สมาคมโรงเก็บเพื่อน (Friend Warehouse)
เสียงกริ่งประตูหอพัก “เอเดนเฮ้าส์” ดังลั่นแต่เช้า ผู้ดูแลแสกผมเป๊ะ กางเกงรีดเรียบ ผูกโบว์แดงตุ้งติ้งในนามคุณลุงสมจิต เดินมาเปิดประตูอย่างระแวดระวัง เห็นชายหนุ่มสามคนหอบของพะรุงพะรัง มีตั้งแต่กล่องรองเท้า หม้อหุงข้าว ยันปลากระป๋องหล่นเกลื่อนพื้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“สวัสดีครับ…เราย้ายเข้าวันนี้ ห้อง B2 ครับ” ชยิน เพื่อนหัวไวสูงเกินจริงยื่นกระดาษสัญญารองฝ่ามือ ข้างหลังคือ พงค์ มือไวแต่คิดช้า กับธาร คนพูดน้อยแต่ชอบเขียนโน้ต เตรียมห้องใหม่อย่างตื่นเต้นจนน้ำแข็งละลายแล้วไม่มีคนเก็บ
“ขอเช็คบัตรปชช.หน่อยค่ะ” ลุงสมจิต ใจดีแต่ระแวงเป็นนิจพยักหน้า ชยินล้วงแล้วล้วงอีก พบแต่ใบรับรองฉีดวัคซีนหมา พงค์ล้วงโนเกียหนึ่งเครื่อง ธารยื่นสมุดพกชวนให้นึกถึงสมัยประถม
ท่ามกลางความวุ่นวาย ลุงสมจิตปล่อยเข้าห้องโดยไม่เช็คอะไรเพิ่มเติม “ไปเถอะลูก เดี๋ยวตู้เย็นโดนแดดนานจะแฮงค์” ผู้พักใหม่ทั้งสามตะโกน “ขอบคุณครับ!” แล้วยกของไป
เมื่อเข้าห้อง ดูเหมือนจะไม่เหลือที่วางของอีกแล้ว ห้องแคบแต่ใจสามคนใหญ่ ธารยกโหลแตงกวาดองวางข้างหม้อน้ำขนาด 10 ลิตร ก่อนยิ้มบาง ๆ “เริ่มชีวิตใหม่ ดีปะ” ชยินสบตาเพื่อน “เริ่มแบบนี้ สมาคมโรงเก็บเพื่อนต้องเกิด!” พงค์หันขวับ “อะไรของแกอีกวะ”
ชยินอธิบายด้วยแววตามั่นใจ “เราก่อตั้งสมาคมนี้เพื่อทดสอบความเป็นเพื่อนแท้ ใครผ่านบททดสอบ ได้ป้ายทองในตู้!” ธารจดอะไรลงกระดาษ พงค์หาวแล้วว่า “มึงนี่ว่างงานสินะ”
วันแรกของแผนการ พวกเขาติดป้าย “สมาคมโรงเก็บเพื่อน” หน้าโต๊ะญี่ปุ่น ชวนคนทั้งหอประชุมเปิดสำนัก โดยไม่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริง ทุกคนมาดูด้วยความงงปนอยากรู้อยากเห็น
“ท่านสมาชิกทั้งหลาย!” ชยินเปิดงานด้วยเสียงจริงจัง “การเข้าสมาคมนี้ จะต้องผ่านด่านเพื่อนสามด่าน คือ พิสูจน์ใจจริง ช่วยแก้ปัญหา และเปิดเผยความลับ”
เสียงซุบซิบ ดารุณี สาวข้างห้องแว่นหนาระเบียบจัด กระซิบกับริน สาวห้องตรงข้าม “นี่มันอะไรกัน ขบวนการเทพป่วนซอยเหรอ” รินตอบเฉย ๆ “อยู่เฉย ๆ สิ ดูเงียบ ๆ ก่อน”
งานเปิดสมาคมเลยกลายเป็นงานปริศนา ชยินแจกหมวกกระดาษสวมให้ทุกคน ธารแจกใบสมัครเร็วกว่าเอทีเอ็มยื่นเงิน พงค์เลื่อนโต๊ะไปชนขอบตู้ เหยียบกล่องรองเท้าพังดังเปรี้ยง ก่อนทุกคนจะโหวตบททดสอบข้อแรก
ชยินประกาศ “ใครกล้าเปิดใจเล่าเรื่องอาย ๆ กับเพื่อนบ้าง ยกมือ!” บรรยากาศนิ่งเหมือนบ่อน้ำในเดือนธันวา จู่ ๆ คุณลุงสมจิตเดินมาอย่างเกรงใจ “ถ้าสมัครได้ลดค่าเช่าไหมลูก”
ธารหยิบโน้ตเสียบมือ “ไม่มีส่วนลด แต่มีมิตรภาพ” ลุงสมจิตเกาหัว “อ๊ะ งั้นลุงยืนดูดีกว่า”
เมื่อไม่มีใครกล้ายกมือ ชยินตัดสินใจลงมือเอง “ผมเคยร้องให้เพราะจัดชั้นวางฟิกเกอร์แล้วมันล้มหมด” เงียบอีก ดารุณีเขียนลงสมุด “รู้น้อยลงจะดีกว่า” พงค์หัวเราะแห้ง ๆ สองคนขึ้นช่วยเสริมแต่กลับดันไปเปิดกล่องแฉะน้ำปลาทำพื้นลื่นไปอีก
คืนนั้นการประชุมจบด้วยรอยยิ้มฝืด ๆ ทุกคนกลับห้อง ชยินไม่ท้อ ตั้งใจจะจัดด่านสองพรุ่งนี้ทันที ธารแนบโน้ตข้างหมอน “วันนี้เราออกนอกหน้าไปหน่อย ขอโทษ” พงค์โยนหมวกกระดาษไว้ “พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
รุ่งขึ้น ชยินปลุกเพื่อนแต่เช้า บอกจะจัดบททดสอบ “ช่วยแก้ปัญหา” เลยแกล้งทำของหายกลางดึก โดยไม่บอกใคร แล้วเขียนโน้ตปลอมมาติด “ใครเจอหูฟังกระติกน้ำ ส่งที่โต๊ะ” ปรากฏว่าสมาชิกสมาคมเริ่มเข้าใจผิดว่ามีขโมย
เสียงเคาะประตูดังถี่ ๆ ทั้งเช้า “ขอค้นหาของในห้องหน่อยค่ะ” ดารุณีถือไฟฉายราวกับเป็นสายลับ พงค์งัวเงีย “หาอะไรแต่เช้าเนี่ย” รินขมวดคิ้ว “ขอฟังด้วย เหมือนได้กลิ่นหมักเปรี้ยว”
สุดท้ายทุกห้องออกมาค้นกันเอง ห้องใครหายอะไรบ้างก็ต่างหาก “ฉันหายกุญแจ” “ฉันหายสมุดเซ็นชื่อ” ไปกันใหญ่ ชยินพยายามออกมาพูดกลางโถง แต่ยิ่งพูดยิ่งโดนมองว่าเป็นต้นเรื่อง พงค์เริ่มหงุดหงิด “แผนนายมันพังแต่ต้น!” ธารเขียนกระดาษ “คนเราบางทีหากันเยอะก็สนิทขึ้นนะ”
ตกเย็น คุณลุงสมจิตเดินคอตก “ลูก ใครขโมยนมเปรี้ยวลุงไป เอามาคืนเถอะ ลุงจะยกเซเว่นให้กินตลอดชีวิต” ทุกคนหันซุบซิบ จนทนไม่ไหว ชยินสารภาพกลางหอ “ผมเป็นคนเริ่มเรื่องหูฟังเอง ขอโทษทุกคน!”
เงียบอีกครั้งหนึ่ง ดารุณียื่นสมุดเอกสารให้ “กรอกแบบขอโทษ” ธารกระซิบ “จริง ๆ ของหายคนละชิ้น ไม่เกี่ยวกับนายเลยมั้ง”
คืนถัดมา แผนบทสุดท้ายคือ “เปิดเผยความลับ” ชยินเลยคิดจะจัดกิจกรรมเล่าเรื่องกันหน้าห้อง พอถึงเวลาคนร่วมจึงมีแค่พวกเขาสามคน กับรินที่ยืนป็อบคอร์นเพราะอยากดูพัง
“เอาจริง ๆ ผมกลัวเพื่อนไม่จริงใจกัน…” ชยินเปิดเรื่อง ธารพยักหน้า “เราไม่ค่อยกล้าพูด ก็เลยเขียน” พงค์สวนทันที “เราไม่ได้โกรธแค่…เวลาแกวางแผน พวกเราต้องตามซ่อมทุกที!”
ชยินอึ้ง นั่งนานจนธารส่งโน้ตอีกรอบ “แม้ว่ามันจะปวดหัว แต่ก็ดีที่เราได้หัวเราะ ถึงจะเพี้ยน แต่ทุกคนก็ยังอยู่ด้วยกัน”
จู่ ๆ ลุงสมจิตมายืนข้างหลัง แอบถือถุงนมเปรี้ยว “ลุงหานมเปรี้ยวเจอใต้ซิ้งค์เอง มันเย็นดีด้วยเพราะตู้เย็นเต็ม!” ทุกคนระเบิดหัวเราะ เสียงหัวเราะลามไปถึงห้องอื่น ท้ายสุดสมาคมโรงเก็บเพื่อนไม่ได้สมาชิกเพิ่มแต่ได้เสียงหัวเราะเพิ่มแทน
เช้าวันใหม่ ชยิน เดินไปหน้ากระจก ลองพูดเสียงนิ่ง “ต่อไปนี้ขอเป็นตัวเองแบบซื่อ ๆ ดีกว่า” ธารเขียนโน้ต “ไม่ต้องซื่อมาก เดี๋ยวงานงอกอีก” พงค์ขยี้หัว “ขออย่างเดียว อย่าสมัครสมาคมใหม่ ชาวบ้านจะเครียด”
ทั้งสามสบตา ก่อนหัวเราะ กลิ่นนมเปรี้ยวคละคลุ้ง หอพักเต็มไปด้วยความป่วนอบอุ่นแบบที่ต้องซ่อมแซมกันทุกวัน