ไม้ขีดไฟในห้องเช่า
กลิ่นอับในทางเดินแคบของหอพักราคาถูกผสมปะปนกับกลิ่นก๋วยเตี๋ยวจากชั้นล่าง ต่ายลากกระเป๋าผ้าใบเก่าสีหม่น เดินหลบชายแก่ใส่เสื้อกล้ามที่นั่งขวางอยู่หน้าห้องเบอร์ 3 สายตาคนรอบข้างจับจ้องเด็กสาวบ้านนอกผิวคล้ำผมหยักศกด้วยความสงสัยปนสมเพช
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ห้องเจ็ดอยู่ชั้นสองนะหนู รหัส 7-402 ไขกุญแจนี้เลย ไฟมันเก่า แต่ก็…ถ้าอะไรมันจะเสีย ใจเย็น ๆ” เสียงเจ้าของหอพูดเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน ต่ายอดอยากจะขอบคุณแต่ลิ้นกลับแข็งจนได้แต่ยกยิ้ม
มือเย็นเฉียบไขลูกบิดแล้วแง้มประตู รอยเปื้อนสีเหลืองไข่บนผนังเตะตา กลิ่นไม้เก่า ๆ ชวนเวียนหัว เบาะที่นอนบางเฉียบ วางบนเตียงเหล็กขึ้นสนิม แมงสาบหลบใต้โต๊ะไม้เก่า
ไฟกะพริบเป็นจังหวะ ต่ายถอนหายใจ กะจะล้มตัวลง แต่เสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้สะดุ้ง เงาร่างสูงผอมเดินออกมา ผมเปียกลู่ติดหน้าผาก ตาคมจ้องกลับมาอย่างวัดใจ
“เพิ่งย้ายมา?” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ ไม่สบตา ต่ายสั่นน้อย ๆ พยักหน้า “ชื่อกิตติ อยู่ห้องนี้นานแล้ว อีกเตียงว่าง ขอใช้พื้นที่ด้วย พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” กิตติกดมือถืออย่างไม่สนใจ รู้แต่อีกฝ่ายไม่ได้ใจร้าย ต่ายพยายามหาเสียงตัวเอง “ฉัน…ชื่อต่ายค่ะ พึ่งมาจากเชียงราย”
เสียงตบยุงดังปึ้ง เงียบไหลเข้าสู่ค่ำ ต่ายคลำกล่องไม้ขีดไฟเก่าในกระเป๋า กระดาษปลิวหล่นพื้น ข้อความเขียนด้วยลายมือ ‘อย่าเชื่อใครง่าย ๆ’ เธอกำกล่องแน่น มือเย็นเฉียบ
ค่ำคืนนั้น ไฟฟ้าดับทั้งตึก เสียงคนตะโกนจากชั้นล่างดังขึ้น ไฟมือถือกิตติส่องหน้าขาวซีดของต่าย เงาตกกระทบผนังโค้งงอ คล้ายกับจะขยับเอง
“ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวไฟก็คงมา” กิตติออกปาก ต่ายถอนหายใจสั่น ๆ มือยังจับกล่องไม้ขีดแน่น พลันมีเสียงเคาะเบา ๆ ที่ประตู คล้ายไม่ได้เคาะด้วยมือ กิตติเดินไปเปิด ม่านผ้าสีเทาช่วยปิดบังแสงจากนอกห้อง
ผู้หญิงวัยกลางคนผมยุ่ง ๆ แต่งตัวบ้าน ๆ ยืนข้างประตู “เห็นน้องใหม่ย้ายมา ไฟดับบ่อย อย่าลืมปิดหน้าต่างให้หมุนเวียนลม เดี๋ยวเช้าก็จะดีขึ้น” เธอส่งยิ้มเปื้อนหม้อไฟฟ้าซุบ ๆ ที่มือให้ แล้วเดินจากไปเงียบ ๆ กิตติปิดประตู เบะปากเล็กน้อย
ต่ายวางกล่องไม้ขีดบนขอบหน้าต่าง มองข้ามกรอบกระจกลงไป เห็นไฟฉายวูบวาบจากห้องอื่น ๆ เสียงซุบซิบผ่านผนังแผ่วเบา กิตติก้มหน้าทำงานในสมุด เขียนแบบสถาปัตย์ ต่ายเหลือบมองพยายามหาเสียงถาม “ทำไมถึงอยู่ที่นี่นานคะ” “ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเงิน” กิตติพูดง่าย ๆ นิ้วมือกัดดินสอจนปลายแหลมหัก ต่ายเงียบ รู้สึกเหมือนตัวเองเปิดแผลเหวอะวะในใจใครโดยไม่ได้ตั้งใจ
สายลมโชยผ่านหน้าต่าง พัดกระดาษที่เขียนว่า ‘อย่าเชื่อใครง่าย ๆ’ ตกลงพื้น กิตติไม่ได้มองแต่ต่ายรีบคว้าไว้เหมือนกลัวถูกเห็น
ไฟฟ้าดับยังอยู่ เสียงแมลงกลางคืนดังระงม ต่ายเดินไปหยิบไม้ขีด จุดไฟดวงแรกในห้อง เงาเปลวไฟสะท้อนใบหน้ากิตติ แสงที่ส่องวูบไหวฉายรอยหมองบนดวงตาเขา มือกิตติแทบหยุดนิ่ง เธอสบตา “กลัวผีไหม?” เสียงกิตติต่ำแต่จริงจัง “เปล่าค่ะ แค่…กลัวจะไม่ปลอดภัยมากกว่า” ต่ายตอบเบา ๆ
เสียงบางอย่างกระทบประตูอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงครืดคราดยาว เสียงจากห้องข้างเคียงแว่วมาด้วยเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะเงียบ ๆ กิตติเดินไปฟังติดผนัง ก่อนจะพึมพำ “ห้องข้าง ๆ ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว” บรรยากาศเย็นวาบ
ไม้ขีดในมือสั่นวูบ ไฟหลุดดับพลัน กิตติเดินมานั่งลงข้างเตียงต่าย เงียบอยู่นานก่อนจะพูด “เคยมีคนตายในห้องนี้ เมื่อปีก่อน” ต่ายขยับตัวหนีเล็กน้อยแต่ไม่ลุกหนี
“แล้ว…เขาทำไมตาย” เธอถาม กลั้นหายใจแม้ไม่ทันคิดว่าควรถาม กิตติเงียบ ก่อนตอบ “เขามาจากเหนือเหมือนกัน มาคนเดียว พยายามอยู่ให้ได้แต่…ไม่มีใครฟังเขา” ต่ายเม้มปาก มือกำกระดาษจนยับ
มือถือกิตติสว่างชั่วครู่ แจ้งเตือนสายโทรเข้า เขารีบกดตัด สายตาหลุกหลิก ต่ายสังเกตแต่ไม่กล้าถาม เงียบเข้าปกคลุมอีกหน
เสียงเคาะหน้าต่างเบา ๆ ดังขึ้น ต่ายเดินไปดู พลบค่ำนอกห้องยังว่างเปล่า สายลมเย็นเฉียบพัดเข้ามา ทำให้กล่องไม้ขีดร่วงลงพื้น คำเตือนบนกระดาษถูกลมพัดปลิวหาย กิตติมองต่ายอย่างสนใจแต่ไม่ถามว่ากระดาษเขียนว่าอะไร
สภาพอากาศชื้นเย็นลง คืนแรกผ่านไปในความเงียบงัน ต่ายนอนไม่หลับ มีเสียงครืดคราดจากห้องข้าง ๆ ดังแทบทั้งคืน กิตติลุกเดินวนในห้องเป็นจังหวะเหมือนกำลังคิดอะไรที่พูดไม่ได้
เมื่อเช้ามาแสงแดดลอดหลังม่านจาง ๆ ต่ายตื่นมาเห็นกิตตินั่งหลับพิงโต๊ะ มือกำโทรศัพท์ ต่ายลองคลำกล่องไม้ขีดแต่ไม่เจอ เธอก้มเก็บเศษกระดาษที่ปลิวมาแทน มีข้อความใหม่เขียนว่า ‘อย่าส่องสว่างให้สิ่งที่ควรจะมืด’
ต่ายออกไปซื้อข้าวหน้าอาคาร เด็กหนุ่มหญิงในหอพักจ้องสายตาเป็นปริศนา ชายรูปร่างท้วมพูดด้วยเสียงหัวเราะแปลก ๆ “เมื่อคืนห้องข้าง ๆ มีอะไรดังหรือเปล่า” ต่ายตอบเสียงเบา “มีเสียงประหลาด ๆ ค่ะ” เขายิ้มเย็น ๆ “ห้องนั้นเขาว่ากระจกหันตรงกับเตียง อะไรที่สะท้อนมันจะย้อนมาเองนะ”
ช่วงบ่าย กิตติเข้าสอนกลับมาด้วยท่าทีเคร่งเครียด เขาขีดเขียนผลงานด้วยแรงกดดัน เหงื่อผุดบนหน้าผาก ใบหน้าซีดลง ต่ายมองแต่ไม่กล้าถาม เพียงแต่หยิบไม้ขีดไฟที่เจอในกระเป๋าขึ้นมาดู
ระหว่างค่ำ ต่ายนั่งวาดรูปในสมุดโน้ต เก็บรายละเอียดรอยเปื้อนบนผนัง รอยมันดูคล้ายใบหน้าคน ช่องแสงหน้าต่างหลอกตา กิตติเข้ามายืนข้าง ๆ มองตาม “มีอะไรให้ช่วยไหม” ต่ายตอบทันที “เมื่อคืนฉันนอนไม่ค่อยหลับ” “พยายามอย่าคิดเยอะ” กิตติพูดเสียงแข็งแต่ดวงตาอ่อนแสงลงชั่วครู่
เสียงฝีเท้าในทางเดินด้านนอก กิตติดึงผ้าม่านออกช้า ๆ โดยไม่พูดอะไร สายตาเขาขึงขัง แต่ในดวงตายังมีร่องรอยหวาดหวั่น ต่ายสังเกตเห็นแผ่นรอยข่วนบนท่อนแขนซ้าย กิตติรีบแก้แขนเสื้อปิดไว้
กลางคืนวันที่สอง ไฟดับอีกครั้ง กิตตินั่งมองเปลวไฟเล็ก ๆ จากไม้ขีดในมือของต่าย เปลวสว่างสั่นไหว เงาใบหน้าของทั้งคู่ฉายบนฝาผนังอย่างน่ากลัว ต่ายยิ้มมุมปาก “ถ้าคุณกลัว สามารถจับมือฉันได้นะคะ” กิตติส่ายหน้าแต่เลือกเอื้อมมาแตะปลายนิ้วต่ายสั้น ๆ
เสียงลากของบางอย่างจากห้องข้าง ๆ ดังขึ้นติด ๆ กัน กิตติลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว พบว่าทางเดินว่างเปล่าแต่กลิ่นเลือดคาวลอยมาอ่อน ๆ ต่ายรีบปิดประตู สองคนยืนใกล้กันแบบระแวงใจ
เช้ารุ่งขึ้น ต่ายพบเศษกระดาษใหม่หล่นใต้เตียง “ใครซ่อนอะไรก็จะได้อย่างนั้น” ต่ายเงียบไปก่อนเดินเข้าไปอาบน้ำ ความกลัวจุกอก สงสัยว่ากิตติปกปิดอะไรไว้
กลางวัน กิตติกลายเป็นคนเงียบผิดปกติ สะดุ้งทุกครั้งที่มีเสียงโทรศัพท์หรือเสียงอะไรข้างห้อง ต่ายพยายามพูดคุยแต่กิตติหลบสายตา
ตกค่ำ ต่ายลองเดินไปห้องข้าง ๆ พบประตูถูกล็อกจากด้านใน แต่หวีไม้เสียบไว้ตรงช่องประตูซึ่งแปลกกว่าปกติ เธอยื่นมือไขเข้าดูแต่เสียงกิตติดังขึ้น “อย่าเปิด!” ต่ายหยุดนิ่งตัวแข็ง กิตติเดินมาจับมือเธอเบา ๆ
กิตติพูดเสียงแหบ “ในห้องนั้น เมื่อก่อนมีผู้หญิงคนนึง… เธอหายไปกลางคืน ไม่มีใครเจอร่างเธอเลย ตั้งแต่นั้นมา…ไม่มีใครกล้าเข้าไปอีก”
ต่ายสบตาอย่างสงสัย “แต่เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงหัวเราะเด็กผู้หญิง…” กิตติหลบสายตา มือสองข้างกำแน่น เหงื่อซึมที่ไรผม “เสียงแบบนั้น… แม่ผมก็เคยบอกว่ามันอยู่ในหัวใจคนเหงา…ถ้าเราเปิดมันออก มันจะกลับมาหา”
เงียบงันชั่วขณะ สองคนมึนงงกับความคิดตนเอง ต่ายคิดถึงอดีตตัวเอง วันที่ต้องหนีจากบ้าน เก็บไม้ขีดไฟกับเศษกระดาษที่แม่เขียนเตือนมาด้วย กิตติก้มหน้า มือสั่น ต่ายเอื้อมมือลูบแขนเขาเบา ๆ “ความลับมันไม่หายไปง่าย ๆ หรอกเนอะ”
คืนนั้นไฟยังดับเหมือนเดิม เปลวไฟไม้ขีดสะท้อนหน้าต่าง ตัวต่ายเองจ้องเงาเปลวไฟ มองเห็นใบหน้าตัวเองฉายทับกับรอยเปื้อนบนผนังเหมือนมีเงาบางอย่างจ้องกลับตลอด เธอฟุบหน้าลงกับเข่า น้ำตาซึมออกมา
เสียงเคาะหน้าต่างยาวนานกว่าเดิม กิตติลุกเดินไป แทนที่จะเปิดหน้าต่าง เขานั่งลงลังเล น้ำเสียงอ่อนแรง “ต่าย เธอกลัวความมืดไหม” ต่ายสบตาเขา เงียบอยู่พักใหญ่ เธอตอบ “กลัว…แต่กลัวโดนทิ้งมากกว่า”
กิตติยิ้มเศร้า ๆ พยายามพูดอะไรแต่หยุดไว้ น้ำตาเริ่มเอ่อ จากนั้นเสียงร้องโหยหวนคล้ายใครถูกจมน้ำดังจากห้องข้าง ๆ ต่ายยกมือปิดหู ซุกตัวเข้าซอกแขนกิตติ “คืนไหนที่กลัวมาก ๆ ก็คิดว่ามีคนอยู่กับเรา เสียงพวกนั้นจะเบาลงเอง” กิตติพูดสั่น ๆ
รุ่งเช้า เจ้าของหอเดินขึ้นมาดูความเรียบร้อย เห็นใบหน้าซีดของทั้งคู่ มือถือเศษไม้ขีดหักยันกัน เธอถอนใจ “อยู่ได้ก็ดีแล้วนะ…ที่นี่ใครอยู่ได้ก็แปลว่าจะผ่านพ้นอะไรบางอย่างไปด้วยกัน” เจ้าของหอพูดเหมือนหมายถึงมากกว่าห้องพัก
กลางวัน กิตติหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายคืน ต่ายออกไปข้างนอก เจอหญิงชราหน้าตาคุ้น ๆ ยื่นกล่องไม้ขีดใหม่ให้อย่างนิ่ง ๆ ต่ายรับมาด้วยมือเย็นเฉียบ “กลัวไฟไหมลูก” หญิงชราถามเสียงเบา ต่ายส่ายหน้า “กลัวไฟดับ…มากกว่า” หญิงชราชะงัก ส่งยิ้มปนแววตาเศร้า “อย่าลืม…ถ้าไฟดับ อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นในแสงไฟเล็ก ๆ”
ต่ายกลับเข้าห้อง พบกิตตินั่งคอตกอยู่ข้างเตียง มือสองข้างกอดเข่า เธอนั่งลงข้าง ๆ เลือกจุดไม้ขีดอีกครั้ง ก่อนอยู่ในความเงียบพักหนึ่ง กิตติเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเบา “ฉันเคยทำร้ายคนที่ฉันรักมาก ชีวิตเขา…พังเพราะฉัน ฉันสมควรกลัวความมืดไหมต่าย” น้ำเสียงสั่น หัวใจต่ายเต้นแรง
เธอมองหน้าเขา บีบมือเขาแน่น “ฉันก็เคยหนีทุกอย่างที่กลัว แต่แม่บอกว่า ถ้าเราหนีพร้อมก้อนกลัว มันจะเป็นส่วนหนึ่งของเรา ยิ่งดับไฟ ใจจะถูกดูดไปกับเงา ยอมรับมัน…มันถึงจะสว่างเอง”
ค่ำคืนนั้น ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องกลบเสียงในห้อง ทุกคนปิดไฟ หมอบอยู่กับความกลัวของตัวเอง ต่ายจับมือกิตติไว้แน่น เงาเปลวไฟแทบไม่มีความอุ่น
เสียงเคาะประตูดังถี่ผิดปกติ กิตติยืนขึ้น เดินไปเยื้องประตู เปิดออกควับเดียว เจอเงาร่างผู้หญิงผมยาวยืนพิงขอบประตู เธอหน้าซีดและมีรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า กิตติถอยหลังสองก้าว พยายามควบคุมสติ
ผู้หญิงพูดเสียงแผ่ว “มันไม่ใช่ความผิดของเธอ…” กิตติแน่นิ่ง ต่ายคว้ากล่องไม้ขีดไฟมาจุด เปลวไฟสะท้อนหน้าเงานั้นค่อย ๆ จางไป สิ่งที่เหลือมีเพียงกลิ่นเผาไหม้จาง ๆ ในอากาศ
หลังจากนั้น (แต่ไม่ได้พูดคำนี้) ต่ายกับกิตติเริ่มกล้าพูดถึงอดีตต่อกัน ทั้งคู่เปิดใจเจ็บปวดและหวาดกลัว เคียงข้างกันเพื่อรอรับแสงใหม่ ๆ ในค่ำคืนถัดไป เงาในห้องยังอยู่แต่ไม่กรีดร้อง ไม่เคาะประตูอีก สองคนเฝ้ารอเช้าด้วยใจที่กล้าเผชิญหน้าทุกสิ่ง
ฉากสุดท้าย เปลวไฟไม้ขีดเล็ก ๆ ในมือของต่ายส่องให้เห็นรอยยิ้มของทั้งคู่ แม้เงายังคงเกาะผนัง แต่ละครั้งที่ไฟสว่าง พวกเขาเลือกจะหันหน้ารับมัน มากกว่าหนีไปในความมืด