วังวนแห่งฟ้าภูผา
เสียงระฆังไม้ดังท่ามกลางควันจากกองไฟที่ชาวบ้านก่ออุ่นยามเช้า หมอกขาวปกคลุมเส้นทางเล็ก ๆ บนเชิงเขา ทุกวัน “ภูผาฟ้า” เงียบสงบจนดูเหมือนไม่มีเวลาหรือโลกภายนอก แต่บ่ายวันนี้เด็กหนุ่มชื่อยิ่งยงกลับเร่งฝีเท้าไปยังลานกลางหมู่บ้านขณะเสียงแม่เรียกไล่หลังอย่างกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พ่อเอ็งฝากข้าวสารซองนี้ให้อาม่า ถ้าเมฆฝนมารีบกลับบ้านนะ ไปคนเดียวได้เหรอลูก?” แม่เอ่ยเสียงสั่น ดวงตายิ่งยงเต็มไปด้วยความลังเล เขารับถุงข้าวสารอย่างไม่กล้าสบตา ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ขี้ขลาดอีกต่อไป
กลุ่มวัยรุ่นในลานต่างจับจ้องมาที่เขา ดารา เพื่อนสาวหัวดื้อ เดินเข้ามากระแทกไหล่เบา ๆ “วันนี้ไม่แอบหลบเงียบ ๆ แล้วหรือยิ่งยง?” เขายิ้มแหย แต่ซ่อนความรู้สึกหนักอึ้งไว้ลึก ๆ
โต้ง เด็กหนุ่มท่าทางเกเรแต่จริงใจ ยืนพิงต้นสนมองออกไปไกล “เมื่อคืนบ้านป้าดวงมีคนหลับไม่ตื่นอีกคนแล้ว ว่ากันว่าวิญญาณบนเขากลับมา” สนาพูดสอดขึ้นเบา ๆ กระซิบผ่านริมฝีปากสั่น
ยิ่งยงสังเกตเห็นดวงตาว่างเปล่าของผู้เฒ่าที่ผ่านมา พวกเขากระซิบก่นกล่าวคำว่า “ต้องห้าม” ยิ่งยงกลืนน้ำลาย ข้อสงสัยก่อตัวในใจ คืนนั้นเองเขาเดินกลับบ้านช้ากว่าทุกวัน มีเสียงเรียกให้หยุดกึกในความมืด
“ยิ่งยง นายก็ได้ยินเสียงนั้นใช่ไหม?” ดาราแอบตามมาด้วย ตาสองคู่สบกันกลางทางเดินไร้แสง ดารามือเย็นเฉียบ เธอจับแขนเขาแน่น “เมื่อคืนฉันฝัน เห็นใครบางคนยืนอยู่บนผา” เสียงของเธอพร่าและสั่นจนน่าขนลุก
เขาตัดสินใจเดินต่อ ก้าวข้ามหัวใจที่ร่ำร้องให้หนี ทว่าเสียงแผ่วลึกลับก้องในหุบเขา ไม่มีใครรู้เงาราง ๆ ข้างหลังคือใคร ท่ามกลางความเงียบอันหนาวเหน็บ ยิ่งยงหันไปสบตาเพื่อน “อยู่ด้วยกันนะ” เขาพยักหน้าอ้อมแอ้ม กลบความกลัวด้วยรอยยิ้มติดขัด
เช้าวันถัดมา หมู่บ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียด โต้งกับสนามารวมตัวที่หน้าบ้านยิ่งยง “คืนนี้พวกเราไปดูต้นตอของเสียงนั่นไหม?” โต้งทำขึงขังแต่แววตาวูบไหว สนาพยายามข่มกลัว ดารามองพวกเขาด้วยแววตาแน่วแน่ “นี่แหละโอกาสพิสูจน์ว่าเรากล้าพอ” เธอหันมาทางยิ่งยงเหมือนจะถามว่าเขาพร้อมหรือยัง ยิ่งยงเม้มริมฝีปาก ไม่ขานรับทันที
ลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ ทุกคนแอบออกจากบ้านยามดึก จัดเตรียมตะเกียงเก่าและมีดพก ดวงจันทร์ลอยสูงเหนือเขา เงาต้นไม้โยกไหวคล้ายสัตว์ประหลาดซุกซ่อน ทุกฝีเท้านำไปสู่จุดเกิดเหตุซึ่งถูกแบนจากคำเตือนผู้เฒ่า
ใต้ต้นสนใหญ่ กลุ่มต้องหยุดชะงัก โต้งเดินนำขัดกับขาสั่น สนาหลบหลังเงายิ่งยง ดาราแลบลิ้นใส่ความกลัว ยิ่งยงกลั้นใจ “เห็นเงานั่นไหม?” โต้งถามแผ่ว มุมตาทุกคนจับภาพเงาขาวบางที่หายวับไปกับหมอก
ดาราพลันย่อตัวลงเจอผ้าสีดำผืนหนึ่ง เธอชูขึ้น มือสะท้าน “นี่ดูเหมือนผ้าคาดศีรษะของคนที่หายไปเมื่อคืน…” สนายิ่งขาวซีด โต้งเบือนหน้า โยนข้อสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ ทุกคนเริ่มทะเลาะ สงสัยกันเอง ว่ามีใครรู้มากกว่าที่แสดงออก
เสียงหวีดลมลอดผ่าน ทันใดนั้นสนากระโจนใส่ยิ่งยง “อย่าเชื่อเธอ ดาราเห็นอะไรเมื่อคืนแน่ ๆ!” ดวงตาดาราเบิกโพลง “ฉันแค่—ฝัน! นี่มันจะโทษอะไรกันอีก?”
บทสนทนาแตกแยก โต้งแทรกขึ้น “หยุด! ถ้าเรายังทะเลาะกัน ก็คงไม่รู้ความจริงสักที” ทุกคนเงียบอึ้ง สายตาดาราเต็มไปด้วยน้ำตาตื้น ๆ ยิ่งยงยืนมองเพื่อนด้วยความลังเลใจ เขาอยากเชื่อใจทุกคนแต่ในใจกำลังสั่นไหวด้วยความระแวง
พลันมีเสียงกระซิบแผ่วเบาจากความมืด “ไม่อยากกลับบ้านเหรอ…” เสียงนั้นไม่ได้เหมือนของผู้ใหญ่ หรือของเด็ก เสียงของบางสิ่งที่ไม่มีตัวตน ทุกคนผงะหันขวับ ตะเกียงหล่นจากมือยิ่งยง ไฟเล็ก ๆ ส่องให้เห็นรอยเท้าหายไปทางหน้าผา
ดาราวิ่งลิ่วตาม เธอไม่ฟังเสียงห้ามจากเพื่อน ยิ่งยงตะโกนสุดเสียง “อย่าไป! มันอันตราย” เขากลัวจะสูญเสียเธอเหมือนที่พ่อเคยหายไปจากชีวิตเมื่อหลายปีก่อน โต้งและสนาจำใจวิ่งตาม ปล่อยให้หัวใจตีรัวไปพร้อมเสียงฝีเท้าของตัวเอง
ภูผาสูง looming อยู่ตรงหน้าทุกคน รอยแตกบนพื้นภูเขาตรงที่ดาราหยุดเหมือนกับในฝันของเธอ มือเธอกำผ้าผืนนั้นแน่น ก้าวขาเข้าไปใกล้ แต่จู่ ๆ ฟ้าก็แลบสายฟ้า พวกเขาต้องก้มหลบอย่างตกใจ
โต้งเปรยเสียงเครือ “ใครเป็นคนปล่อยให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้น ทำไมวิญญาณถึงยังวนเวียนไม่ไปไหน?” สนาจับแขนโต้งไว้แน่น ดารานั่งลงกับพื้น น้ำตาคลอเบ้า เธอระบาย “ตอนเด็ก ๆ ฉันเกือบตกหน้าผาตรงนี้…แต่มีใครบางคนลากฉันขึ้นมา ฉันจำหน้าไม่ได้ แต่น่าจะเป็นคนที่หายไปตอนนี้…”
ยิ่งยงฟังแล้วหัวใจเต้นผิดจังหวะ เขาจำได้คลับคล้ายว่าเคยเห็นใครสวมผ้าสีดำบนหน้าผาคืนนั้น ยิ่งงุนงงในใจ รู้สึกราวกับมีอะไรหนักอึ้งอยู่บนอก โต้งถอนหายใจ “หรือมีคำสาปให้คนบางคนติดอยู่ที่นี่ตลอดไป?”
สนาหน้ามืด “เลิกพูดถึงคำสาปซะที ฉันกลัวจะกลายเป็นคนต่อไป!” ดาราหันไปปลอบ “เรายังมีหวัง ถ้าเข้าใจความจริง บางทีคนที่เรารักอาจยังไม่จากไป” เธอสบตายิ่งยงเป็นเชิงขอให้เชื่อใจ
พลันบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป เสียงปริศนาแทรกซึมตรงใจกลางกลุ่ม “ใครทำให้หมู่บ้านนี้ต้องชดใช้?” ทุกคนเงียบงัน เฉียดผ่านลมหายใจของแต่ละคน
ยิ่งยงตัดสินใจอย่างลำบากใจ “บางทีพวกเราก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ใครบางคนเคย…” น้ำเสียงเขาหยุดชะงัก โต้งเห็นแววลังเลในแววตา เลยพูดเสียงขื่น “หรือมันเกี่ยวกับอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง?”
ทันใดนั้นดาราถามกลับ “มีอะไรที่นายปิดบังพวกเรา?” ยิ่งยงหน้าเสีย ก่อนเอ่ยปากตะกุกตะกัก “คืนที่พ่อฉันหายไป ฉัน…ฉันไม่ได้ช่วยเขา…” คำพูดนี้เหมือนเข็มทิ่มแทงดวงใจ ทุกคนเงียบ ดวงตาดาราฉายแววทั้งเจ็บและเข้าใจ
โต้งลูบหลังยิ่งยงเบา ๆ “เราทุกคนต่างเคยเลือกผิด” สนากำมือแน่น “แต่เรายังเลือกที่จะช่วยกันได้”
ท่ามกลางความเงียบงัน เงาขาวพร่าไหลผ่านตรงหน้าทุกคน ร่างคล้ายพ่อของยิ่งยงอยู่ในหมอก ยื่นมือมาช้า ๆ ทุกคนกลั้นหายใจ ยิ่งยงลังเลสะท้าน หยาดน้ำตาคลอเบ้า เขาสั่นเสียง “ขอโทษ…ที่ผมกลัวจนหนี…แต่ตอนนี้ผมพร้อมจะรับผิดและช่วยเพื่อน ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
เงานั้นหยุด มองทุกคนด้วยสายตาห่วงใย “ไม่มีใครสมบูรณ์ อย่าปล่อยให้ความกลัวกัดกินอนาคต” เสียงนั้นแผ่วลง หมอกบางค่อย ๆ จาง เงาจางหาย ทิ้งผ้าดำบนฝ่ามือยิ่งยง
ดาราดึงมือยิ่งยงมากุมแน่น “นายกล้าแล้ว” โต้งยิ้มอย่างโล่งใจ ส่วนสนากอดเพื่อนกลบเสียงสะอื้น ทุกคนรู้ว่าชีวิตหลังคืนนี้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก
รุ่งเช้า หมู่บ้านภูผาฟ้าอบอุ่นขึ้นแปลกตา เสียงระฆังไม้พลิ้วเบา ๆ ยิ่งยงกับเพื่อน ๆ สบตากันกลางลาน พ่อแม่ชาวบ้านที่เคยหมางเมินเริ่มพูดเสียงเบา ถ้อยคำแห่งการให้อภัยและความหวังแทรกผ่านซอกหลืบหมู่บ้าน
ยิ่งยงยืนเงียบกลางสายหมอกสุดท้ายของฤดู เขามองไปยังหน้าผาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รวมของทั้งความผิดหวังและโอกาสใหม่ “เราเลือกที่จะเดินต่อได้ แม้ในโลกที่มีเงามืด” เสียงของเขาสะท้อนในใจเพื่อนทุกคนที่ยืนเคียงข้างกัน
ภาพสุดท้ายคือมือของพวกเขาที่จับกันแน่น ท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกบนยอดเขา ภูผาฟ้าไม่ได้เป็นแค่ชื่อ แต่คือบ้านแห่งความกล้าที่เติบโตขึ้นในหัวใจของทุกคน