คืนฝังคำสาป
บรรยากาศในหอพัก “ศิลป์ชนบท” เงียบสงบไปด้วยเสียงฮัมของเครื่องปรับอากาศ แสงไฟสีเหลืองอมส้มทอดยาวจนถึงสุดทางเดิน พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อกลุ่มนักศึกษาศิลปะเดินกรูกันเข้ามาในห้องพักกลาง ชั้นสามของอาคารแคบสูง ภายในห้องเสียงหัวเราะของธันวา ดังกลบเสียงโทรทัศน์ที่บรรเลงเพลงยุคเก่า “แกพูดจริงดิ ไอ้ต้นมันกลัวตุ๊กตากว่าผีอีก!” เสียงเจนแซวพร้อมโยนหมอนไปโดนหัวต้นที่กำลังทำตัวเคร่งขรึมอย่างเสียไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ต้นหัวเราะกลบเก้อ “คนน่ากลัวกว่าผีป้ะวะ กูว่าสิ” นิดาเพื่อนสนิทที่สุดของเจนกลอกตาแล้วหันไปเทน้ำใส่แก้ว “งั้นคืนนี้อย่าลืมล็อคห้องให้แน่นๆละกัน อย่าหาว่าไม่เตือน” ทุกคนยิ้มขำ ไม่ทันสังเกตเงามืดลางๆ ที่ฉายทาบตรงท้องกระจกเหนือเตียง
คืนวันนั้น ธันวาเพิ่งได้รับข่าวย้ายเข้าอย่างเป็นทางการหลังจากรอผลเลือกห้องมานาน “ไอ้ต้น ฝากฝันดีว่ะ คืนนี้ขอให้ไม่มีตุ๊กตามายืนมองตรงปลายเตียง” ธันวาหัวเราะ ประตูลั่นแกร็กด้วยฝีมือลม เจ้าของห้องไม่ทันได้เอะใจว่ามีเสียงอะไรแปลกๆ ตามมา
เมื่อดึกสงัดปกคลุมทั่วหอพัก เสียงกริ่งมือถือดังปลุกเจนขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ เธอได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ คล้ายว่าสองสามคำหลุดลอดออกมาจากโถงทางเดิน ทุกอย่างเงียบซา…จนเธอได้ยินเสียงประตูใครบางคนถูกเปิดออกช้าๆ จากในความมืด เงาหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนผ่านประตูหายลับไป
เช้าวันใหม่ ธันวายืนนิ่งอยู่หน้าห้องต้น ใบหน้ากังวล “ต้นยังไม่ตื่นเหรอ พวกแกเห็นมันเมื่อคืนไหม” เจนกดมือถือดูเวลา ก่อนจะรับประกันว่าต้นยังไม่ได้ทักข้อความใครทั้งคืน
ห้องของต้นเงียบสงัด ผ้าปูที่นอนยับย่น จานอาหารค้างคืนคล้ายไร้ร่องรอยคนใช้ ตู้เสื้อผ้าปิดสนิท ราวกับไม่มีใครอยู่มาตั้งแต่เมื่อคืน ธันวาสำรวจรอบห้องด้วยหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ไม่ปกติแล้วว่ะ”
นิดาดูหน้าต่างแล้วจับต้องกลอน “ล็อกข้างในสนิท ไม่ได้เปิดหนีออกไป” สายตาเจนจับจ้องไปที่จดหมายที่ถูกซุกไว้กับพื้นข้างเตียง มันเหมือนแผ่นกระดาษเก่าเปื้อนฝุ่น เธออดไม่ได้ต้องหยิบขึ้นมาอ่าน
ตัวหนังสือจางพร่าขึ้นเป็นลายมือเก่าแก่ เขียนถึง “เด็กผู้ถือคำสัญญา” เอ่ยถึง “คืนฝังคำสาป ห้ามละเมิด” ถ้อยประโยคยุ่งเหยิง ชั้นเชิงความหมายราวกับเป็นรหัสลับ เจนรู้สึกเย็นวาบ ร่างกายชาหนึบขณะเธออ่านข้อความโบราณนั้น
ทั้งสามเริ่มรวบรวมข้อมูลเรื่องราวประหลาดในหอพักนี้ ธันวาเล่า “ตอนรับน้อง เขามีพิธีแปลกๆ ให้เอาเหรียญไปฝังใต้ต้นไม้หลังหอ คืนแรกที่มาต้องสวดชื่อใครสักคน” นิดาเบรกเสียงเครียด “ก็เรื่องราวเล่าเฮี้ยนๆ มีหัวค่ำมั้ง อย่าไปคิดเยอะเว้ย แค่ต้นคงกลับบ้านเอง เดี๋ยวก็ติดต่อมา” แต่สายตากังวลของเจนยังวนเวียนอยู่กับจดหมายนั้น
ตกค่ำ คืนนั้นเจนกับธันวาไปถามแม่บ้านของหอพัก เจ๊สาม เจ้าของรูปร่างท้วมหัวเราะแห้ง “เด็กหายเหรอ? เอาน่า อย่าคิดมาก สมัยก่อนก็มีคนหายกลางดึก ไม่เห็นใครตามหา พ้นเจ็ดวันทุกอย่างจะจบเอง” เธอค่อยๆ ลดเสียงลงเมื่อเห็นนิดาเดินตามมา
เจนเริ่มสังเกตเห็นนิดามีอาการแปลก เธอดูหวาดระแวงขึ้น ไม่มีสมาธิเรียน กลับห้องก็กดล็อกประตูซ้ำๆ เวลานั่งเงียบจะเหม่อมองหน้าต่าง “เจน ถ้าเธอฝันแปลกๆ บ้างไหม” เสียงเธอสั่น เจนเองก็รู้สึกไม่มั่นใจ “ฉัน…ฉันแค่รู้สึกเหมือนถูกมอง”
ธันวาเดินเข้ามาแทรก “คืนนี้เราย้ายไปนอนด้วยกันก่อน เอาความปลอดภัยไว้ก่อน” เจนพยักหน้าพลางส่องแสงโทรศัพท์ไปตามทางเดิน เห็นเงาสะท้อนแว่บหนึ่งหลบทางระเบียง
กลางดึก ปลั๊กไฟดับ เหลือเพียงแสงมือถือ ธันวาหลับฝันร้ายสะดุ้งขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงกุกกักจากห้องนิดา เจนพลันตื่นตาม เธอกระโดดพรวดออกไปตามเสียง พบประตูห้องนิดาเปิดออกช้าๆ นิดายืนจ้องหน้าต่างในความมืด “อย่าเปิด!” เจนตะโกนแต่สายไป มือของนิดาหยิบบางสิ่งในช่องหน้าต่างออกมากอด เงาดำข้างหลังสะท้อนกลับมา
เสียงหวีดดังแผ่วในความเงียบ ทุกคนผวาออกจากห้อง เงาดำม้วนตัวราวควัน กับดวงตาสีขาวโพลงตรงประตู เจนคว้ามือนิดาแน่น ธันวาดันประตูปิดรัว จังหวะนั้น สายลมหวนกลับมา กับความเงียบสนิท
เช้าตรู่ พวกเขาพบเครื่องรางเก่าๆ ตกอยู่ตรงระเบียง เป็นเหรียญโลหะและชิ้นไม้ผุพังแบบเดียวกับที่ใช้ในพิธีรับน้อง เจนเริ่มประติดประต่อ “มันเกี่ยวกับพิธีนั้นแน่ๆ ใครฝ่าฝืนหรือไม่ทำอะไรสักอย่างถึง…หายไป” ธันวาติวเข้ม “แปลว่าเราต้องหาทางแก้คำสาปนี้ใช่ไหม”
ช่วงบ่าย พวกเขาตัดสินใจลอบเข้าไปในห้องเก็บของเก่าชั้นใต้ดินภายใต้การนำของธันวา ห้องอับชื้น มีกลิ่นเหม็นและเถาวัลย์รัดโต๊ะ เจนพบสมุดบันทึกโบราณ จารึกประวัติหอพักและรายชื่อนักศึกษาที่ถูกขับออกอย่างไร้ร่องรอย หนึ่งในนั้นมีชื่อเดียวกับต้น และบรรยายถึงพิธี “คืนฝังคำสาป” ทุกปีจะต้องมีผู้สืบทอด เป็นเงื่อนไขต่อชีวิตของทุกคนโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน
นิดาเสียงสั่น “แต่ปีนี้ไม่มีคนจากที่อื่น พิธีอาจผิดหรือเปล่า” เจนชะงัก “เรา…อาจเผลอละเมิดกติกาบางอย่างโดยไม่รู้ตัว” เธอมองเหรียญในมือความเย็นเฉียบเกาะกุมบางอย่างข้างใน
ธันวาลังเล “หากต้องเลือก…แกคิดว่าคุ้มไหมถ้าจะให้ใครสักคนเป็นผู้รับแทน” ความเงียบซัดเข้าหากัน ไม่เคยมีใครคิดถึงการเสียสละจนดูจริงจัง ทว่าเงื่อนไขของคำสาปทำให้ทุกคนเริ่มหันมามองกันอย่างระแวง
การถกเถียงในห้องเรียนแตกตื่นขึ้นเมื่อข่าวลือเด็กต่างคณะหายตัวเพิ่มอีกคน อาจารย์โรม หัวหน้าสาขาศิลปะ เชิญทุกคนคุยลับๆ ในห้องพักอาจารย์ “ผมอยู่ที่นี่สิบห้าปี ไม่เคยเห็นพิธีรับน้องแบบที่พวกคุณถูกบังคับมาก่อน มันเป็นสายใยโบราณ เชื่อมมนุษย์กับสิ่งลี้ลับ ทุกปี ใครที่เบี่ยงเบนวิณญาณก็จะถูกกลืนหายไป ผมเองเสียเพื่อนไปหนึ่งคน” ธันวาร่างสั่น มือบีบแน่น
“ถ้าเรา…คืนเหรียญที่ฝังไว้ จะช่วยได้ไหม” เจนถามเสียงเบา โรมพูดเหมือนกลืนเลือด “มันไม่ง่ายแบบนั้น ทุกอย่างเป็นเงื่อนไข คุณต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวที่สุด”
ตกกลางคืน พวกเขาลงความเห็นมายังต้นไม้หลังหอ เจนถือสมุดโบราณกับเหรียญในมือ ธันวาประคองไหล่นิดาแผ่วเงียบ ทั้งสามขุดดินตรงโคนต้นเก่า ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านสายลมตึงเครียด เงาทอดทับลงบนหน้าเจน คราบน้ำตาไหลย้อนเข้าหัวใจเมื่อเธอเห็นเงาตัวเองซ้อนกันมากกว่าหนึ่ง
ในความมืด เสียงต้นดังขึ้นจากเครื่องคิดเงินร้านสะดวกซื้อเก่า เจ้าตัวเบลอ เหมือนไม่มีตัวตน “พวกแก…มาแล้วเหรอ” ธันวาร้องชื่อเขา สำนึกร้าว “ต้น! กลับมาได้ไหม” แต่เงานั้นเพียงแค่ยิ้มแล้วบอก “อยากกลับบ้านหรือเปล่า เจน…แล้วเธอให้อภัยตัวเองได้หรือยัง”
น้ำเสียงแทงใจ เจนพึมพำ “ฉัน…ฉันเคยเป็นคนเห็นแก่ตัว เพิกเฉยต่อต้น…ตอนที่ขอให้ช่วยวันสุดท้ายก่อนเขาหายไป ฉันกลัว กลัวจะสูญเสียทุกอย่างจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดความจริง” เงาต้นยิ้มจาง “ความกลัวทำให้เราหายไปทีละนิด เจน…ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…”
ธันวาเดินเข้าจับแขนเจน “แกไม่ผิดทั้งหมด เราก็ปล่อยให้ต้นเผชิญเองทุกอย่าง คนทุกคนต่างมีบาดแผล แต่ถ้าเรายอมรับและขอโทษตรงนี้ได้ เราอาจ…เปลี่ยนข้อแลกเปลี่ยนก็ได้”
เงาดำสาดคลื่นลมแรง กลบเสียงพูดให้เงียบงันก่อนที่เหรียญในมือเจนจะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เจนกัดฟันแน่น “ฉันขอแลกเปลี่ยน — ไม่ใช่ให้ใครหายไปอีก แต่ขอให้เราจำและให้อภัยกันเองได้” น้ำตาของเธอไหลลงบนเหรียญ
ทันใดนั้น แสงสีทองบางเบาลอยวนรอบต้นไม้ อากาศคลายหนาว ทุกอย่างค่อยๆ เงียบลง เสียงใบไม้ไหวสะท้อนในหัว นิดากอดเจนแน่น ก่อนจะถูกดึงเข้ามากอดด้วยกันโดยธันวา ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าในชั่วขณะหนึ่ง
เช้าวันต่อมา ต้นโทรหาในกลุ่มไลน์ ราวกับว่าไม่เคยหายไป เจนอ่านข้อความเงียบงัน น้ำเสียงประหลาดในหัวค่อยๆ จางหายไป เหรียญโลหะเก่าในมือละลายเหลือเพียงเศษฝุ่นหมายถึงการสิ้นสุดของบางสิ่ง อาจารย์โรมเดินเข้ามายิ้มอ่อน “พวกเธอตัวสั่นเพราะฤดูแล้ง หรือเพราะบาดแผลในอดีตก็ไม่แน่”
ค่ำวันนี้ กลุ่มเพื่อนนั่งด้วยกันที่มุมเดิมของหอพัก สีหน้าตึงเครียดแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ เจนกระซิบบางอย่างให้ลอยไปสู่ต้นไม้ “ทุกครั้งที่มองออกไป ฉันจะไม่ลืมบทเรียนคืนนี้” ธันวาแซว “แกยังกลัวตุ๊กตาอยู่ไหมต้น?” ต้นหัวเราะ “บางอย่างมันน่ากลัวกว่านั้น…การต้องให้อภัยตัวเอง”
แสงไฟพร่ามัวนอกหน้าต่าง ฉายภาพจำคืนฝังคำสาปในใจของทุกคนตลอดไป