เงาสีเพลิงบนเกาะสุริยะ
แสงอาทิตย์สุดท้ายส่องเป็นริ้วสีทองบนผิวน้ำ เกาะสุริยะในฤดูแล้งดูสงบน่าอาศัย แต่ลมหอบหนึ่งพลันเยือกเย็นผิดฤดู ชาวเกาะส่วนใหญ่ปิดประตูเงียบ สนธยายามนี้มีเพียงร่างของ “ตะวัน” เด็กหนุ่มวัยสิบแปด ผิวคล้ำ ผมฟูฟ่องกำลังดึงเรือเล็กขึ้นฝั่ง แสงตะวันสุดท้ายฉาบเงาเขายาวเหยียด ท่ามกลางเสียงคลื่นตีก้อนกรวด ตะวันหายใจช้า ดูดกลิ่นไอทะเลกับความหวาดหวั่นบางอย่างที่แฝงในแสงยามแผ่ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนชายหาด เจน เด็กสาวอารมณ์เปราะนั่งกอดเข่ากับสมุดวาดรูปเก่า หัวใจเธอเต็มไปด้วยเงาของอดีต ช่อ บาง – ช่างภาพขี้สงสัย เดินวนถ่ายรูปบ้านเรือนทรุดโทรมและป่าชายเลน เด็กใหม่จากเมืองกรุง “ผา” ยืนหลบเงามะพร้าว มองตะวันด้วยสายตาอ่านไม่ออก ส่วนฟรือ เด็กผู้หญิงผู้เงียบเย็นและพิกล มักใส่หมวกขาวปกใบหน้าครึ่งหนึ่ง ก้มหน้าตัดขนนกสีแดงจากขวดโหล ทุกคนต่างมีเปลือกของตนเอง
เสียงหัวเราะตึงตังดังจากบ้านไม้ริมทะเล วัยรุ่นกลุ่มใหญ่กว่า แกนนำคือพี่ชายตะวันชื่อ “เพลิง” ผู้มากบารมีในหมู่ดาวดวงนี้ รอยยิ้มพี่เพลิงแฝงเย้ยหยอกหยัน ร่างสูงท่าทีมั่นใจไร้เทียมทาน ตะวันหลีกสายตา
คืนนั้น กลุ่มตะวันจุดกองไฟหน้าหาด คราบสนิมในอากาศคลุ้ง แสงไฟทำให้เงานักล่าบนกำแพงต้นไม้ดูมหึมาเฉียบคม “เธอเชื่อรึเปล่าว่าบนเกาะนี้มีปีศาจ?” เจนเอ่ยเสียงต่ำ ขณะลูบสมุดวาดรูป “แม่ฉันเล่าเรื่องไฟลอยตอนเด็ก…”
ผาเบ้ปาก มองลอดเปลวไฟ “ปีศาจ? โลกนี้มันแค่คนกับความกลัว ไม่ใช่เหรอ” ตะวันกระอักใจ เงียบนานก่อนรับไม้ “แต่เมื่อคืนฉันเห็นอะไรบางอย่างในน้ำ เหมือนแสงสีส้มวาบ ๆ ใกล้โขดหินสลักสัญลักษณ์” ฟรือยกนิ้วแตะริมฝีปาก ขนลุกขึ้นตามแขน
เสียงขวดแตก พี่เพลิงปรากฏกลุ่มกับพวก เป็นเงาแกร่ง ทะเลาะหยอกล้อมขัดจังหวะอย่างรู้ทัน “เลิกกลัวเถอะ คนกลัวนี่แหละศัตรูที่แท้จริง” เพลิงหัวเราะแล้วชวนตะวันไปดื่ม ตะวันลังเลก่อนปฏิเสธ เพื่อนพี่เพลิงเริ่มแซวกลุ่มตะวัน สายลมชายทะเลแปรเป็นหนาวสะท้าน เจนจ้องไฟในสายตานิ่งงัน
คืนยังไม่จบ กองไฟถูกลมพัดวูบจนมอด ฟรือเงียบขรึม มองเงาที่สะท้อนผิวน้ำเหมือนจะกระพริบเช่นเดียวกับตาใครสักคนในความมืด ทุกคนตัดสินใจกลับบ้านในอึดอัดและไม่พูดจากันอีก เป็นคืนแรกที่คนทั้งกลุ่มไม่กล้ารั้งกันไว้จนสว่าง
รุ่งเช้า ในตลาดกลางเกาะ ชาวบ้านตื่นตกใจเมื่อพบรอยไหม้ดำรูปประหลาดบนประตูศาลเจ้า วงล้อมฮือฮา ทะเลเป็นเงานิ่งฟ้าหม่น ตะวันมองรอยไหม้ดวงตาแข็งค้าง “มันเหมือนกับสัญลักษณ์บนโขดหินที่ฉันเห็น!” เจนรีบจดสเก็ตภาพในสมุด ช่อเดินถ่ายรูปมุมใกล้ ขณะฟรือยืนเหม่อคล้ายสวดอะไรบางอย่างแผ่วเบา ผาหรี่ตามองวงล้อม พลางหยิบโทรศัพท์มาบันทึกคลิปเหตุการณ์
ขณะที่เสียงคนดังขึ้นเรื่อย ๆ เพลิงโผล่มากระชากตะวันออกจากกลุ่ม สายตาแข็งกร้าว “หยุดเสือกเรื่องคนอื่นได้แล้วยะ คนมันพากันกลัว” ตะวันชะงัก หน้าซีดเผือดตามคำขู่ ฟรือกระซิบบางเบา “มันเป็นสัญญาณ… เคยมีละครั้งก่อน”
ในคลาสเรียนเช้า ข่าวลือไฟไหม้ศาลเจ้าถูกพูดถึงไปทั่ว ผาส่งคลิปในกลุ่มไลน์ “นี่ ถ้าเกิดมันงั้นจริง ๆ เกาะนี้ก็ไม่ปลอดภัยใช่ไหม?” เจนเงยมองตะวันอย่างไม่กล้าเอ่ย เธอซ่อนความหวาดหวั่นในดวงตา ตะวันหลบหลีกไม่ตอบ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ชาวเกาะส่วนใหญ่ ที่ทำเป็นไม่สนใจข่าวลือประหลาด
เย็นวันนั้น กลุ่มตะวันกลับไปรอบริเวณศาลเจ้า ช่อถ่ายรูปสัญลักษณ์ รอยไหม้ดำดูใหม่แต่กลิ่นควันจาง ๆ ยังคละคลุ้ง ผาพูดประชด “ใครแอบแกล้งหรือเปล่า หรือไม่ก็พวกพี่ชายเธอนั่นไงตะวัน จะลองไปซักถามดูไหม?” ตะวันอึกอัก รู้สึกถึงแรงกดดันแปลก ๆ ฟรือกระซิบบางเบา “ถ้าเราตามหาร่องรอยต่อ มันอาจบอกอะไรเราได้” เจนลังเลก่อนพยักหน้า และทั้งหมดจึงแบ่งกลุ่มออกสำรวจ
ในป่าชายเลนใกล้โขดหิน กลุ่มตะวันพบสัญลักษณ์เดิมถูกขูดใหม่บนต้นไม้ ดินรอบ ๆ มีเศษเถ้าดำและขนนกสีแดงฟุ้ง ตะวันหยิบนกขึ้นมามอง มันเหมือนนกที่ฟรือเก็บไว้ในโหล ฟรือเอานิ้วแตะดินแล้วดม มีกลิ่นเหมือนทองแดงและเหม็นไหม้ เจนวาดภาพไว้ เสียงใบไม้กรอบแกรบ ทำให้กลุ่มหยุดนิ่ง หัวใจทุกคนเต้นแรง
ทันใดนั้น เงาวูบหนึ่งแล่นขนาบต้นไม้ ฟรือสะดุ้งถอย ผาผลักเจนลงต่ำ ทุกคนพยายามเก็บสติ เงานั้นหายไปอย่างรวดเร็ว เจนหอบหายใจ ตะวันลูบอกข่มขวัญ ฟรือพูดเบา ๆ “มีบางอย่าง…เฝ้ามองเราอยู่” ช่อพึมพำ “อย่าบอกนะว่า…ปีศาจแห่งเกาะสุริยะมีจริง”
ตะวันที่เคยหัวเราะเยาะเรื่องภูตผี เริ่มรู้สึกว่าความร้อนหลังต้นคอจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงลม หรือไฟฉายสะท้อน
กลางคืนคลืบคลานกลับมา ทุกคนกลับบ้าน แต่ตะวันถูกรั้งอยู่กลางทางโดยเพลิง พี่ชายถามเอาเรื่อง “เกิดอะไรในป่าชายเลน?” จุดบุหรี่ในความมืด ตะวันลังเล แต่เห็นสายตาแข็งกร้าวพี่ชายแน่วแน่ “ไม่มีอะไร…” ตะวันโกหก เสียงบุหรี่ดับวูบ เพลิงโน้มตัวกระซิบเย็นชาว่า “อย่าหาความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวอีก จำเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อนได้ใช่ไหม”
ตะวันนิ่งงันค้าง ชีพจรเต้นแรง ประโยคสุดท้ายกระตุ้นภาพแฟลชในหัวเขา ถึงวันที่ไฟไหม้บ้านเก่า กับเสียงแม่กรีดร้อง เพื่อนทุกคนสูญเสียอะไรบางอย่างในคืนนั้น มันคือโศกนาฏกรรมปริศนาของเกาะสุริยะ…
วันต่อมา เจนชวนตะวันนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นริมท่าเรือ เจนเอื้อมมือสัมผัสแขนแผ่วเบา “นาย…เคยกลัวบ้างไหม? กลัวว่าถ้าเราสืบหาอะไรต่อ จะเจอสิ่งที่ไม่มีวันแก้ไขได้” ตะวันถอนหายใจ มองพื้นน้ำที่สะท้อนใบหน้าอย่างพร่าเลือน “กลัวสิ…แต่ถ้าไม่เดินต่อ เราคงติดอยู่ในเงานี้ไปตลอด” เจนอมยิ้มเศร้า ๆ ให้น้ำตาหล่นเปียกแขนเสื้อ
ช่อวิ่งหน้าตาตื่นมาหา “เมื่อคืนฉันแอบเห็นเงาไฟจริง ๆ ที่โขดหิน มันหมุนวนรอบสัญลักษณ์ แล้วมีเหมือนเสียงคนพูด จากเงาดำนั้น!” กลุ่มจับกลุ่มถกเถียง ฟรือเสนอ “คืนนี้เราต้องไปดูให้เห็นกับตา” ทุกคนใจเต้นระส่ำ แม้กลัว ก็จำต้องเดินเข้าไปหาความจริง
ค่ำลงในคืนที่หมอกขาวปกคลุมทุกสิ่ง กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันบริเวณใกล้โขดหิน สวมเสื้อชั้นในซ้อนหลายชั้นเพราะอากาศหนาวเกินเหตุ ไฟฉายส่องวูบวาบ ฟรือโปรยเกลือลงดินก่อนพูดเป็นเสียงพึมพำราวกับปกป้องอะไร
ท่ามกลางเงาการเฝ้ามอง ทุกคนพูดน้อยลง ตะวันมองหน้าเพลิงที่แอบตามพวกมา “นายอย่าทำอะไรพิเรนทร์นะ ตะวัน” เพลิงขู่แผ่ว ๆ เจนยิ้มเหยียดเย็นชา “ตัวเองกลัวเหมือนกัน ทำไมต้องทำเป็นไม่เห็น?” เพลิงลังเลก่อนสบตา “คนเราถ้ากลัวแล้วเลือกผิด มันเกินจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้” ตะวันฟัง น้ำเสียงพี่ชายแฝงรอยเจ็บปวด
ทันใดนั้น เปลวไฟสีส้มแดงหมุนวนเหนือโขดหิน เสียงร้องแหลมดังก้อง ฟรือกรีดร้อง ทุกคนแตกตื่น แต่ตะวันดึงมือฟรือไว้แน่น “อย่าหนี!” ก้อนเพลิงพันเงาดำก่อตัวเป็นร่างเลือน ๆ ใบหน้าพร่าชัดดวงตาลุกไหม้ เสียงนั้นพร่ำถ้อยคำเดิม “คืนไฟ…คืนไฟ…ความลับ ความผิด…” ตะวันตะโกนกลับ “หยุด! เรารู้นายต้องการอะไร เราจะไม่หลบอีก!”
เปลวไฟใกล้เข้ามาเหลือคืบ เงาดำสั่นสะท้าน ภาพในสมองตะวันย้อนกลับ เห็นคืนไฟไหม้เก่า ที่เขาเคยเก็บความลับและไม่ยอมรับผิด มันคือเงาของความกลัวในใจ เสียงเพลิงพี่ชายตะโกน “นายต้องพูดออกไป!”
ตะวันน้ำตาซึม สะอื้นเงา “ผมเป็นคนจุดไฟ…คือผมเล่นกับไฟใต้บ้านแล้วลืมดับ…” เงาเพลิงหยุดกึก ร้องไห้ร่ำ เสียงนั้นกลายเป็นเสียงเด็กน้อย ฟรือเข้ากอดตะวัน “การให้อภัยต้องเริ่มจากตัวเอง” เจนตบบ่า ช่อบันทึกภาพ
เปลวไฟค่อย ๆ มอดลง ทุกคนยืนโอบกอดกันท่ามกลางเงาอ่อน ๆ แห่งการให้อภัย เมื่อล้มลงปล่อยให้น้ำตาไหล ภาพโขดหินที่เคยเผลอเผา คนทั้งกลุ่มยืนเหมือนเติบโตขึ้นในแสงรุ่งอรุณ
รุ่งสาง ทุกอย่างเงียบงัน เหลือแต่รอยเท้ากลุ่มวัยรุ่นเดินคู่กันบนหาดทราย ผาส่งเสียง “นายไม่ต้องกลัวอดีตอีกละตะวัน นายเปลี่ยนไปแล้ว” ตะวันยิ้ม ขณะที่เงาในใจเขาจางหาย ความสัมพันธ์กับพี่ชายแน่นแฟ้น เจนโอบกอด ฟรือยิ้มละมุน ช่อนำภาพถ่ายไปแสดง เงาของไฟกลายเป็นความทรงจำในอดีตที่เปลี่ยนแปลงทุกคน
สายลมลูบผิวทะเลเบา ๆ แสงเช้าสาดทาบบนไหล่เด็กหนุ่มและกลุ่มเพื่อนใหม่ ๆ เกาะสุริยะยังคงเงียบงัน สายลมกระซิบปลุกเกาะในฤดูใหม่—ฤดูของการให้อภัย