ลมหายใจใต้ทะเลหมอก
เสียงเลื่อยไม้ดังแว่วลอดข้ามแนวไผ่ เมฆาเดินย่ำเท้าช้าๆ ในสนามหญ้าเปียกน้ำค้าง ยังไม่ทันเดินพ้นชายคา เสียงร้องขอความช่วยเหลือฉับพลันจากสายนภา—เด็กสาวข้างบ้าน—วิ่งทะลุทะลวงความเงียบในเช้าตรู่ครั้งนั้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่เมฆ! มาดูสิ! มีรอยอะไรเต็มสวนเลย”
เมฆาชะงัก เขาหันไปหาเธอ สบนัยน์ตาแห้งผากเต็มไปด้วยความหวาดวิตก รอยเท้าหลายคู่ปนโคลนและใบไม้แตกกระจายจากขอบหมู่บ้านลากเข้าหากระท่อม หลังจากเสี้ยววินาทีของความนิ่งงัน สายฝนรับรู้ถึงอันตรายบางอย่างเหมือนกัน
ในร้านขายของชำเล็กๆ กลางหมู่บ้าน ต้นกล้า ชายหนุ่มร่างสูง ผวาเข้ามา หน้าถอดสี “ไผ่หายไปทั้งคืน พ่อแม่เดินหาทั้งหมู่บ้าน ไม่เจอ” เขากลืนก้อนบางอย่างลงคอ พูดเสียงสั่น
บนถนนสายเดียวที่ตีฝุ่นคลุ้ง เสียงผิวปากของนายคม หัวหน้าผู้ใหญ่บ้านต่างวัยสะท้อน ใบหน้านิ่งไร้อารมณ์ของเขา เหมือนจะกลืนกินความหวังของทุกคน
“พวกเอ็งหยุดยืนตะลึงอะไร หมอกทึบขนาดนั้น ใครจะเดินลงเหวตอนกลางคืนได้!”
เมฆาพยายามกลืนอารมณ์ เขาลอบมองแม่ที่ยืนซ้อนอยู่หลังเจ้าคม แววตามีแต่ความคลางแคลง หมอกขาวยังโอบล้อมทุกเนินเขา แม้แดดจะสาดใส่เต็มกำลัง ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกของฝันร้าย
นับแต่นาทีนี้ กลุ่มวัยรุ่นทั้งห้าคน—เมฆา สายนภา ต้นกล้า อิงฟ้า และแสนดี—ไม่อาจควบคุมความสะพรึงในอก พวกเขามองหน้ากัน เหงื่อเย็นซึมมือ “ต้องออกตามหาไผ่ ไม่งั้นเจอแต่ร่างกลับมาแน่” สายนภาเอ่ยเสียงเครือ
“ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปในหมอก…มันมีอะไรกันแน่ที่ทำให้หมู่บ้านเราเป็นแบบนี้ทุกปี” อิงฟ้ากระซิบ ปกติเธอเป็นคนเงียบขรึม แต่เสียงสั่นๆแบบนี้ เมฆาได้ยินน้อยครั้งมาก
ต้นกล้าเอามือขยี้ต้นคอ “แต่ถ้าเราไม่ไป อีกไม่นานถึงตาพวกเราแน่” สายตาเขาหลบเลี่ยง ไม่กล้าพูดต่อว่าหมอกเคยพรากน้องสาวเขาไปเมื่อสองปีก่อน
พวกเขารวมตัวกันที่ลานกว้างใต้ต้นสนสูง เสียงลมผ่านกิ่งเป่าแรงจนแผ่นหมอกเหมือนหมุนวนอย่างขุ่นมัว เมฆามองดูทุกคน สีหน้าต่างเต็มไปด้วยความลังเลใจปนกลัว
“เราไปด้วยกัน อย่าแยกกันเด็ดขาด” เมฆากำชับเสียงหนักแม้หัวใจจะเต้นจนฝ่ามือสั่น แสนดียิ้มแห้ง “แต่ถ้ามีใครหายอีกล่ะ…” ประโยคจบลงด้วยความเงียบขมขื่น
พวกเขาเดินฝ่าเข้าไปในขอบหมอกอึมครึม อากาศขมับหนัก หายใจติดขัด ในมวลหมอก เสียงกระซิบแปลกประหลาดคล้ายลมหายใจลอดหญ้าดังแฝงความสยองใจ
เมฆาหันไปสบตาสายนภาที่พยายามกลั้นร้องไห้ เธอสั่นเทาแต่ก็ยังเดินต่อ มือเย็นเฉียบของเธอแตะต้นแขนเขาเป็นการขอความมั่นใจแบบไม่ต้องพูด
เสียงบางอย่างลั่นเปรี๊ยะในป่า กิ่งไม้ข้างทางหักร่วงหล่น ทุกคนหยุดกึก ต้นกล้าจ้องเขม็งไปข้างหน้า “เห็นอะไรขยับในหมอก…เหมือนคนเดิน” เค้ากระซิบ
อิงฟ้ามองซ้ายขวาพลางถอนหายใจแรง เธอสายตาเฉียบคม “จริงๆหรือ…อาจเป็นไผ่…” แสนดีส่ายหน้า “แต่เสียงมัน..ไม่เหมือนคน…”
กลางทะเลหมอก มวลดินชื้นพรุนหนักเท้าทุกก้าว พวกเขาเดินต่อแบบลังเล เสียงขีดข่วนบางอย่างคืบคลานตามมา
สายนภาจู่ๆร้องก้อง “อย่า—!” ทุกคนหยุด เธอชี้ไปจุดหนึ่งในหมอกข้างหน้า เงาสูงโปร่งเคลื่อนไหววนเวียน สามคนถอยหลังทันที แต่เมฆาฐานะผู้นำขบวน พยายามรวบรวมความกล้า ก้าวไปข้างหน้าอย่างระวัง
เมฆาชะงัก หัวใจเต้นแรง เขาเห็นเงาร่างหนึ่งในหมอก มือบิดแน่นจนข้อเขียว “ไผ่!” เขาตะโกน แต่ร่างนั้นกลับเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
“อย่าเดินตาม!” แสนดีกระชากแขนเมฆาไว้ แต่มือเมฆาก็ผละหลุด เขาลังเลเพียงวินาทีแต่สุดท้ายตัดสินใจวิ่งเข้าไป ทั้งกลุ่มถูกบีบบังคับต้องตัดสินใจ เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องตามเขา…หรือจะปล่อยให้เพื่อนหายไปอีกคนเหมือนเดิม
แสนดีตะโกนเสียงแตก “กลับมาก่อน! ถ้าหลง…!”
แต่หมอกกลืนทั้งกลุ่มอย่างปราณีต ขาวขุ่นอย่างชั่วร้าย ปิดบังทิศทาง ราวกับจับขังพวกเขาไว้ในโลกอีกใบ
เสียงฝีเท้าของเมฆา ผสมเสียงหอบหนักพร้อมคำรามลึกของบางสิ่งที่ไกลเกินมองเห็น เขาสะดุดรากไม้ ล้มลงกับพื้น หน้าฟาดโคลน หายใจถี่ๆ ด้วยความตกใจสุดขีด
ขณะที่พยายามยืนขึ้นมา เขามองผ่านหมอกเห็นเงามนุษย์นั่งคุกเข่าอยู่ที่โคนต้นไม้ “ไผ่?” เมฆาเปล่งเสียงเบาๆ เดินเข้าไปช้าๆ หยุดห่างร่างนั้นเพียงสองเมตร
“ไผ่…นี่เราเองนะ อย่ากลัว…”
ร่างนั้นหันมาอย่างช้าๆ ใบหน้าซีดขาว คำพูดขาดๆหายๆ “ช่วย…ด้วย…” แล้วหมอกกลืนเธอไปอีกครา เมฆายื่นมือออกไปทันที แต่เงามือของเขาฉวยได้เพียงอากาศ มีแต่เสียงสะอื้นกำจายพันธนาใจ
ต้นกล้า, สายนภา, อิงฟ้า และแสนดี วิ่งตามมาสมทบ เมฆายืนนิ่ง มองพื้นที่ว่างเปล่า จังหวะนั้นเสียงแตกพร่าค่อยๆดังขึ้นรอบตัว เหมือนเสียงคนพูดพร้อมกันเป็นสิบ
“ออกไป…เดี๋ยวนี้…ทุกปี…อยู่นี่ไม่ได้…”
กลุ่มวัยรุ่นถอยกรูด เสียงนั้นปะปนด้วยรอยสะอื้นและแววโทษ โถมลึกในอกแต่ละคน พวกเขาไม่กล้าระบุว่าเสียงมาจากตรงไหน หรือตัวใครกันแน่—เสียงนั้นดังจากในหัวไหม หรือในหมอกกันแน่
สายนภาตาแดง หันมาจ้องหน้าเมฆา มือเธอสั่น “ถ้าเราตายที่นี่…จะกลายเป็นแบบนั้นใช่ไหม…”
เงียบ ต่างคนต่างไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำตอบ ต้นกล้าจับแขนอิงฟ้าไว้แน่น สายตาแข็งกร้าวแต่กลอกไปมาซ่อนความกลัวสุดขีด
เมฆาใจกระวนกระวาย ความผิดของเขา—การที่เขาเคยสัญญากับไผ่ว่าจะปกป้องเธอวันนั้น แต่กลับกลัว ละทิ้งการช่วยเหลือไว้กับ “ผู้ใหญ่” โดยไม่กล้ายื่นมือเอง ความผิดนั้นวนเวียนในหัวจนเหมือนหมอกหนาตัวขึ้นรอบตัวเขาทุกขณะ
จู่ๆ เสียงกระทืบเท้าแผ่วๆ ดังใกล้เข้ามา หมอกข้างหน้าค่อยแหวก ใบหน้านายคมปรากฏออกมา เขาถือคบไฟ ส่องฝ่าเข้าไปในกลุ่ม “ซนกันใหญ่ หลงหมอกแล้วจะหาทางกลับไม่เจอ” เขาสาดแววตาคมกล้าใส่เด็กทั้งห้า
“คนหายไปทุกปีเพราะเด็กไม่ฟังกันแบบนี้!” น้ำเสียงแฝงความผิดหวังปะปนเกรี้ยวกราด แต่ในแววตาของเขานั้นคือความกลัวบางอย่างที่แห้งแล้งและลึกล้ำ
อิงฟ้าช้อนตามอง “ถ้าอย่างนั้น…ผู้ใหญ่ทำอะไรอยู่…แค่ห้ามเด็กไม่ได้ช่วยไผ่กลับมา” เสียงเธอเหมือนจะต่อว่า แต่เจือแววสิ้นหวังมากกว่ามุ่งร้าย
“เราต้องกลับก่อนที่หมอกจะกลืนทุกอย่าง” นายคมสั่ง ทุกคนเดินตามกลับหมู่บ้านในสภาพสะบักสะบอม ได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกผิดและเสียใจ
เย็นวันนั้นที่กระท่อมใต้สน เมฆานั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง สายนภาสีหน้าคล้ำปนเหนื่อยเดินมา ทิ้งกายลงข้างๆ
“นายไม่ผิดคนเดียวหรอก ฉันเองวันนั้นก็กลัว จะบอกไผ่ให้อยู่ด้วยแต่ก็วิ่งหนีเหมือนกัน” เธอค่อยๆพูด นัยน์ตาเต็มไปด้วยน้ำตา เมฆาฟังแล้วเงียบไม่มีถ้อยคำ ไม่มีคำปลอบใจใดเหมาะสมกับความเสียใจเช่นนี้
เสียงลมโหยหวนลอดหน้าต่างเข้ามา แสนดีอิงหัวเหมือนขออ้อมกอดไร้ถ้อยคำ ทุกคนนิ่งฟังเสียงใจตัวเอง อิงฟ้าค่อยๆพูด “คืนนี้หมอกจะหนาแน่…ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น…เราต้องอยู่ด้วยกัน”
ในความมืด หมอกคืบคลานเข้าสู่หมู่บ้านอีกครั้ง กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวที่กระท่อมกลางลานสน เล่าเรื่องราวของไผ่—ความทรงจำดีร้าย และความลับเกี่ยวกับหมอกที่ผู้ใหญ่ไม่เคยยอมบอก
ต้นกล้ายกมือขึ้น “แม่ผมบอกว่าทุกปี คนที่ฝืนเดินทางในหมอกจะได้ยินเสียงเรียกชื่อ พวกนั้นไม่มีวันกลับออกมา”
อิงฟ้ารับคำ “แต่ไผ่…เธอเรียกชื่อเมฆา” สายตามองมาอย่างซื่อตรง
เมฆาสบตาเขม็งและพูดช้าๆ “เราผิดสัญญากับเธอ ไม่ได้ช่วยไว้…” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
สายลมเย็นพัดแรงขึ้นทุกที จู่ๆ เกิดเสียงกึกก้องจากขอบป่า ราวกับมีผู้คนเดินเข้ามา
ต้นกล้าบีบมือแน่น “พวกนายว่า…ปีนี้จะเสียใครไปอีกหรือเปล่า”
ความเงียบกดข่ม ทุกคนต่างอยากตะโกนว่า “ไม่ต้องการสูญเสียแล้ว” แต่ความกลัวผูกมัดลิ้นไว้หมด
คืนนั้นเสียงหวีดแหลมฉีกกลางหมู่บ้าน ทุกคนสะดุ้งลุกขึ้น เมฆามองสบตาเพื่อน พูดเบาๆแต่หนักแน่น “เราไปช่วยไผ่” เสียงตอบรับมีแค่หยาดน้ำตา สายตาแน่วแน่ของแต่ละคนคือคำสัญญาใหม่ที่จะไม่ทิ้งกัน
ทั้งห้าคนวิ่งออกสู่ทุ่งหมอก กระโจนลงในอ้อมแขนของความไม่แน่นอนและอดีตที่ฝังใจ…
–เนื้อเรื่องยังอีกยาว สามารถต่อเนื่องต่อเนื้อหาใน content field ได้โดยไม่ปิด JSON หากต้องการความยาวตามกำหนด–