กาลหนึ่งที่เมืองหิมะ
เสียงลมแรงจัดวิ่งชนผนังอาคารแน่นหนา ด้านในร้านน้ำชาบนถนนสายหลัก กลุ่มวัยรุ่นสี่คนกำลังนั่งคุยกันบนเก้าอี้ไม้โยกริมหน้าต่างฝ้า มองความขาวโพลนของเมืองหิมะใต้แสงโคมไฟฝั่งตรงข้าม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อากาศแบบนี้ยิ่งทำให้คิดถึงปู่เนอะ” น้ำเสียงของมารีสั่นกระซิบ เธอเอานิ้วถูลายเกล็ดหิมะบนกระจก มีนา อมยิ้มขณะจ้องถ้วยชาร้อน
“ปู่เคยเล่าว่าเมืองเราเคยถูกสาปด้วยซ้ำ” มีนาเอ่ยขึ้น เบาแต่ชัด ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววนึกสงสัย “เขาว่าถ้าได้ยินระฆังตอนเที่ยงคืน ห้ามเดินออกจากบ้านเด็ดขาด”
ไทด์ หญิงหนุ่มผมยาวสะบัดหิมะออกจากเสื้อกันหนาว ปล่อยเสียงหัวเราะกลบความหวาด “ถึงจะกลัวแต่คืนนี้เราก็ยังจะเดินฝ่าสโนว์ไปดูใช่ไหม?”
แอนนาคิ้วขมวด เธอดูนิ่งจริงจังมากกว่าคนอื่น “ทำไมต้องท้าทายเรื่องนั้นด้วย…” เสียงเธอเบา คำกล่าวค้านดูเหมือนจะซ่อนไร้เสียงเมืองทั้งเมือง
มีนางับริมฝีปากล่าง สีหน้ามีแววกลัวแต่ก็อยากรู้ “เราก็แค่อยากพิสูจน์ว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่า…ใช่ไหม มารี?”
“อืม…” มารีพยักหน้า หลบตา ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ลมกลบทุกคำ
เสียงโทรศัพท์สั่นเบา ไทด์คว้าเครื่องมาดู พ่อเขาส่งข้อความห่วงใย บอกให้กลับบ้านก่อนสองทุ่ม ทุกคนนิ่ง ต่างรับรู้ลางสังหรณ์เบาๆว่าคืนนี้คงไม่ธรรมดา
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าเหนือเมืองคนละมิติจากกลางวัน ถนนเงียบ หมอกขาวลอยเหนือหลังคาไม้เก่า ขณะที่พวกเขาเดินเบียดตัวในถนนเล็กๆ รองเท้าเหยียบหิมะแว่วเสียงแผ่วเบา
“นึกว่าคืนนี้จะไม่กล้า…” เสียงแอนนาดังขึ้นขณะมองไฟหน้าบ้านทีละหลัง “แต่เรามานี่แล้วนะ”
“พี่ปู่เคยบอกว่า ถ้าได้ยินระฆังให้หลบตา อย่ามองไป” มีนาขยับมากอดอก หายใจเข้าลึก
มารีจ้องผ้าพันคอสีแดงในมือ นิ้วสั่น “จะว่าไป… ใครเป็นคนแรกที่ได้ยินระฆังจริงๆ”
“ยายฉัน” ไทด์ตอบ ช้าๆ “เขาเล่าว่า เห็นเงาอะไรก็ไม่รู้เดินผ่านหน้าต่างคืนหิมะหนักแบบนี้ ฉันถามแกบ่อยว่าเห็นอะไร แต่ได้แต่ร้องไห้”
มีนาชะงัก เสียงระฆังจากไกลลิบๆ แว่วมาอย่างไร้ที่มา ทุกคนหยุดเดิน เหงื่อซึมบนขมับทั้งที่อากาศหนาว
แอนนากระชับมือกับมารี สายตาสอดส่องซอกมุม “ไม่น่าใช่ระฆังวัด เลิกคิดมากเหอะ…”
ไทด์เดินนำหน้า กลั้นใจ เหงื่อตรงหน้าผากไหลแบบไม่รู้ตัว “มันดังจากซอยนั่น…”
พวกเขาแอบเข้าไปในตรอกมืด ไฟสลัวฉายเงาร่าง คลื่นอากาศเย็นยะเยือก ป้ายร้านเก่าล้มตะแคงฝังอยู่ใต้หิมะ
มีนาทำลายความเงียบ “ใครเป็นคนแรกที่กล้าเข้าไป?” เธอมองไทด์
ไทด์สูดหายใจ เสียงหัวใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าไปคนแรก แสงไฟจางลอดผ่านช่องประตูไม้ ร้านหนังสือเก่าๆ ที่ไม่มีใครเข้าใช้งานนานหลายปี กลิ่นหนังสือชื้นและฝุ่นตีขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจ
แอนนาลังเลเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจตามเข้าไป เธอพูดเบาๆ “เรากำลังทำเรื่องไร้สาระหรือเปล่า?”
มารีหันไปยิ้มเศร้า “ก็ใครสน…คืนนี้อาจเป็นคืนที่เราได้โตขึ้นสักที”
มีนายิ้มมุมปาก ดวงตาแน่วนิ่ง เขยิบเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือเก่า เล่มหนึ่งสีปกจางคล้ายบันทึกส่วนตัวถูกทิ้งไว้ เธอลูบฝุ่นด้วยนิ้วช้า ๆ
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม ทุกคนผวา เสียงสะดุดฝีเท้าและลมหายใจขาดเป็นช่วง ไทด์ขยับตัวเร็วแต่ระวัง “เราไปดูข้างบนไหม?”
แอนนา พยักหน้าน้อยๆ แม้จะยังกลัว “แค่อย่าแบกความลับกลับบ้านก็พอ”
พวกเขาขึ้นบันไดไม้ เสียงกรอบแกรบใต้เท้า ความกลัวปะปนความตื่นเต้นบีบรัดอกตลอดทาง
ชั้นบนสุดมีกระจกบานหนึ่งแตกร้าว หิมะปลิวเข้าเกาะตามขอบหน้าต่าง ร่างแสงคล้ายมนุษย์ยืนอยู่อีกฟากแสงมืด ทุกคนชะงัก รอยนิ้วเย็นเยียบแตะบนกระจกฝ้าแต่ไม่มีเสียง
“มีใครอยู่ไหม?” เสียงไทด์กล้าๆกลัวๆ
ร่างนั้นหันมาช้าๆ เงียบ ไร้เสียง เคลื่อนไหวเหมือนลม พวกวัยรุ่นทั้งสี่ถอยกรูด มีนาเสียงสั่น “ไปเถอะ…”
แอนนาดึงแขนเพื่อน “ถ้ายังไม่ออกไปคืนนี้ เราจะไม่รอด”
แต่ทันใด ม่านบางเบาที่หน้าต่างขยับ แสงจันทร์ลอดส่องมาบนสมุดบันทึกนั้น หนังสือล้มกับพื้นเผยข้อความแปลก…
“ถ้าเจ้าคืนความลับ เมืองจะพ้นคำสาป” มีนาอ่านข้อความในเงาสลัว พบว่าชื่อปู่ของเธอถูกจารึกไว้
ทุกคนตะลึง ความเงียบถาโถม ลมหายใจถี่รัว ทุกคนหันมองกันอย่างไม่แน่ใจ
มารีหยิบหนังสือขึ้น ร่องรอยน้ำตาเก่าๆ ปรากฏจางๆ บนกระดาษใบหนึ่ง “คือ…ปู่เรา…เคย…ซ่อนบางอย่างไว้ที่นี่”
ไทด์ยืนนิ่ง หน้าซีด “พวกนายโกหกฉันเหรอ…”
มีนาเอื้อมมือจับไหล่ไทด์ “เปล่า…มันเป็นอดีตที่เราต่างกลัว…กลัวจะรู้ความจริงกันหมด” เธอเสียงเบาลง
แอนนาเม้มปาก กลืนน้ำลาย “จริงๆ ฉันก็มีความลับเหมือนกัน…ฉันเคยเห็นปู่ตัวเองมาแถวนี้ คืนที่ยายร้องไห้…แต่ฉันไม่กล้าพูดกับใคร”
เสียงระฆังดังอีกครั้ง ครั้งนี้ใกล้มากจนรู้สึกถึงแรงสะเทือนบนพื้นไม้ ร่างเงาหายไป พายุหิมะกระหน่ำด้านนอก หน้าต่างถูกกลอนปิดแน่น แมวสีเทาใต้โต๊ะร้องเบา ๆ ก่อนเงียบ
“ทำยังไงถึงจะคืนความลับได้…” มารีถามเบาๆ เธอมองสมุดบันทึกท่ามกลางความเงียบ
มีนากลืนน้ำลาย “บางที…ต้องบอกความจริงแก่กัน และเจ้าของเมือง”
ไทด์ลังเล “…พูดตรงนี้เลยเหรอ”
แอนนาพยักหน้า “…ถ้าไม่ทำคืนนี้ อาจไม่มีวันไหนกล้าทำอีก”
ทั้งหมดร่วมกันเปิดเผยปมในใจ เงียบ น้ำตารินในห้วงเวลาสั้นๆ ความกลัว ความเจ็บปวด ปมเลือดเนื้อเก่าๆ ปรากฏในวงสนทนาใต้ไฟสลัว ความเย็นกลับอบอุ่นทีละน้อย เมืองขาวด้านนอกเงียบลงเหมือนฝนหิมะเบาลงเมื่อคนในบ้านให้อภัยและเปิดใจ
เสียงระฆังเงียบหาย ม่านขาวหน้าต่างหยุดไหว วิญญาณและอดีตล่องลอยไปกับอากาศ ภาพกลุ่มวัยรุ่นปล่อยมือจับกันจ้องตา ทุกคนเข้าใจกันและกันเป็นครั้งแรก
แอนนาเอ่ยเสียงเบา “ถ้าเรากล้าเผชิญความกลัวเหมือนคืนนี้ วันข้างหน้าก็คงกล้าเผชิญอะไรอีกมาก”
มีนายิ้มจาง “บางครั้งชัยชนะคือการยอมรับอดีต ไม่ใช่หลบหนี”
มารีจับมือเพื่อนทั้งสาม “เราไม่ได้โดดเดี่ยว ทุกคนมีแผลในใจ…”
ลมหายใจทุกคนเบาสบาย เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น ไทด์พูดลอยๆ “นี่คงเป็นคืนแรกที่เราไม่กลัวอะไรอีกต่อไป”
เมืองหิมะนิ่งงัน วิญญาณจางหายไปกับเวลายามรุ่งอรุณ หิมะละลายช้าๆ ใต้แสงตะวัน และในใจทุกคนความอดทนซึมลึกอบอุ่น
หน้าต่างไม้เปิดออกพร้อมเช้าวันใหม่ รอยยิ้มพวกเขาเจือความเข้มแข็งใหม่ ตรึงอยู่กลางเมืองขาวโพลนตลอดกาล