คฤหาสน์กลางสายหมอก
เสียงกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมกระทบพื้นวางดังเบา ๆ รุกขเทวีค่อย ๆ วางสัมภาระลงบนพื้นไม้เก่า กลิ่นไม้ชื้นผสมกลิ่นสีน้ำมันจาง ๆ อบอวลอยู่ทั่วคฤหาสน์ริมทะเลที่แวดล้อมด้วยสายหมอก รุ้งพยายามไม่มองไปรอบ ๆ มากนัก เพราะลึก ๆ เธอยังกลัวความมืดที่แฝงตัวในมุมห้องที่ไม่คุ้นตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอบคุณค่ะคุณย่า…” รุ้งพูดเบา ๆ กับหญิงชราคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างประตู หญิงชรานั้นชื่อร้อยแก้ว เจ้าของคฤหาสน์และอาจารย์ศิลปะเก่าแก่ที่เปิดเวิร์กช็อประยะสั้นสำหรับนักศึกษาศิลป์ เธอพยักหน้าเพียงเงียบ ๆ
“ห้องอยู่ทางซ้ายสุดนะ เสบียงให้อยู่ในห้องครัว จะพักหรือเดินเล่นก่อนก็ได้” ร้อยแก้วกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาแข็งกร้าวแต่ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
รุ้งเดินไปที่หน้าต่าง เห็นสวนเขียวและทะเลพร่ามัวอยู่ลิบ ๆ เธอหายใจลึก ดวงใจเต้นแรง ไม่แน่ใจว่าตื่นเต้นหรือหวาดระแวง
ครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าดังโครมครามขึ้นบันไดแล้วหยุดลง เด็กหนุ่มผมรุงรังสวมแว่นสายตามองมารุ้งอย่างประเมิน เขายิ้มแปลก ๆ
“เราเป็นเพื่อนร่วมห้องนะ ชื่อพิณ” เขายื่นมือออกมา มือสั่นนิด ๆ รุ้งยกมือขึ้นจับอย่างลังเล
มีเสียงหัวเราะปรากฏขึ้นอีกด้านหนึ่ง เด็กหญิงผิวคล้ำผมสั้นยุ่งเหยิงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงพื้นกลางห้องนั่งเล่น เธอแนะนำตัวเองว่า จันทร์ ชอบใช้ไม้ถ่านขีดเขียนลวดลายในสมุดตลอดเวลา
บ่ายวันแรก ไม่มีใครพูดอะไรมาก นอกจากพิณที่ชวนรุ้งคุยนั่นคุยนี่ ถึงแม้ท่าทีของเขาจะติดขี้อายและหยอกล้อเกินเหตุ ขณะที่จันทร์เอาแต่เฝ้ามองบนหน้าต่าง ยามสายหมอกเคลื่อนคล้อยมาปลายบ่าย ทุกคนต่างแอบมองคฤหาสน์ด้วยความไม่วางใจ
“ที่นี่…อาจไม่ใช่สถานที่วาดรูปธรรมดานะ” จันทร์พูดเบา ๆ ในค่ำคืนนั้น ระหว่างที่ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกินแกงกะหรี่ที่คุณร้อยแก้วตักแบ่งมา เสียงลมหนาววูบหนึ่งดังแทรกขึ้น
รุ้งยกช้อนมือสั่นเล็กน้อย “หรือมีอะไร…” เธอกำลังจะพูดต่อ แต่ร้อยแก้วเดินเข้ามานิ่งเรียบบอกให้ทุกคนเข้านอนแต่หัวค่ำ
รุ่งเช้าวันถัดมามีแขกรับเชิญคนใหม่ นายอมรเป็นศิลปินวัยกลางคนเครามีหนวดแน่น พูดน้อยแต่สายตาเฉียบคม เขาเดินวนรอบห้องเงียบ ๆ เหมือนจับผิดใครสักคน ทั้งรุ้ง พิณ และจันทร์ต่างรู้สึกประหลาดใจที่ไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีอาจารย์เสริมเข้าร่วมการอบรม
หลังทานข้าวเช้า ร้อยแก้วพาทุกคนไปชมสตูดิโอสีขาวกลางสวน ด้านในเต็มไปด้วยผลงานศิลปะตั้งแต่สีน้ำมัน ประติมากรรม ไปจนถึงภาพถ่าย บรรยากาศหนักอึ้ง รุ้งปะทะกับสายตาจ้องของอมรที่เกือบจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หยุดเพียงแค่ถอนหายใจ
“ทำไมรู้สึกเหมือนทุกคนรู้เรื่องอะไรบางอย่างกันอยู่แล้ว…?” รุ้งกระซิบกับจันทร์ ขณะมองซากผลงานศิลปะที่มีลวดลายแปลกตา
คืนที่สอง เสียงขลุ่ยลอยเข้ามาตอนทุกคนกำลังจะหลับ คราวนี้ทุกคนลุกขึ้นเดินตามเสียงไปจนถึงห้องเก็บของใต้ถุนคฤหาสน์ ประตูเก่าบานใหญ่แง้มอยู่ ภายในมีเพียงตะเกียงน้ำมันจุดสว่างริบหรี่ แต่บนผนังกลับมีภาพวาดใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็น เป็นภาพเด็กหญิงนั่งร้องไห้คนเดียว จุดที่รุ้งโดนสะกิดความทรงจำลึก ๆ ในใจ แต่นึกไม่ออกว่าคืออะไร
“รูปใครวาด?” พิณถาม ร้อยแก้วเดินเข้ามาขมวดคิ้ว “ใครเข้าไปในห้องนี้จะถูกไล่ออกทันที!” ทุกคนเงียบงัน พิณหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด ส่วนจันทร์กอดสมุดขีดเขียนแน่น
ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป บรรยากาศในคฤหาสน์เปลี่ยนไป ท่าเดินของอมรดูระวัง ร้องแก้วเดินตรวจรอบอดีตผลงานทุกคืน รูปวาดบนผนังปรากฏเพิ่มขึ้นอีกภาพ ที่คราวนี้เป็นเด็กชายกำลังหนีเข้าป่า และมีดวงตาหลายคู่จ้องมองจากเงามืด รุ้งรู้สึกขนลุกและเริ่มฝันร้าย
กลางดึก รุ้งสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล เธอเดินลงไปในครัว พบจันทร์ยืนหันหลังล้างมือ ยามเธอเข้าไปใกล้ จันทร์สะดุ้งบีบสมุดแน่น
“เราเห็น…อะไรบางอย่างในห้องนั้น รูปวาดพวกนั้น มันเหมือนไม่ยอมออกจากหัวเราเลย” จันทร์บอกเสียงแผ่ว เบื้องหลังมีเพียงนาฬิกาผนังเดินไม่หยุด
“ถ้ากลัวนัก ทำไมถึงยังวาดภาพ?” รุ้งถาม
จันทร์กลอกตา “ไม่รู้…แต่ถ้าหยุด เรากลัวว่ามันจะมาอยู่ในหัวแทน”
ตอนเช้า อมรเรียกประชุมกลุ่มในสวน เขายืนกอดอก ท่ามกลางหมอกจาง ๆ “ในบ้านนี้ไม่มีอะไรแปลก คนเราต่างหากที่แปลก… ทุกคนมาที่นี่ต่างมีอะไรที่อยากซ่อนไว้ อย่าปล่อยให้อะไรมันขุดขึ้นมา”
รุ้งมองอมรเหมือนไม่เข้าใจนัก ส่วนจันทร์จ้องเท้าตัวเองเงียบ พิณถอนใจแรงเหมือนไมอยากอยู่ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
เย็นวันนั้น ร้อยแก้วเรียกประชุมบอกกติกาใหม่ ห้ามใครเข้าใต้ถุน ห้ามวาดภาพคนนั่งร้องไห้ หรือหนีเข้าป่าอีก รุ้งตั้งคำถามทันที
“เพราะอะไรคะ?” ร้อยแก้วย้ำเพียงสั้น ๆ ว่า “บางอย่างไม่ควรเรียกออกมาอีก หากใครบังเอิญปลุกมัน พวกเธอต้องรับผิดชอบกันเอง”
คืนต่อมาฝนตกหนัก สายฟ้าแปลบปลาบสาดส่องลานคฤหาสน์ เสียงคล้ายกับเสียงเด็กร้องไห้ดังลอดโถง รุ้งเดินออกมาเห็นพิณนั่งกอดเข่าตรงบันได ข้างตัวมีกระดาษที่ขาดวิ่นพับครึ่งในมือ
“อ่านไหม?” พิณยื่นให้รุ้ง รุ้งลังเลแล้วรับมา พลันสบตากับอมรที่เดินผ่านโถง เขาขยับปากเหมือนจะเตือนบางอย่าง แต่สุดท้ายเดินเลยไป
ในกระดาษนั้น มีเพียงวลีสั้น ๆ ว่า “ทุกคนโกหก” มือของรุ้งสั่นเล็กน้อย จันทร์เดินตามมาดูและเม้มปากแน่น
วันถัดมาในงานเวิร์กช็อปศิลปะ จู่ ๆ จันทร์ก็ลุกขึ้นวิ่งออกจากสตูดิโอ พิณรีบวิ่งตาม รุ้งลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเลือกเดินออกไปเรียกคุณร้อยแก้วให้มาดู จังหวะนั้นอมรเดินมาอย่างโกรธ ๆ ตะโกนถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“จันทร์เห็นผี!” พิณตะโกนขณะจับจันทร์ไว้แน่น จันทร์หลับตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นระริก พูดแต่ว่า “ใต้ถุน…คนร้องไห้…ใต้ถุน…”
ร้อยแก้วให้ทุกคนเข้าไปในบ้าน อมรยืนกอดอกมองทุกคนเหมือนรอคาดคั้นตัวการ
คืนนั้น ฟ้ามืดสนิท กำแพงเวลาหนาแน่นขึ้นกว่าเดิม รุ้งฝันร้าย เธอเห็นเงาดำลาง ๆ นั่งกอดเข่าใต้บันได รุ้งเดินเข้าไป และเห็นว่าเงานั้นคือเธอเอง แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ เธอลุกขึ้นมาเหงื่อท่วม รู้สึกใจเต้นแรงกว่าที่เคย
รุ่งขึ้นร้อยแก้วกวาดสายตามองทุกคนอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วเอ่ยปากลาออกจากการอบรมอย่างกะทันหัน เธอบอกว่าทุกคนยังไม่พร้อมเผชิญสิ่งที่ตนเองวาดขึ้นมาในจิตใจ จันทร์แย้งว่า “ถ้าไม่ให้เผชิญ เราจะหนีพ้นได้ยังไง” ร้อยแก้วได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนเดินขึ้นห้องไป
รุ้งเห็นจันทร์นั่งเหม่อริมหน้าต่างจึงเข้าไปนั่งข้าง ๆ
“เมื่อก่อนเราเคยกลัวฝัน ถึงขนาดไม่กล้านอน พอกลัวมาก ๆ มันก็เหมือนอยู่ในนี้ ตลอดเวลาไม่ออกไปไหนเลย” จันทร์พูดเสียงสั่น ๆ
“เราก็กลัว เคยคิดว่าหลบแล้วจะปลอดภัย แต่ฝันก็ยังตามมาหาอยู่ดี” รุ้งตอบเบา ๆ
อมรเดินเข้ามาร่วม “ฝันบางอย่างมันต้องเล่าวาดออกมาให้หมด…มันถึงจะไปจากเราได้” เขามองทุกคน เงียบอยู่สักพัก แล้วหยิบดินสอลงมือวาดภาพเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
เย็นวันหนึ่งพิณรวบรวมความกล้าเข้าไปใต้ถุนคฤหาสน์เพียงลำพัง ทุกคนต่างยืนมองตามอย่างลังเล เขาเปิดไฟฉาย เห็นเศษภาพศิลป์หลายชิ้นถูกฉีกเรี่ยราด มีภาพหน้าคนร้องไห้ซ้ำ ๆ แล้วมีภาพกลุ่มเด็กวิ่งหนีเงามืด เขาพบสมุดเก่าเล่มหนึ่ง ด้านในจารึกชื่อศิษย์เก่าคฤหาสน์ทุกคน พร้อมข้อความว่า “แผลเก่าไม่มีวันลบได้ด้วยการลืม”
รุ้งถามร้อยแก้วตรง ๆ “เคยมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหมคะ?”
ร้อยแก้วนั่งนิ่ง ธรรมชาติของความสงบในดวงตาแปรเปลี่ยนกลายเป็นคล้ายผู้แพ้ “เรื่องหนึ่งสมัยก่อน มีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกทิ้งในสวนหลังบ้านทุกวัน กลายเป็นภาพติดตา พอเธอโตขึ้นก็พยายามเขียนมันเป็นศิลปะหวังจะลบ แต่ฝันก็ไม่เคยออกจากใจเลยจริง ๆ …เด็กคนนั้นก็คือตัวฉันเอง”
รุ้งนิ่งงัน
คืนนั้น ทุกคนนั่งล้อมวงกลางสตูดิโอ ถกกันว่าจะทำอย่างไรต่อกับความรู้สึกกลัว โกรธ และความฝันค้างคาในใจ จันทร์เริ่มต้นกล่าวเบา ๆ “ถ้าเราวาดทุกอย่างออกมา แม้มันจะดูแย่หรือเศร้า อย่างน้อยก็ไม่ต้องซ่อนอีกแล้ว”
รุ้งมองหน้าทุกคนก่อนจะพยักหน้า อมรอมยิ้มจาง ๆ บอกว่า “ลองใช้สีทุกเฉด เผื่อความมืดจะจางลงบ้าง”
รุ่งเช้า สายหมอกเบาบางลง พิณเปิดหน้าต่าง เจอแสงแดดโรยตัว รุ้งกับจันทร์ยิ้มช้า ๆ ก่อนจะลงมือวาดภาพรวมสุดท้ายที่ไม่มีใครร้องไห้อีกต่อไป
คฤหาสน์แห่งสายหมอกยังคงเงียบงัน แต่ในแต่ละผลงานศิลปะบนผนังเริ่มมีสีสันเพิ่มขึ้น ทุกคนเลือกเผชิญหน้ากับความฝัน ความผิด และความกลัวในใจ ไม่ใช่เพื่อรอให้หายไป แต่เพื่ออยู่กับมันอย่างเข้าใจ
รุ้งกับเพื่อน ๆ เดินออกจากคฤหาสน์ วันสุดท้ายของค่ายศิลปะ สบตากันเงียบ ๆ ไม่มีใครต้องพูดอะไรอีก ความฝันของแต่ละคนตามออกไปด้วยแสงแดดที่ลอดผ่านหมอกลงสู่ทะเลเบื้องหน้า