซึมซับบางอย่างใหม่
ทันใดนั้น ผืนน้ำก็สว่างจ้า เงาพรายใต้น้ำลอยวนเป็นดวงไฟส่องฟ้า ฟ้าจับมือทุกคน “ถ้าพรุ่งนี้ยังมีเราอยู่…เราจะดูแลกันให้ดีกว่านี้” เสียงสั่นแต่เต็มด้วยความหวัง
เช้าแล้วยอดไม้เริ่มตื่นรับแสง เชื่อมแสงเงาใหม่บนผิวน้ำ เรือเล็กยังลอยอยู่กลางทะเลสาบ ขอบตาแดง ๆ ของแต่ละคนสะท้อนกับแสงอ่อน ฟ้ายิ้มจาง ๆ “คืนนี้ เราชนะ…เพราะเราไม่หนีอีก”
กานต์สบสายตาจอม ณัฐก่อนพยักหน้า “ขอโทษที่เคยซ่อนทุกอย่างไว้” ทุกคนพยักหน้าตอบ ซึมซับความอบอุ่นเหนือหมอกเช้าวันใหม่ ที่เปลี่ยนทุกอย่างในใจพวกเขา—และหมู่บ้านตลอดไป