เสียงเงียบใต้ภูเขาหิมะ
เสียงรองเท้าบูทจมลงบนผิวหิมะที่หนาทึบของหมู่บ้านชานภูเขาสูงในฤดูหนาว กานต์เดินนำหน้าเพื่อน—นิ้ง โอม และเมย์—ในขณะที่ลมหนาวปะทะใบหน้าจนชาจนต้องก้มมองพื้น ควันจากลมหายใจพวยพุ่งแล้วจางหายไปในอากาศสีเงิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะ ว่ามาถูกหมู่บ้าน?” นิ้งหรี่ตา มือสั่นขณะขยับเสื้อกันหนาวให้แน่นกว่าเดิม
กานต์เหลียวกลับมาสบตาเธอ ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืน “GPS บอกแบบนี้แหละ อีกอย่าง เฮียโอมเคยมาหลายปีก่อน ยังไงก็มีคนรู้เรื่องนี้แน่”
โอมเงียบ แววตาปรากฏความลังเล แทนที่จะออกเสียง เขาเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินนำต่อผ่านประตูไม้ของหมู่บ้านไร้สีสัน ไกลออกไป บ้านไม้หลังเก่าๆ ถูกหิมะกลบจนแทบเห็นแค่หนึ่งชั้น ควันจางๆ ลอยขึ้นจากปล่อง
“รู้สึกเหมือนมีใครแอบดูไหม” เมย์กระซิบ กานต์นิ่งฟัง สบตาโอมซึ่งเม้มริมฝีปากแน่น
ทันทีที่เท้าแรกจรดผ่านอาณาเขตหมู่บ้าน เฒ่าชาวบ้านคนหนึ่งโผล่มาจากประตู “พวกคุณมาทำอะไรที่นี่?” สายตาเคลือบระหว่างขยะแขยงกับหวาดกลัว
“เรามา…ตามหาความจริงเกี่ยวกับพี่ชายผม” โอมพูดเบาๆ ก่อนสบตาพื้น นิ้งจับแขนเขาแน่น ราวกับหวังจะบอกอะไรบางอย่างแต่กลืนหายไปกับความเงียบ
ฝ่ายเมย์เสนอ “เราขอแค่นอนคืนเดียวจริงๆ ค่ะ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกจากที่นี่” น้ำเสียงไหวๆ สะท้อนความไม่มั่นใจในตัวเอง
เฒ่าเหลือบสายตาค้างอยู่กับโอม “คนที่หายตัวไป…ไม่ควรมีใครพูดถึง”
กานต์เดินมาบังเพื่อน สบตาเฒ่า “ถ้าเรื่องนี้มันสำคัญกับชีวิตใครซักคน คุณจะห้ามเหรอ?” เฒ่าเหลือบตามองเพื่อนทั้งสี่อีกครั้ง ก่อนผละจากไปอย่างไม่ตอบอะไร
กลุ่มวัยรุ่นเดินต่อจนถึงบ้านเช่าหลังเล็ก โอมไม่มีทีท่าว่าสบายใจเลย ร่างเล็กของนิ้งเกาะแขนเมย์แน่นเหมือนกลัวอะไรบางอย่างไร้ตัวตนลอยวนในความเย็นยะเยือก
ภายในบ้านไม้ ซึมเศร้าเหลือบเข้ามาท่ามกลางแสงไฟนวล กานต์วางกระเป๋าลงกับพื้น เสียงตะกรันน้ำแข็งกรอบแกรบลอดมาตามช่องหน้าต่างเล็ก
“มีใครสังเกตไหม ทำไมหมู่บ้านนี้เงียบผิดปกติ” นิ้งเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะถูมืออุ่น
โอมถอนหายใจ “ที่นี่มีเรื่องที่ห้ามพูด พ่อกับแม่ผมบอกไว้ว่างั้น…ไม่มีใครพูดถึงคนหาย หรือนอกหมู่บ้าน”
กานต์เดินไปหยุดที่หน้าต่าง ฟังเสียงลม “แต่เราก็ต้องค้นหาความจริง”
เมย์นั่งลงข้างนิ้ง “ถ้าสิ่งที่เราค้นพบมันน่ากลัวมากกว่าที่คิดล่ะ?”
ทุกคนเงียบ
คืนนั้นนิ้งฝันเห็นเงาดำซ้อนทับกับพี่ชายของโอม เธอสะดุ้งขึ้นมา แสงจากโคมสั่นไหวตามลมที่แทรกผ่าน รอยหยดน้ำแข็งบนผนังบ้านเหมือนคราบน้ำตาที่ไม่มีเสียง
เช้ารุ่งขึ้น กลุ่มเพื่อนออกเดินทางไปที่บ้านร้างของพี่ชายโอม ไกลจากหมู่บ้าน ในขณะที่ขาของนิ้งสั่นโซนน้ำแข็ง เธอกระซิบกับเมย์ “หรือจริงๆ แล้วทุกคนตั้งใจลืมเพราะมันเจ็บ?”
เมย์มองนิ้งอย่างลึกซึ้ง มือที่ผะแผ่ววางบนไหล่เธอ “นี่คือโอกาสสุดท้ายให้เรากล้าสู้กับมัน”
โอมเปิดประตูบ้านร้าง กลิ่นอับเก่าตลบ เสียงฝีเท้าดังจางๆ เหมือนมีคนอีกคนหนึ่งอยู่ในบ้าน กานต์ชะโงกหน้าเช็กในแต่ละห้อง ทุกอย่างร้างเปล่า ยกเว้นกล่องไม้ใบหนึ่งที่มุมห้องใต้บันได
“อย่า…” โอมร้อง มือนั้นพลันหยุดแล้วเหลียวถาม “ทำไม?”
โอมก้มหน้า เสียงเบา “กล่องนั้น เคยเป็นของพี่”
นิ้งเงียบชั่วครู่ ก่อนเดินไปนั่งข้างๆ กล่องไม้ “แล้วนายกลัวอะไรโอม?”
โอมขบฟัน “ผมกลัว…ว่าความจริงจะทำร้ายพ่อแม่”
ความเงียบปลิวผ่าน ก่อนกานต์จะเดินไปนั่งลงข้างๆ โอม “แต่ความเงียบทำร้ายเขาชั่วชีวิต นายต้องเลือกนะโอม”
โอมลังเลครู่ใหญ่ ท้ายที่สุด เปิดกล่องนั้นออกมาก ช้าๆ ข้างในมีจดหมายเก่า ซีดจางด้วยกาลเวลา นิ้งหยิบมาอ่านแล้วชะงัก หัวใจเต้นถี่
“เขา…เขารู้ตัวว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้” เมย์จับจดหมาย สายตาจับจ้องตัวหนังสือที่ขาดหาย
เสียงลมหิมะหวีดหวิว ภายนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นเงาดำแล่นผ่านระเบียง กานต์เผลอหน้าซีด ร่างนิ้งสั่น แม้จะไม่ได้เห็นเต็มตา แต่เธอสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างเบื้องหลังหน้าต่างบ้านร้าง
“ใครอยู่ข้างนอก?” กานต์ตะโกนออกไป เสียงตอบกลับมีเพียงเสียดสีของลม คล้ายกับเสียงคนเก่าแก่ที่พวกเขาพบเมื่อวาน
แต่ครั้งนี้เหมือนเสียงนั้นสะท้อนกลับเข้ามาข้างในจิตใจเธอ ยากจะอธิบายว่ามันคือความกลัว หรือเสียใจหรืออภัย
โอมกำมือแน่น “ไม่ใช่แค่พี่ผม…ในหมู่บ้านนี้มีความลับอีกมาก”
เมย์เงยหน้ามองเพดานตะแคง “เราจะทำยังไงกับความจริงนี้ดี?”
นิ้งหยิบจดหมายอีกฉบับในกล่อง มือสั่น ข้อความในจดหมายนั้นทำให้หัวใจทุกคนจมหาย “อย่าพูดถึงเงาดำในคืนหิมะ”
กานต์พยายามกลั้นใจ “นี่หมายถึงอะไร?”
ทุกคนเงียบ อากาศหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
บ่ายวันเดียวกัน ทั้งกลุ่มย้อนกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง พยายามซักถามชาวบ้าน—แต่ทุกคนหลบหน้า ประตูไม้ปิดลงเงียบๆ ทีละบ้าน
“ทำไมไม่มีใครพูดถึง?” นิ้งถามโอมเสียงต่ำ
โอมถอนหายใจลึก เสียงตัดผ่านความลังเลออกมาด้วยความหนักแน่น “พวกเขากลัวจะเป็นรายต่อไป”
ขณะนั้น เริ่มมีเสียงแปลกๆ ดังแว่วจากใจกลางหมู่บ้าน หญิงชรากระซิบกับเมย์ “อย่ามองลงไปในบ่อน้ำตอนพระจันทร์เต็มดวง”
เมย์ลังเล เธอกระซิบถามกานต์ “ทำไมต้องห้าม?”
กานต์หันมา “ถ้าเราอยากรู้ เราก็ต้องลอง…”
คืนนั้น กลุ่มวัยรุ่นทั้งสี่ลัดเลาะออกจากบ้านเช่า ตรงไปยังบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงไฟจันทราสีเงินสาดส่องหิมะเปล่งประกาย เมย์จ้องลงไปในบ่อน้ำ เงาของตัวเองบิดเบี้ยวไปมาราวกับต้องคำสาป
สายลมแรงขึ้นทันใด เงาดำบางอย่างเจืออยู่ใต้ผิวน้ำ “มีอะไรอยู่ข้างล่างนั่น…” นิ้งกระซิบเสียงสั่น
กานต์หยิบก้อนหิมะปาใส่ผิวน้ำ เสียงกระทบดังปึก ก่อนเงาในน้ำจะคล้ายกับพุ่งขึ้นมาอยู่บนขอบบ่อ ทุกคนถอยหลังกรู ฟ้ามีสายฟ้าผ่า ดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย
โอมหลบสายตา “นี่แหละ…สิ่งที่พี่อยากให้ผมลืม?”
กานต์จับแขนเขา “หรือให้จำ เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อรายต่อไป”
เสียงผู้สูงอายุคนเดิมดังขึ้นจากเงามืด “แต่ละรุ่นต้องเลือก—จะรักษาความลับเพื่อความสงบ หรือเปิดโปงเพื่ออิสรภาพ”
โอมลังเล ท้ายที่สุดเอ่ย “ผม…ผมจะไม่หนี”
เงาดำนั้นลอยขึ้นช้าๆ คล้ายมีชีวิตไหลซึมออกจากขอบบ่อ ทุกคนมองตากันอย่างกลัวแต่ไม่ถอย นิ้งเริ่มร้องไห้ น้ำตาแข็งค้างเป็นน้ำแข็งตามแก้ม
“นายกลัวอะไรโอม?” เมย์กระซิบซ้ำ
“กลัวความจริง…กลัวที่ต้องอยู่คนเดียว”
กานต์วางมือลงบนไหล่โอม “แต่เราทุกคนก็กลัวกันหมด ไม่ใช่แค่นาย”
ทันใดนั้น เงาดำซึมหายลงดิน ความเงียบกลืนกินชั่วพริบตา ก่อนเสียงลมหิมะจะกลับมาอีกครั้ง
คืนนั้น กลุ่มเพื่อนนั่งล้อมวงหน้ากองไฟในบ้านเช่า แต่ละคนวางใจมากกว่าทุกคืนที่ผ่านมา โอมมองเพื่อน “เราเจอกันที่ความกลัว…แต่สุดท้าย เราคือคนเดียวที่ช่วยตัวเองได้”
เมย์ยิ้มบางเบา “ไม่เสมอไป…บางครั้งการยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นก็คือความกล้า”
นิ้งพยักหน้า “และการพูดถึงสิ่งที่ห้ามพูดต่างหาก คือการยืนยันว่าพวกเรายังมีหัวใจ”
รุ่งเช้า ลมบนเขาอุ่นอย่างประหลาด เด็กๆ เล่นหิมะหน้าโบสถ์ไม้ ชาวบ้านเริ่มแต่งบ้านใหม่ เสียงหัวเราะแว่วจากบนถนนสายเล็ก โอมเดินไปเก็บเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ส่งมอบให้ชายผู้สูงวัยคนนั้น “ผมเลือกเปิดเผยความจริง”
ชายชราเพียงยิ้มช้าๆ “ความกล้าของพวกเธอจะกลายเป็นเรื่องเล่าสืบไป”
กานต์ นิ้ง เมย์ และโอม เดินออกจากหมู่บ้านหิมะ ไออุ่นของพระอาทิตย์ส่องแสงแรก เสียงหัวใจทุกดวงเดินเคียงข้างความกลัว…แล้วเลือกจะเดินต่อไปโดยไม่หนีอีกแล้ว