เหนือขอบฟ้าปีศาจหิมะ
เสียงประตูไม้เก่ากระแทกกับขอบกำแพงย้ำเตือนถึงความเยือกเย็นที่ปลิวผ่านเข้ามา ต้น หญิงสาววัย 17 ปี ผิวคล้ำ ผมหยิกสั้น ใส่เสื้อกันหนาวขาด ๆ ลากกระเป๋าเดินทางเข้าบ้านต้นหิมะขาว เธอเงยหน้ามองกำแพงไม้ ผนังฉาบมือดูอึดอัดเหมือนรออะไรบางอย่างจะเกิดขึ้น และทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นไม้ เสียงลั่นเอี๊ยดก็ทำเอาแม่เธอ รีบหันมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เดินเบาหน่อยต้น บ้านคุณตาปัญญามันไม่เหมือนกรุงเทพฯ”
ต้นไม่ตอบ มองรอยแตกลายงาของพื้น เธอแอบถอนหายใจ ลึก ๆ แล้วเกลียดการย้ายถิ่นฐานนี้ แม่เองก็รู้ดีแต่ก็เลือกสบตามั่นคง
“ลุงคิมจะมารับเย็นนี้ ไปอยู่ที่บ้านเขาอีกฝั่ง ช่วยดูแลยายหงส์กับแม่หน่อยนะลูก”
เสียงลมหอบหิมะที่พัดเข้าทำเอาทุกอย่างเงียบลง ก่อนต้นจะตอบเสียงเรียบ ๆ
“แล้วพ่อ…ไม่มาหาเราแล้วใช่ไหม”
แม่ยิ้มอ่อน ริมตาแดงวาบ “คราวนี้เราไม่มีที่กลับแล้วต้น”
เสียงจามดังแทรกก่อนที่ประตูจะเปิด เผยให้เห็นเด็กหนุ่มผิวขาวซีด นามว่า น่าน บุตรชายลุงคิม สวมเสื้อโค้ทสีเทา ผมหยักศกหลุดรุ่ม บนหลังมีคราบหิมะสีจางไหลย้อย
“ยายหงส์รอแล้วนะต้น รีบไปเถอะ เดี๋ยวมืด หนาว”
ต้นมองน่าน ขมวดคิ้ว “นายอยู่ที่นี่มานานเหรอ ทำไมบ้านมัน…ดูเหงา ๆ”
น่านไม่ตอบทันที เฉียงสายตาไปมองนอกหน้าต่าง “พอหิมะตก ทุกคนไม่ค่อยอยากออกจากบ้านหรอก”
วินาทีนั้น รถกระบะเก่า ๆ ก็ดังขึ้น พายายหงส์มารอรับ ต้นกับแม่หยิบของตามขึ้นรถไปโดยไม่พูดอะไร
ในรถเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงถอนหายใจของยายหงส์ น่านจับใบหน้าเหม่อ มองเงาไม้ไหวไกว
“ที่นี่เงียบจริง ๆ ” ต้นเริ่ม “แล้ว…เค้ามีกิจกรรมอะไรกันรึเปล่า”
น่านหันกลับมายิ้มบาง ๆ “หลังพระอาทิตย์ตก ทุกอย่างเงียบ ปิดไฟให้หมด ก่อนเข้านอนต้องสวดอะไรบ้าง”
ต้นหัวเราะในลำคอ “ตลกเหรอ ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น”
ยายหงส์จับมือทั้งสองแน่น “เพราะที่นี่มีของที่ไม่ควรถูกปลุก…เด็ก ๆ อย่าเดินคนเดียวกลางคืนเด็ดขาด”
แววตายายหงส์แล่นรอยแผลเก่าในใจ ทุกอย่างในรถจมหายไปกับเสียงเครื่องยนต์
ตกค่ำ บ้านไม้พลันเงียบกริบ ต้นต้องทานข้าวกับน่านและยาย ดูเหมือนบ้านฝั่งตรงข้ามก็เงียบไม่ต่าง ข้าวเหนียวนึ่งร้อนกลิ่นฟุ้ง แต่ไม่มีใครแตะมันจนน่านพูดขึ้น
“พรุ่งนี้เราจะพาไปเจอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ทุกคนอาจแปลกตา แต่น่าจะโอเคนะ”
ต้นกัดข้าวช้า ๆ มองแววตาแม่ “ทุกอย่างดูผิดปกติ”
อากาศยามคืนหนาวจัด หลังมื้อเย็น ต้นนอนในห้องใต้ผ้าห่มขาด จู่ ๆ เสียงหวีดแหลมของลมพัดผ่าน แต่เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาจากใต้พื้น
“อย่าออกไปข้างนอก…”
ต้นเม้มปากแน่น เบิกตาโต
“แม่คะ มีใครอยู่ใต้บ้านไหม”
แม่ลุกมาโอบ “ไม่มีใครลูก บางทีหูฟาด”
ต้นได้แต่นอนนิ่ง เพดานไม้สั่นสะเทือน ราวกับน้ำหนักบางอย่างกำลังกดทับโลกใบนี้
รุ่งเช้า น่านจูงต้นเดินฝ่าหิมะไปโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ต้นห่อตัวแน่น ขณะที่กลุ่มเด็กท้องถิ่นยืนรวมกันหน้าประตู ชายหนุ่มผมสั้นชื่อขุน เรียกเสียงดัง ขยี้หิมะด้วยรองเท้าผ้าใบยับ ๆ
“เด็กเมืองหลวงรึ นึกว่าใคร หน้าตาเหมือนจะทนหนาวไม่ได้ซักวัน”
ต้นย้อน “เธอเองก็ดูเหมือนติดอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตแล้วเหมือนกัน”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่ไปตามกลุ่มสาว ๆ ที่ยืนรวมด้านหลังเพื่อน หญิงผมยาวชื่อไอซ์เหยียดยิ้มและหันมาทักต้นด้วยน้ำเสียงติดเย้ย
“ระวังตัวไว้นะ ของที่นี่เวลาเงียบ ๆ จะชอบออกมาเล่นด้วย”
น่านพยายามเปลี่ยนเรื่อง “พอเถอะไอซ์ จะพาไปดูห้องสมุด”
ต้นปรายตามองน่าน พยักหน้าอย่างชั่งใจ “ไปก็ไป”
เดินผ่านห้องเรียนที่เงียบกริบ ในห้องสมุด กลิ่นไม้เก่า ๆ กับหนังสือสีจาง ๆ ต้นสังเกตว่าทุกชั้นวางมีเศษหิมะปกคลุม เสียงลมหวีดจากหน้าต่างแซกเข้ามา ก่อนขุนยื่นหนังสือปกดำเล็ก ๆ
“ของฝาก เด็กใหม่ทุกคนต้องอ่านก่อนค่ำ”
ต้นรับอย่างลังเล เปิดดูแต่ข้างในเป็นหน้าว่างยกเล่ม มีตัวอักษรเพียงประโยคเดียวว่า “อย่าตื่น…ปีศาจจะเห็น”
ต้นเงยหน้ามองทุกคน “นี่…อะไร”
ขุนส่ายหน้า เดินกลับออกจากห้องโดยไม่พูดต่อ น่านกับไอซ์แลกบทสนทนาด้วยแววตาซ่อนความกลัว
กลางวันคล้อยไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการแซวยียวน ต้นรู้สึกถึงความผิดปกติในอากาศทุกรอยยิ้มแฝงความกลัวบางอย่าง
ค่ำคืนที่สอง หิมะตกหนักกว่าเดิม ต้นออกจากห้องน้ำกลางบ้าน เสียงเหมือนมีใครลากเชือกใต้ถุน “แกรก แกรก” น่านเดินมาดิบ ๆ เงียบ ๆ
“ได้ยินไหม” ต้นกระซิบ
น่านไม่ตอบ เดินย้อนลงไปใต้ถุน ยายหงส์ห้ามทันที “อย่า น่าน!”
ทุกสายตาชะงักตัน น่านยืนงันกลางหิมะ “ผมแค่ดูว่า…มีอะไรอยู่ข้างล่างจริงไหม”
ยายหงส์สะอื้นน้ำตาไหล “คืนนี้เข้าห้องให้หมด ห้ามพูดถึงสิ่งที่ได้ยิน”
คืนนั้นต้นนั่งกอดเข่าในห้อง เสียงใต้ถุนเงียบไป เหลือเพียงเสียงลมหวิวและเงาใบไม้บนกระจกหน้าต่าง
รุ่งเช้าใหม่กลุ่มเพื่อน ๆ ดูหวาดระแวงมากขึ้น เด็กหญิงผิวซีดชื่อมุก กระซิบกับไอซ์ “เมื่อคืนเห็นเงาเดินผ่านหลังบ้านนายขุนด้วย”
ไอซ์หน้าซีด กำกระเป๋าแน่น “ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวจะเป็นเหมือนยายแป๋ว”
ต้นได้ยิน รีบเข้าไปถาม “ยายแป๋ว…ใคร”
ขุนพูดเสียงกร้าว “คนที่ไม่เชื่อคำสาปไง ตอนนี้ไม่มีใครเจอเธอแล้ว…”
บ่ายวันนั้นอากาศอึมครึม น่านชักชวนต้นออกไปเดินเล่นบริเวณชายป่า “ฉันไม่รู้ว่าทำไมพวกเขากลัวกันขนาดนี้ ทุกอย่างดู…มากกว่าเพียงเรื่องเล่าทั่วไป”
ต้นหยุดเดิน “นายกลัวไหม”
น่านเงียบไปนาน “กลัว…แต่ไม่อยากยอมรับ”
ต้นมองไปเบื้องหน้าที่หิมะตกสม่ำเสมอ ไม่มีเสียงคน มีแต่เสียงกิ่งไม้ที่กระทบหน้าต่างและลม
ตกเย็น หิมะเริ่มไหลเร็วกว่าทุกวัน เสียงโหวกเหวกจากลานบ้าน ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรุมร่างชายสูงวัย ชายคนนั้นลงไปคุกเข่ากลางลานก่อนกระซิบเสียงสั่น “อย่าตื่น…ปีศาจจะเห็น…” แล้วทิ้งร่างลงท่ามกลางความเย็นจัด ทุกคนแตกตื่น วงล้อมเปี่ยมความตื่นตระหนก
ต้นยืนคว้าง ไม่กล้าขยับ ตัวสั่นไปทั้งร่าง น่านจับแขนลากเข้าบ้าน เร่งล็อกประตูแน่น
ในบ้าน มีเพียงเสียงสะอื้นของยายหงส์กับแม่ กลิ่นธูปลอยไปทั่ว ระฆังทองเหลืองเล็ก ๆ แขวนเหนือประตูไหวตามลมแต่ไม่มีใครกล้าเดินออกจากบ้านอีก
คืนนั้น ต้นลุกขึ้นกลางดึก พยายามซ่อนความกลัว ลอบส่องดูเพื่อน ๆ บ้านเยื้องข้าง เงาดำเดินเวียนอยู่รอบบ้านน่าน หิมะที่ควรขาวบริสุทธิ์กลับกลายเป็นสีดำคล้ำราวกับถูกปนเปื้อน
ตอนเช้าทุกคนตื่นด้วยเสียงลั่นประตูห้องไอซ์ เด็กสาวร้องไห้ “มุกหายไป! เมื่อคืนมุกอยู่ที่นี่!”
เพื่อน ๆ มองหน้ากันอย่างวิตก ผู้ใหญ่เริ่มกุมขมับ ชาวบ้านบางคนซุบซิบว่า “ถึงคราวอีกราย…”
น่านเดินออกมาท่ามกลางหิมะ “เราจะหาคำตอบ พอกันทีกับการกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น”
ขุนสวนกลับทันที “ถ้านายกล้า งั้นก็คืนพรุ่งนี้ ออกไปลานน้ำแข็งกับฉัน”
ไอซ์ตัดบท “ฉันจะไปด้วย มันต้องมีอะไรผิดปกติ”
ต้นกลืนน้ำลาย เธอกลัวแทบขาดใจแต่ไม่อยากเป็นคนอ่อนแออีก “ฉันไปด้วย”
กลางย่ำคืน ensuing เหล่าเพื่อนวัยรุ่นรวมตัวกันลานน้ำแข็ง แสงไฟจากบ้านแต่ละหลังดับสิ้น ทุกคนยืนเกาะกลุ่ม ไอซ์จับมือต้นแน่น สีหน้าหวาด
เงาใหญ่ปรากฏข้างแนวป่า ทุกคนชะงัก กลิ่นแปลกประหลาดแผ่ออกมาอย่างอธิบายไม่ได้ กระแสลมหมุนรอบวงเพื่อน ขุนส่องไฟฉายไป เห็นรอยเท้าสัตว์กินลึกในหิมะ หายไปอย่างไม่มีร่องรอย
น่านกระซิบ “เราเห็นอะไรกันแน่…”
ไอซ์เสียงสั่น “หรือจะเป็นของที่ยายหงส์ว่า”
ต้นตัวแข็งทื่อ เหงื่อเย็นไหลซึมทั้งที่อากาศเย็นจัด เพื่อน ๆ หันมามองต้น “จะเอาอย่างไรต่อ”
ต้นสูดลมหายใจ “ถ้าเราหนี ตอนนี้หรือคืนนี้ ทุกอย่างก็จะจบลงแค่เงา ถ้ายังอยู่ก็ต้องหาความจริง”
ขุนยกมือขึ้นยอม “นายแน่จริง ต้น”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากแนวป่า ทุกอย่างเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้อง…