ในเงาจันทร์ แห่งสตูดิโอศิลปะ
เสียงจักจั่นร้องระงมอยู่ข้างหน้าต่างประตูกระจกของสตูดิโอศิลปะกลางเมือง ซึ่งถูกทิ้งร้างชั่วคราวหลังจากการซ้อมนิทรรศการครั้งใหญ่ เด็กหนุ่มสวมแว่นทรงหนากำลังนั่งก้มหน้ากับสมุดร่างภาพ ท่ามกลางเงาไฟสีเหลืองหม่นที่ตกกระทบบนขอบโต๊ะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมษาเลื่อนมือไปหยิบดินสอ เหมือนต้องการหนีความคิดบางอย่าง ตรงข้าม โต๊ะฝั่งนั้น ปุณกล้า นักศึกษาศิลปะเชื้อสายใต้ ผู้พูดน้อยแต่มีรอยแผลเป็นยาวที่ข้อมือ กำลังเพ่งมองเมษาผ่านแสงไฟ สายตากระตุกเล็กน้อยเหมือนไม่แน่ใจว่าควรเริ่มบทสนทนาไหม
“นายวาดรูปแบบนั้นทุกวัน ไม่เบื่อเหรอ?” เสียงปรางเด็กสาวผมหยิกนั่งอีกข้างลอดผ่านสมุดโน้ต มีรอยยิ้มจาง พยายามเล่นหัวข้อเดิม ๆ หวังคลายบรรยากาศอึมครึม แต่ในดวงตามีบางอย่างแฝงอยู่
เมษาเงยหน้าช้า ๆ “ดีกว่านั่งคิดมาก เรื่องที่มันอาจจะกลับมา…”
ปรางชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปทันที ความเงียบครอบคลุมในห้อง ก่อนเสียงกระทบประตูดังขึ้น ข้าวฟ่าง เพื่อนในกลุ่มเดินเข้ามา เธอสวมเสื้อกันหนาวเก่า ๆ สะพายกล้องถ่ายรูปไว้ข้างตัว
“ยังอยู่กันอีกเหรอ พวกนั้นไม่กลับบ้านหรือไง” น้ำเสียงห้วนแต่ขบขันของข้าวฟ่างกลบความตึงเครียดแปลกประหลาด กล้องในมือเธอถูกยกขึ้นถ่ายภาพกลุ่มทันที ทุกคนต่างหันหน้าหลีกเลี่ยง
ประตูเหล็กด้านหน้าสตูดิโอดัง “โครม” เหมือนมีใครสักคนกระแทกเข้ามา แต่ไม่มีใครปรากฏตัว เมษาขยับใกล้ข้าวฟ่าง สายตาไปติดกับเงาดำตรงมุมห้องข้างประตู
“เมื่อคืน…มีใครเห็นแก้วไหม?” เมษาถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เงียบ พลันสายตาปุณกล้าเต็มไปด้วยความกังวล
ปุณกล้ากระซิบเบา ๆ “แก้วไม่ได้กลับหอหลังงานเลิก…” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ ถอนหายใจขณะมองพื้น
ข้าวฟ่างเม้มปาก ริมฝีปากอัดแน่น ดูเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่ลังเล
“ฉันฝันเห็นแก้วเมื่อคืนนี้ เขายืนนอกหน้าต่าง เรียกชื่อฉันเสียงเบา ๆ เหมือนขอให้ไปหา แต่…” ข้าวฟ่างพูดไม่จบ
เมษาเดินไปสะกิดปรางเบา ๆ ตาแวววาวไร้ความมั่นใจ “เราควรทำยังไงดี”
ปรางตอบพลางหลบตา “โทรหาอาจารย์ไหม? ถ้ามีอะไร…”
ข้าวฟ่างแทรกเสียงเข้ม “อาจารย์ไม่เชื่อหรอก ทุกคนรู้ไหม เวลาใครหายไปในตึกนี้ ไม่มีใครกล้ายุ่ง ยิ่งใกล้คืนพระจันทร์เต็มดวงแบบนี้”
เมษาชะงัก รู้สึกหนาววาบที่ต้นคอ ปุณกล้ามองแก้วในโทรศัพท์ก่อนพูดเสียงหนักแน่น
“เราไปหากันเองเถอะ กลุ่มเรา ถ้าไม่เจอตอนนี้…อาจไม่เจออีกต่อไป”
ไม่มีใครโต้แย้ง แต่ทุกคนบนใบหน้าล้วนมีร่องรอยความกลัวและความสงสัยเจือปนกัน ทุกอย่างในห้องดูอึดอัดแต่เป้าหมายชัดเจน
เมษาสะพายเป้ ปุณกล้าเดินนำ ข้าวฟ่างถือกล้องแน่น ปรางค่อย ๆ เดินตาม ทุกคนมุ่งหน้าไปสู่โถงชั้นสองทันที ท่ามกลางเงาจันทร์ที่ค่อย ๆ ส่องลอดบานหน้าต่างกระจกสีเข้ามา
เสียงเท้ากระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะ สะท้อนเงาแต่ละคนแปลกตาไปจากเดิม ห้องโถงชั้นบนเต็มไปด้วยผลงานศิลปะวางระเกะระกะ ปรางหยุดกลางห้อง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเริ่มหยิบโทรศัพท์มากดหาแก้วอีกครั้ง แต่ปลายสายเงียบ มีเพียงเสียงหายใจเบา ๆ เท่านั้น
ปุณกล้าหยิบไฟฉาย ส่องไปที่มุมห้องซึ่งเป็นห้องเก็บอุปกรณ์เก่า เสียงข้าวฟ่างพูดเสียงดังขึ้น “เมื่อคืนฉันเดินผ่านห้องนี้ ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้ แต่นึกว่าใครแกล้ง”
เมษามองเพื่อน ๆ ครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจเดินไปบิดลูกบิดประตู เงาดำวาบผ่านขอบสายตาทุกคนชั่วครู่ ทุกคนหยุดนิ่งใจเต้นแรง
ข้าวฟ่างหายใจถี่ แสงแฟลชกล้องวาบขึ้นหนึ่งครั้ง แสงสว่างเผยให้เห็นเงาใครบางคนวูบอยู่หลังชั้นวางของ เสียงขยับตัวดังแกร็ก ทุกคนสะดุ้ง ปรางซบหลังปุณกล้าแน่น
“แก้ว…ใช่แก้วมั้ย” เมษาเอ่ยเสียงสั่น ขาก้าวเดินต่อแผ่วช้า เงานั้นนิ่ง ไม่ขานรับ
เสียงลมหายใจติดขัดในเงามืด ภาพสั่นไหวจากกล้องดิจิทัลในมือข้าวฟ่างเผยซิลูเอตผู้หญิงผมสั้น ปรางร้องไห้ออกมาเสียงเบา ๆ
ทุกคนหยุดข้างประตู หัวใจเต้นแรงมากซะจนลืมหายใจ เมษาทำใจกล้าเพราะกลัวสูญเสียเพื่อนไปตลอดกาล ก่อนเอื้อมมือไปวางที่ไหล่เงานั้น เธอผินหน้ากลับมาทันที
แต่ไม่ใช่แก้ว เป็นหญิงชราผิวซีดในชุดคลุมเปื้อนสี หน้าตาเลือนรางคล้ายรอยแปรง ระบายสีแดงด่างทั่วแขน เธอยิ้มให้บางเบา
“เด็ก ๆ มาทำอะไรกันในนี้” เสียงแหบแห้ง ทำเอาทุกคนถอยกรูด ปุณกล้าขึ้นเสียง “เรามาตามหาเพื่อนครับ!”
หญิงชราขยิบตา “สตูดิโอแห่งนี้ไม่เคยคืนอะไรที่ถูกซ่อนไว้ ก่อนจันทร์จะหาย เด็ก ๆ ไปให้ไกลเสียที”
เมษาอึ้งขาสั่น ปรางร้องไห้ ข้าวฟ่างงุนงง สติหลุด ปุณกล้าเอี้ยวตัวบังเพื่อนทุกคนไว้
แต่หญิงชราจู่ ๆ ก็หายวับ เงามืดยืดยาวขึ้นแทน เสียงข้าวฟ่างร้องตกใจ กล้องหล่นกระแทกพื้น ภาพแตกเป็นเสี่ยง เงาจันทร์ทาบทับหน้าต่างทั้งแถบ ฝุ่นฟุ้งในอากาศ กลิ่นสีเหม็นควันชวนคลื่นไส้
เมษากุมหัวใจตัวเอง ความกลัวกัดกินในอก แต่เธอไม่ยอมหนีเป้าหมาย ทุกคนมองหน้ากัน ต่างมีแววตาตกลงเงียบ ๆ
“คืนนี้ ถ้าเราไม่เดินหน้า เราอาจไม่มีโอกาสได้รู้ความจริงอีกเลย” ปุณกล้าพูดเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยแรงกดดันปนกลัว
ปรางกัดริมฝีปากทั้งน้ำตา “ถ้าไม่ใช่แก้ว แล้วใครกัน… หรือว่า…”
ข้าวฟ่างค่อย ๆ เก็บกล้องขึ้นมากอดแน่น ผิงแสงไฟฉาย พยายามหายใจลึก ๆ
เมษาเดินนำลงสู่บันไดไม้สู่ชั้นใต้ดิน ทุกย่างก้าวหนักอึ้งด้วยความกลัว เสียงสายลมลอดประตูใต้ดินพัดเบา ๆ
ที่บันไดลงใต้ดิน ข้าวฟ่างหลับตาแน่น ก่อนกระซิบ “ทุกครั้งที่จันทร์เต็ม โคมไฟหน้าสตูดิโอมักดับหมด เหมือนเมื่อคืน…เราตามหาแก้วไม่เจอเลยจริง ๆ”
ปุณกล้าร์เปิดประตูชั้นใต้ดิน ไฟฉายส่องออกเห็นรูปปั้นแตกหักและผืนผ้าใบวางกระจัดกระจายกลางพื้น เงาดำยังคงกระเพื่อมข้างฝาผนัง เมษาเดินเข้าไป พลันได้ยินเสียงฝีเท้าสะท้อน เงากระทบระหว่างเท้าตัวเองสับสน“
ทุกคนยืนล้อมกลุ่มกลางความเงียบ ข้าวฟ่างกระซิบถาม “ถ้าแก้วอยู่ตรงนี้…เขาจะบอกอะไรพวกเรานะ” น้ำเสียงปนความสั่นไหว
ปรางพลั้งพูดเบา “แก้วกลัวอะไรกันแน่ หรือมันเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้”
เมษาเงียบไปนาน ก่อนตัดสินใจวางมือบนผืนผ้าใบ พูดแผ่วเบา “เคยรู้ไหม บางทีความลับที่แก้วแบกรับ มันทำให้เขาหายตัวไปเอง…เพราะเขากลัวว่าถ้ามีใครรู้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
คำพูดของเมษาทำให้ทุกคนชะงัก แต่ข้าวฟ่างส่ายหน้า “แก้วไม่ใช่คนขี้ขลาดนะเมษา เขาเป็นคนกล้ามากกว่าพวกเราทุกคน”
ปุณกล้าหยิบชิ้นส่วนผ้าใบขึ้นมา พบลายเซ็นลับเล็ก ๆ “แก้ว พ.ศ.นี้” สะท้อนแสงฉาย คำถามใหม่เกิดขึ้นในใจทุกคน
เสียงเคาะบางอย่างในมุมหนึ่งของใต้ดินสตูดิโอปรากฏ ทุกคนหันไป เสียงเหมือนลมหายใจ เร่งให้ทุกคนต้องเลือกเดินหน้า หรือถอยหลัง
เมษาเงยหน้าสบตาทุกคน สายตาเต็มไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า “ถ้าเรากลับไปตอนนี้ ทุกสิ่งที่เราคิดและกลัวจะตามหลอกเราอีกต่อไป”
ข้าวฟ่างลังเลก่อนพยักหน้าอย่างเด็ดขาด ปรางมองปุณกล้า พูดเสียงสั่น “แก้วเป็นเพื่อนเรา เขายังต้องการเรา ถ้าใครสักคนต้องเสียใจ ฉันขอเสียใจวันนี้ ดีกว่าทั้งชีวิต”
เสียงเวลาคืบคลานช้า ๆ เงาสีเงินบนผ้าใบทาบคลานอย่างน่าขนลุก ทุกคนเดินตามเสียงลึกลับไปที่กำแพงแผ่นต่ำใต้บันได ก่อนพบประตูลับซึ่งเคยถูกปูนฉาบทับไว้ครึ่งหนึ่ง
น้ำเสียงเมษาสั่น “ถ้าข้างในมีอะไรที่เราไม่ควรรู้…พวกนายจะโกรธฉันไหมที่เป็นคนตื้อให้เข้ามา”
ปุณกล้าแตะไหล่เบา ๆ “ถ้าไม่ใช่นาย ฉันก็จะมาเอง…เราอยู่ด้วยกันดีที่สุด”
ข้าวฟ่างตั้งกล้องอัดคลิปสั้น ๆ “ถ้าคืนนี้เราไม่ออกไป อย่างน้อยจะมีหลักฐานว่าเราเคยมาที่นี่…กับแก้ว”
ทุกคนช่วยกันงัดประตูลับเสียงดัง อิฐร่วง เศษปูนแตกออก เผยให้เห็นห้องแคบ ๆ ภายในเต็มไปด้วยผนังที่ถูกขูดเป็นลวดลายแปลกตาเหมือนรอยพู่กันบ้าคลั่ง ปรางหยุดยืนตะลึง ข้าวฟ่างจ้องหน้ากล้อง ภาพบันทึกขาด ๆ หาย ๆ
เสียงขูดกำแพงดังขึ้นข้างหลัง ทุกคนสะดุ้ง เงาเด็กผู้ชายรูปร่างคุ้นตายืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง หายใจถี่ ๆ เมษาขยับเข้าหาทุกคน ปุณกล้ามืดหน้าเข้าบังอย่างเป็นธรรมชาติ
เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้น เผยสายตาละห้อย สั่นกลัว มีหยาดน้ำตา “ช่วยผมด้วย” น้ำเสียงลอยเหมือนวิญญาณ
ข้าวฟ่างหล่นกล้อง ปรางร้องไห้ ปุณกล้าอึ้งค้าง เมษาผงะเกือบทรุด เงานั้นกระพริบหายไปข้างผนัง ทิ้งไว้แต่กลิ่นแปลก ๆ เหมือนสีไหม้
ทุกคนใจเต้นระส่ำ ต่างนั่งลงสูดลมหายใจลึก ข้าวฟ่างพึมพำ “ความจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเสมอไป…แต่เราก็ยังเดินมาแล้ว”
เมษานิ่งเงียบ มองผนังที่มีลายมือขีดเขียนเป็นร้อยประโยคซ่อนในสัมผัสเดียว “ฉันกลัวเหลือเกิน กลัวจะลืม…กลัวจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป” เมษาอ่านออกมาเสียงสั่น
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวในเงามืดอีกครั้ง จู่ ๆ ประตูทางเข้าโยกตัวปิดเสียงดัง “โครม!” ห้องสั่นสะเทือน เพดานหล่นฝุ่น ความกดดันทวีคูณ
ข้าวฟ่างรีบวิ่งมาคว้ากล้อง ปรางสวดมนต์เบา ๆ ปุณกล้าขบฟันแน่น มองเมษา “เราจะออกจากที่นี่ไปด้วยกัน…ไม่ทิ้งใครไว้…”
ฟ้าแลบผ่านกระจกชั้นบน เหงื่อเมษาไหลอาบหน้า วูบหนึ่งปรากฏภาพแก้วยืนก้มหน้าอยู่ด้านนอกหน้าต่าง มีเงาดำเข้าครอบงำร่าง
ข้าวฟ่างกดบันทึกภาพทันที เมษาตะโกนเรียกแก้ว แต่ภาพนั้นเสมือนภาพลวงตาไม่มีเสียงขานรับ
ประตูห้องเริ่มเปิดออกอีกครั้งเอง ทีละนิด ทีละนิด ทุกคนหอบหายใจปานขาดใจ เมษาตัดสินใจลากทุกคนพุ่งออกจากห้องนั้นทันที กลิ่นอายหม่นเหลือทน
พวกเขามาหยุดตรงโถง สะอื้นหอบ หัวใจเต้นระทึก ปรางเอามือเช็ดน้ำตา เมษามองข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างกล่าวเบา ๆ “เรา…เราทำได้”
ขณะนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างด้านข้าง สะท้อนชัดเจน ทุกคนหันไป ปรากฏร่างเด็กผู้ชายค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืด เป็นแก้ว ร่างกายเหมือนผ่านอะไรบางอย่างมา เขามองเพื่อนทีละคน น้ำเสียงเบาแหบพร่า
“อย่ากลับไปที่นั่นอีก อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นในความมืด” แก้วกล่าว มองเมษาตรง ๆ
ทุกคนยืนอึ้ง ปรางโผเข้ากอดแก้ว ข้าวฟ่างน้ำตาไหล ปุณกล้าน้ำตาคลอเบ้า
เมษาสอดส่ายตาเต็มไปด้วยคำถาม “เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรในนั้น”
แก้วยืนนิ่งจ้องหน้า ทุกคน ใต้แสงจันทร์ส่องลอดกระจก แก้วพูดแผ่ว ๆ “บางครั้งความกลัวในใจเราเองคือกับดัก แม้แต่ที่ ๆ เต็มไปด้วยศิลปะ ยังซ่อนความมืดได้ …ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องเสี่ยง”
เสียงข้าวฟ่างสั่น “ทำไมไม่บอกเราตรง ๆ ตั้งแต่แรก…พวกนายคือเพื่อนฉันนะ”
แก้วยิ้มเศร้า “ผมกลัว…กลัวถ้าทุกคนรู้ความลับในอดีต ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม ผมกลัวสูญเสียเพื่อนมากกว่าชีวิตตัวเอง”
ปุณกล้าส่ายหน้า “เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แก้ว…แม้ในเงาจันทร์”
เสียงลมพัด ดังลอดรอยแตกประตู โอบลูบใบหน้าทุกคน อากาศเย็นสั่นไหว ทุกคนมองตากัน น้ำตาไหล
เมษาเดินไปใกล้แก้ว ก่อนเอื้อมมือแตะไหล่เขา “เราให้อภัยนาย…แต่ช่วยกลับมา เป็นเพื่อนกันต่อไป”
ประตูสตูดิโอเปิดออก เงาจันทร์หลบหลังเส้นขอบฟ้า ทีละน้อย ทุกคนเดินออกจากตึกพร้อมกัน ทิ้งเศษฝุ่น อดีต และความกลัวไว้ข้างหลัง
ผ่านรอยยิ้ม เงาของมิตรภาพบังเกิดใหม่ท่ามกลางความหวาดกลัวและเสียงก้าวเดินบนทางเดินเก่า ทุกคนเปลี่ยนไปตลอดกาล รู้ซึ้งในสิ่งที่เลือกและสิ่งที่สูญเสีย
คืนแสงจันทร์จาง ทุกคนยังคงมีเงาติดตามแต่อย่างน้อยในสตูดิโอศิลปะคืนนี้ ไม่มีใครต้องเดินเพียงลำพังอีกต่อไป