เงาซ่อนรอยยิ้ม
เสียงระฆังโรงเรียนดังกึกก้องท่ามกลางสายลมร้อนแผ่ว เด็กนักเรียนหญิงต่างเดินออกจากอาคารเรียนทีละกลุ่ม สีหน้าของแต่ละคนเจือความคึกคะนอง เหล่าเพื่อนในชุดนักเรียนซุบซิบถึงข่าวลือล่าสุดภายในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อรินดา นักเรียนหญิงมัธยมปลายผมยาวรวบตึงเดินก้มหน้าผ่านกลุ่มเพื่อน ตอนเดินสวนกับกลุ่มของเฟื่องฟ้า เพื่อนสนิทที่โบกมือให้ เธอฝืนยิ้มตอบ แต่แววตากลับหนักอึ้งเหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน
“กินไอติมไหม ดา?” เฟื่องฟ้าทักเสียงขี้เล่น รอยยิ้มจางแตะแก้มซ้าย
“วันนี้… ขอโทษนะ เราต้องรีบไปที่ร้านยาย” อรินดาตอบเสียงเบา ความลังเลซ่อนไว้ในคำพูด
เฟื่องฟ้ายกคิ้วสูง “ตั้งแต่แม่เธอป่วย เธอก็ไม่ออกไปเที่ยวกับใครอีกเลยนะดา”
อรินดาเงียบไปชั่วอึดใจ มือเบียดขอบกระโปรงแน่น “พรุ่งนี้ได้ไหม? พรุ่งนี้จะไปด้วยแน่ ๆ”
เฟื่องฟ้าถอนหายใจ ยื่นมือไปจับแขนเพื่อนเบา ๆ “อย่าฝืนมากนะ ถ้าลำบากใจไม่ต้องฝืน ยายเธอก็ใจดี อยากมีเพื่อนไปนั่งคุยก็เรียกเราได้ตลอด”
เสียงนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งหัวเราะลั่นจากท้ายสนาม อรินดาหันขวับไปทันทีเมื่อเห็นผอม เพื่อนร่วมชั้นอีกคน จ้องตรงมาที่เธอด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่เหมือนเคย
ตกเย็น ร้านขายของชำของยายอรินดาคึกคัก เด็กเล็กซื้อขนมเสียงเจี๊ยวจ๊าว ผู้ใหญ่ยืนคุยเรื่องงานศพป้าจรูญที่เพิ่งจัดไป เงียบ ๆ อรินดาแวะหลังร้านช่วงพัก นั่งข้างแม่ที่มีถุงน้ำเกลือแขวนเหนือศีรษะ มือแม่สั่นน้อย ๆ เธอยื่นน้ำให้ แม่หลบดวงตาเสมองหน้าต่าง ดูเหมือนไม่มีอะไรจะพูดต่อ
คืนนั้น ท่ามกลางความมืดภายในบ้าน มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ อรินดาค่อยๆ ส่องออกไปนอกม่าน เฟื่องฟ้ายืนอยู่ใต้เงาโคมไฟ รอยยิ้มประหลาดบนใบหน้า
“ดา ขอโทษนะที่มาดึก พอดี…กลับบ้านไม่ไหว รถมันเสีย พ่อไม่ได้อยู่” น้ำเสียงเฟื่องฟ้าสั่น อรินดาพยักหน้าชวนเข้า
ทั้งสองนั่งเงียบ ฝนยังไม่ตก แต่ฟ้ากลับดำทึบผิดธรรมชาติ อรินดาหรี่ตาถามว่า “วันนี้ทะเลาะกับยายอีกเหรอ?”
เฟื่องฟ้าหัวเราะแห้งๆ “ยายไม่เชื่อว่าหนูได้ยินเสียงแปลก ๆ ในป่า ยายว่าหนูน่าจะหยุดเพ้อสักที”
อรินดาชะงัก ไม่พูดต่อ สักพักจึงเอื้อมมือไปวางบนมือเพื่อนแน่น เฟื่องฟ้าหลบตา ฝืนยิ้มพลางกลืนน้ำลาย
“อย่ากลัวเลยฟ้า ไม่มีใครอยู่ลำพังจริง ๆ หรอก”
คืนนั้น เฟื่องฟ้านอนค้างบ้านอรินดา ช่วงดึกเด็กหญิงตื่นกะทันหันเพราะเสียงเหมือนกระซิบจากหน้าประตู ขนลุกซู่ เธอขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม สายตาสอดส่ายหาบางอย่างที่ซ่อนเร้นในรอยมืด
รุ่งเช้า เฟื่องฟ้าหายตัวไป กองรองเท้าที่หน้าบ้านยังวางอยู่ อรินดาตกใจ วิ่งหาทั่วซอกซอย เพื่อนในกลุ่มทยอยมาค้นหา ก้อง – หัวหน้าชั้นผู้ปากร้ายแต่ใจดี, ปริม เพื่อนหญิงผู้ขยัน, ผอมที่ถูกหยามว่าแปลกประหลาด ต่างร่วมด้วยช่วยกัน
ยายของเฟื่องฟ้าฟูมฟาย ชาวบ้านเริ่มกระซิบถึงเรื่องผีป่าที่เคยเกิดมาก่อน บ้างว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บ้างว่าย้อนกับเหตุการณ์อดีตที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
อรินดาสูญเสียศูนย์ เธอรับผิดว่าปล่อยให้เพื่อนไปคนเดียว เฟื่องฟ้าประสบเหตุเหนือธรรมชาติ หรือจริง ๆ แล้วหนีไปเพราะความลับอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครรู้?
คืนนั้นเอง ก้อง ปริม และผอมตามอรินดาไปดูที่ที่เฟื่องฟ้าเคยบอกได้ยินเสียงแปลก พวกเขาลัดเลาะเข้าป่าท้ายหมู่บ้านซึ่งมีบรรยากาศหนาวเย็นผิดปกติ ทั้งสี่หยุดอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่ที่เหมือนจะมีรอยขีดเขียนด้วยมือใครสักคน
ผอมเงยหน้ามองเพดานใบไม้ ร่องรอยบางอย่างเคลื่อนไหววูบไหวกลางเงา ก้องจับบ่าอรินดาแน่น “เลิกเพ้อเถอะ แค่เฟื่องฟ้าเล่นซ่อนหา เดี๋ยวก็กลับ”
ปริมกลับขยับชิด อรินดามองพื้น มุมปากสั่น “ถ้าเป็นเราหายตัวไปบ้างล่ะ ทุกคนจะตามหาไหม?”
คลื่นความเงียบถาโถม ทุกคนตัดสินใจเดินต่อ แม้แต่ก้องที่ว่าไม่กลัวก็ยังเหลียวหลังมองทุกฝีก้าว
ในป่า ทั้งสี่คนแปลกใจเมื่อเจอรอยเท้าขนาดเล็กจางๆ นำไปสู่บ่อน้ำร้างกลางป่า ลมเย็นเฉียบตีกลับ เสียงกระซิบในสายลมดังขึ้นใกล้ๆ ผอมเป็นคนแรกที่หยุดเดิน สายตาจดจ้องไปยังเงามืดหลังต้นไม้
จู่ ๆ ปริมก็กรีดร้องเมื่อฝ่ามือเย็นเฉียบคว้าแขนจากด้านหลัง เงาสีดำลอยแวบผ่านหน้าทุกคน เฉียดไปหาคนสุดท้าย ก่อนที่แรงกระแทกจะปล่อยตัวปริมหลุด ปริมทรุดคุกเข่าหอบหายใจถี่ ๆ ร่างสั่นเทา
ก้องรีบคว้าข้อมืออรินดา “ออกไปเถอะ มันคืออะไรไม่รู้!”
อรินดาทำใจกล้ากลับไปจับแขนเพื่อนปริม มือสั่นแต่เสียงนิ่ง “เราไม่ทิ้งกัน”
หลังเหตุการณ์นั้น เด็กทั้งสี่เริ่มเปลี่ยนไป อรินดากลายเป็นคนพูดน้อยกว่าปกติ ก้องหงุดหงิดง่าย ปริมหวาดระแวงทุกอย่าง ผอมเอาแต่เขียนข้อความแปลก ๆ ลงสมุด ไม่มีใครในหมู่บ้านเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ
วันหนึ่ง ผอมเอาสมุดที่เขียนรูปผีป่ากับข้อความปริศนาไปให้ยายเฟื่องฟ้าดู ยายซีดหน้า น้ำเสียงสะอื้นริน “เลิกยุ่งกับเงานั่นได้แล้ว มันไม่ชอบคนจ้องมาก ๆ หรอก” นิ้วมือสั่นเทาของยายอ้อยอิ่งอยู่ที่รูปเงา “ของแบบนี้ ใครรู้มากไป มักได้รับของแถม”
ผอมผงะ อรินดายืนฟังตรงมุม เธอหวลคิดถึงสิ่งที่เฟื่องฟ้าชอบพูดถึงเสมอ “มันไม่ได้ต้องการให้กลัว แค่อยากให้มีคนเห็นมันเท่านั้น”
กลางคืนวันนั้น อรินดาออกเดินไปที่บ่อน้ำตามลำพังด้วยความสิ้นหวัง ในมือถือไฟฉายที่ส่องสะท้อนผิวน้ำ เธอยืนนิ่ง เอ่ยช่วงเวลาความเงียบ
“ฟ้า…ถ้ามีอะไรอยู่ตรงนี้จริง ขอให้มันพากลับมา เราจะไม่หนีอีก”
เสียงสะท้อนดังก้องในป่า เงามืดขยับวูบวาบตรงมุมตา แม้จะหวาดกลัวจนขาแข็ง แต่เธอกลับไม่วิ่งหนี มือข้างหนึ่งยื่นเข้าเงามืด ทีละน้อย ทีละน้อย
มีเสียงกระซิบอ่อนโยนดังขึ้น ใจกลางความมืดรูปทรงคล้ายมือเล็ก ๆ เอื้อมแตะปลายนิ้วของเธอ มันเย็นวาบเหมือนหยาดน้ำค้างแรกเช้า ดวงตาเธอพร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติกลับคืนมา
เช้า อรินดาสะดุ้งตื่นในห้องตัวเอง หัวใจเต้นแรง รอยแดงเล็ก ๆ ปลายนิ้วยังอยู่ เพื่อนไม่อยู่ในบ้านอีกเช่นเคย
หมู่บ้านตื่นแต่เช้า เสียงนายอำเภอดังผ่านลำโพงให้ทุกคนช่วยตามหาเด็กหญิงที่หายตัวไป ก้อง ปริม ผอม และเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ช่วยกันพลิกหาทั่วป่า เจอเพียงรอยรองเท้าใหม่ ๆ ใจกลางป่า ที่หายวับไปในทางตัน
กลางเสียงเอะอะของผู้ใหญ่ อรินดาเดินจ่อมจมไม่พูดจา ทันใดได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหู ฟังชัดว่า “ไม่ต้องกลัว” ใบไม้ร่วงกระจาย เด็กหญิงหันขวับแต่ไร้ใครอยู่เบื้องหลัง
คืนวันนั้น ปริมสารภาพกับอรินดาว่า เฟื่องฟ้ารู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับคนในหมู่บ้าน รวมถึงปริมเอง ปริมยอมรับด้วยน้ำตาว่าเคยโกหก จนทำให้เฟื่องฟ้าเสียใจ ทุกคนต่างถือครองความผิดลึก ๆ ในใจ
กลุ่มเพื่อนนั่งล้อมวง จุดไฟกลางลานหน้าบ้าน กลิ่นไม้ไหม้อ่อน ๆ อรินดาหายใจลึก รู้สึกได้ถึงภาระในอก เธอเอ่ยช้า ๆ “เราก็ผิดเหมือนกัน ไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับว่าอิจฉาเธอ…อิจฉาฟ้า”
ก้องนิ่งไปนาน พึมพำเสียงแผ่ว “ไม่คิดว่าทุกอย่างจะไปถึงขนาดนี้…ขอโทษนะดา ที่ชอบพูดจาแรง ๆ น่ะ”
คืนนั้นเอง เงาดำวูบไหวบนขื่อบ้าน ใกล้ขึ้น ทุกคนรู้สึกลมหายใจสะดุด ก้องยื่นมือไปแตะบ่าผอมเบา ๆ “คืนนี้เรานอนตรงนี้ด้วยกันก็ได้”
ผอมนั่งกอดเข่า เงยหน้าขึ้นสบตาทุกคน “จะว่าอะไรไหม ถ้าเราบอกว่า…เคยเห็นฟ้าครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ในบ้าน แต่ในป่า ใกล้ ๆ บ่อน้ำนั่นเอง”
กลุ่มเด็กเงียบงัน ต่างรับฟังกันโดยไม่ขัดจังหวะ น้ำตาซึมในแววตาทุกคน ผอมร้องไห้ออกมาอีกรอบ เสียงสั่นเครือ “เราไม่กล้าบอกใคร…กลัว”
รุ่งขึ้น พวกเขาตัดสินใจไปที่บ่อน้ำด้วยกัน อรินดาเอ่ยกับทุกคนว่า “ไม่สำคัญว่าอะไรเกิดขึ้น ขอเพียงเราอยู่ด้วยกัน จะเผชิญหน้าอะไรก็ได้”
บริเวณบ่อน้ำคืนนั้น ลมแรงจนหญ้าเอนแทบติดดิน เงาดำเปลือกตาจางเริ่มเผยร่างชัดทั่วบ่อน้ำ กลุ่มเพื่อนยืนประจันหน้ากับมันอย่างไม่หนี ก้องพูดเสียงแข็ง “จะเอายังไงว่ามา หยุดหลอกลวงสักที”
ไม่มีเสียงตอบ สายตาอรินดาจับที่แววสีเศร้าของเงา ดวงตาเหมือนของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เฟื่องฟ้าปรากฏเป็นเงาลาง ๆ เลื่อนผ่านมือไปบนผิวน้ำก่อนจะอยู่เฉย ๆ
อรินดานั่งลงช้า ๆ น้ำตาซึม เงายิ้มอย่างเงียบงันเป็นท้ายสุด มือเล็กเอื้อมสัมผัส ข้อความสุดท้ายของเฟื่องฟ้ากระซิบถึง “ให้อภัยตัวเองสักทีนะ เราจะไปแล้ว”
ลมหายใจในป่าเบาบาง เงาค่อย ๆ สลายหายไปกับแสงแรกของเช้าวันใหม่
ขณะที่เพื่อน ๆ กอดกันแน่น อรินดารับรู้ได้ถึงความอุ่นใจที่ไม่เคยมี “บางครั้งเราเจอเงามืด ไม่ใช่เพื่อกลัว…แต่เพื่อเติบโต”
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ก้องกังวานในหมู่บ้านอีกครั้ง แม้รอยแผลในใจจะยังอยู่ แต่รอยยิ้มใหม่ก็เกิดขึ้น …ภายใต้เงาแดดที่ค่อย ๆ ล้นทะลัก