รอยแผลกลางป่าลึก
ร่างของภูมินั่งย่องๆ ริมหลุมดินที่เพิ่งถูกขุดเมื่อกลางวัน ช่วงเย็นของป่ามืดสนิทราวกับความลับในใจ ใบไม้ร่วงลงบนไหล่ไม่รู้สึกตัว มือของภูมิสั่นน้อยๆ เวลาใช่กิ่งจิ้มดิน จินตนาการถึงเสียงตะโกนจากวันเก่าๆ ของกลุ่มเพื่อน เหงื่อเกาะเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ เขาหันไปมองไฟจากค่ายพัก ทุกคนยังไม่ทันรู้ตัวว่าเวลานี้เองจะไม่มีใครเหมือนเดิมอีกต่อไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โฟม เด็กหนุ่มผิวเข้มที่มักเป็นตัวตลกของกลุ่ม ขยับแว่นอยู่ริมกองไฟ คนนิ่งเงียบผิดปกติ เขามองภูมิอย่างลังเล เหมือนจะหาโอกาสพูด แต่ลมหายใจติดขัด “มึงคิดว่าของในกระเป๋าพิมพ์มีอะไรมั้ยวะ” โฟมพูดขึ้นเบาๆ สายตาเหลือบดูท้องฟ้ามืดทึบ ก้อนเมฆบดบังดวงจันทร์แทบหมด
ฟ้าเพิ่งสางไร้แสงแดด พิมพ์เดินก้มหน้าเข้าแคมป์ กลิ่นดินเปียกติดตามฝ่าเท้า เธอถอดกระเป๋าสะพายลงข้างตัว ภูมิแอบมองมือข้างซ้ายที่กำบางอย่างแน่นจนข้อนิ้วขาว ทุกอย่างเงียบผิดธรรมชาติ ไม่มีนกร้อง เสียงแมลงขาดหาย ทุกคนเหมือนรอฟังสัญญาณบางอย่าง
เนส วัยรุ่นผู้หญิงที่เงียบขรึม นั่งแยกตัวอยู่หลังสุด ดวงตาเธอกวาดตามองทุกคนเหมือนจับผิด ลมหนาวตีหน้าแต่ยังคงไม่ขยับไปไหน โฟมเอนตัวเข้าหาฟ้า เอ่ยเสียงเบาแต่เจือแววกลัว “คืนนี้มึงอยู่กับกูได้มั้ย กูรู้สึก…แปลกๆ”
พิมพ์เหลือบตามองแต่ไม่ตอบ ทำแค่กระชับกระเป๋าสะพายตัวเอง ฝุ่นในอากาศหมุนวนอย่างไร้ทิศ เนสขยับตัวเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุด เงียบระหว่างพวกเขายิ่งทวีความอึดอัด
ภูมิคว้าฟืนแล้วปาเข้ากองไฟ ควันโขมงขึ้นสูง เขาสบตาฟ้า แล้วถาม “เราจะรอจนเช้าหรือออกไปเลยดี”
ฟ้ายักไหล่ หน้าตาไม่สนใจแต่ดวงตาร้อนรน “เดินตอนนี้อันตรายกว่าอยู่ เผื่อมีอะไรในป่า…กูไม่อยากเจออีก”
เนสสบตากับภูมิชั่วขณะหนึ่ง ก่อนเบี่ยงสายตา “ที่นี่มันไม่ปลอดภัย แต่ถ้าเดินออกไปตอนนี้พวกมันอาจตามมาเร็วขึ้น…”
เสียงของโฟมดับลง เขาทำท่านึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนหยิบซองจดหมายขาดแหว่งออกมาแล้วกอดไว้เหมือนมันคือเครื่องราง
กิ่งไม้หักดังแกรกข้างแคมป์ ทุกคนชะงัก อาการตื่นตระหนกซ่อนอยู่ในดวงตา พิมพ์ลุกพรวด มือยังกุมกระเป๋าแน่น “อย่าขยับ!” เสียงเธอสั่น คนอื่นหยุดนิ่งตามแรงกลัว
ภูมิสูดลมหายใจลึก ฝืนใจเดินไปทางเสียงกรอบแกรบพร้อมกับถือกิ่งไม้ในมือแน่น ฟ้าตะโกนไล่ตามหลัง “ภูมิ มึงจะไปไหน!”
ภูมิหยุดกึก หน้าดื้อดึง ยิ้มมุมปากแต่เหมือนหลบซ่อนอะไร “ถ้ามีใครต้องออกไปดู กูควรเป็นคนแรก เพราะ…” ประโยคขาดห้วง พิมพ์ไม่ถามต่อ แต่แววตาเธอกังวลมากกว่าสงสัย
เสียงใบไม้ถูกเหยียบซ้ำ เงาเคลื่อนผ่านสายตาเร็วจนมองไม่ทัน ทุกสายตาจ้องจับจ้องไปทิศเดียวกัน หัวใจเต้นแรงจนแทบแตกสลาย
โฟมหายใจแรงก่อนอดทนเดินออกไปสมทบกับภูมิ มือสั่นขณะที่จับไหล่เพื่อน “ไปด้วยดิ กู…ไม่กล้าอยู่คนเดียว”
ทั้งสองเดินไปตามเสียง ไม่มีใครพูดถึงความเจ็บปวดระหว่างกัน ทั้งที่วันหนึ่งเคยเป็นเพื่อนสนิท ก่อนพิษของความลับจะกัดกินจนเหลือแต่แผลเป็นในใจ
เบื้องหน้าพวกเขาคือรอยเท้าที่ลากยาวเข้าไปในป่าชื้น เหมือนร่องรอยของสัตว์ใหญ่ แต่แปลกจนผิดสังเกต ภูมิก้มลงสำรวจพลางตวัดสายตาระแวดระวัง
ภูมิส่งสัญญาณมือไปทางโฟม ดวงตาวาววับด้วยความกลัวแต่ฝืนเย็นชา “ฟ้า! เนส! ระวังตัวด้วยนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ วีดเสียงมาเลย”
ทั้งสองเดินเข้าไปลึกกว่าเดิม ความมืดทึบกลืนทุกอย่าง กิ่งไม้บาดผิวทั้งสองครั้งแล้วครั้งเล่า โฟมลังเลจะพูดบางอย่างแต่ก็ติดขัด
ฟ้ากับเนสหยุดรอหน้าแคมป์ พิมพ์ถอยหลัง ริมฝีปากเม้มจนซีด “เรา…เราต้องเก็บเรื่องเมื่อคืนเป็นความลับนะ”เสียงแผ่วของเธอเจือจางในลมหนาว ฟ้าไม่ถามต่อ แค่เหลือบตามองเนสที่กำลังจ้องกระเป๋าของพิมพ์
เนสนิ่งไม่ตอบ ราวกับกำลังคิดคำนวณอะไรในใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “จริงเหรอวะพิมพ์ หรือว่าเราแค่กลัวความจริงมากกว่าจะสู้กับมัน”
สายตาสองคู่ปะทะกันในความเงียบ ฟ้าแพ้สายตาตั้งคำถามของเนส เธอก้มหน้าไปทันที
โฟมกับภูมิฝ่าความมืดจนถึงซากต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทาง รอยคราบแดงเข้มเปรอะเปื้อนบนเปลือกไม้ กลิ่นโลหะจางๆ ลอยมาแตะจมูก โฟมชะงักเกือบอาเจียนแต่กัดฟันทนไว้
ภูมิเอามือไปแตะรอยเปื้อนอย่างระวัง ก่อนสบตาโฟม “มัน…สดใหม่มากเลยว่ะ เพิ่งเกิดตอนเมื่อคืนแน่”
แสงไฟฉายวาบเข้าหน้าทั้งคู่ เป็นพิมพ์ที่ตามมาทีหลัง ริมฝีปากเธอสั่นน้อยๆ “ขอโทษที่…เมื่อคืนกูทำให้พวกมึงตกอยู่ในอันตราย”
โฟมหันขวับ ถามเสียงอ่อนแรง “หมายความว่าไง”
พิมพ์กลั้นใจอยู่ช่วงหนึ่งแล้วกลั้นเสียงสะอื้น “เมื่อคืนกูเดินไปคนเดียวเพราะ…กูได้ยินเสียงเรียกจากในป่าฝั่งนี้ ตอนนั้นกูเห็นอะไรบางอย่างวิ่งผ่านเหมือนเป็นเงา กู…ไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวว่าคนจะหาว่ากูบ้า”
โฟมหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น “มึงแค่ไม่ไว้ใจในกลุ่มเราจริงๆ หรือเปล่า”
บรรยากาศตึงเครียด ภูมิเดินเข้าไปหาแล้วจับมือพิมพ์ “ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ดีกว่านั้น กู…กูเคยโกหกพวกมึงเหมือนกัน”
ฟ้าเดินตามมาสมทบอีกคน เสียงฝีเท้าเร่งรีบ “พวกมึงคุยอะไรกัน กูเริ่มไม่โอเคกับความลับพวกมึงแล้วนะ”
เนสยืนอยู่ไม่ไกล เธอใช้มือปัดเศษใบไม้ออกกลางถนนในป่า ก่อนตะโกนมาเบาๆ “เราเดินต่อหรือกล้าหันหน้าสู้กับเรื่องจริงกันแน่ พิมพ์ ซื่อสัตย์หน่อยได้มั้ย?”
ทุกคนหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เสียงลมกลางป่าดังกระซิบเหมือนตั้งใจจะกลืนรอยแผลที่พวกเขาสร้างขึ้นกับตัวเอง
ในระหว่างที่ต่างคนต่างอึ้ง เรื่องราวในอดีตค่อยๆ ถูกสัมผัสผ่านสายตาและท่าที — ทั้งความกลัว ความผิดหวัง ความเสียใจที่เก็บงำไว้ในหัวใจ ไม่ใช่แค่ภัยจากสิ่งเร้นลับ แต่แผลในอดีตคือปีศาจตัวจริงที่กัดกินทุกคนในป่าเย็นนี้
เสียงบางอย่างกระแทกข้างกายใครบางคนดังตูม! ทุกคนสะดุ้งโหยง ฟ้าวิ่งไปคร่อมโฟมที่ล้มลง ดวงตาตื่นตระหนก “โฟม! เป็นอะไร” มือเธอเช็ดเลือดที่ไหลรินออกจากแผลแขน โฟมกัดฟันแน่นแต่ยังฝืนยิ้ม “กู…แค่โดนของแข็ง ไม่เป็นไรหรอก”
พิมพ์รื้อของในกระเป๋า หยิบผ้าพันแผลออกมาอย่างร้อนรน มือสั่นแต่พยายามตั้งสติ เธอพันแขนโฟมด้วยความรู้สึกผิดซ่อนเร้น “ขอบใจนะที่ยังอยู่ข้างกู”
ภูมิหันมาจ้องหน้าพิมพ์ นัยน์ตาสั่นไหว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ถ้าเมื่อคืนกูยอมฟังมึงหรือเชื่อกันแต่แรก วันนี้คงไม่มีใครเจ็บตัวแบบนี้”
เสี้ยววินาทีนั้น เนสเดินเข้ามาร่วมวง เธอยื่นยาดมให้โฟม แล้วพูดนิ่งๆ “ตอนนี้เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเจอกับอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าพวกเรายังรักษาความลับต่อไป พวกนี้ก็ไม่มีทางรอด”
ฟ้าจ้องหน้าเนส ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยโกรธแต่ไม่พูดอะไร สายตาเธอสบกับภูมิสักพัก ก่อนเดินห่างออกไปนั่งกินใจคนเดียว
ภูมิถอนหายใจ เดินไปนั่งข้างฟ้าท่ามกลางเงียบงัน เขาพึมพำเบาๆ “เรา…ไม่ควรมาเจออะไรกันแบบนี้เลยเนอะ” ฟ้าไม่ตอบ แค่ปล่อยน้ำตาไหลช้าๆ ภูมิยื่นมือแตะไหล่แฟนเก่าที่ตอนนี้ไม่มีคำนิยามว่าสนิทหรือห่างเหิน พวกเขานั่งนิ่ง รอยแผลเก่าถูกกวนขึ้นมาอีกครั้ง
ฟ้ามองไฟกองน้อยๆ หน้าตาว่างเปล่า “ถ้าเรามีโอกาสย้อนกลับไป เรา…จะกล้าบอกทุกอย่างมั้ยภูมิ”
ภูมิไม่ตอบทันที เขาทำแค่ปล่อยลมหายใจยาว สองคนนั่งเคียงข้างกันในความเงียบที่เต็มไปด้วยคำถาม
คืนดำสนิท เสียงร้องแปลกๆ ดังก้องจากมุมหนึ่งของป่า ทุกคนหันขวับ คำสาปเก่าดังขึ้นในใจ ไม่มีใครพูดถึงแต่มันยังแฝงอยู่ในสายลม
เช้ามืดวันใหม่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดี แคมป์เล็กๆ ของพวกเขาอบอวลด้วยกลิ่นไฟไหม้นิดๆ เสียงพรึบหนึ่งกลางลำธารใกล้แคมป์ทำให้ภูมือตกใจ เงาชายสูงใหญ่แต่งตัวขาดรุ่งริ่งเดินลากขาเข้ามาในหมอกจางๆ
ทั้งกลุ่มยกมือหยิบของป้องกันตัวเอง โฟมจับมีดพก ฟ้ากำหมัดแน่น พิมพ์ถอยหลังอัตโนมัติ เนสยืนหน้าตรงพร้อมฟาดถ้ามีภัย
ชายแปลกหน้ากระซิบเสียงแผ่ว “อย่าไว้ใจสิ่งที่มองไม่เห็น…บางอย่างมันรอจังหวะของมันอยู่” ก่อนเดินหายไปในป่า ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความกลัวที่เพิ่มขึ้นอีก
ฟ้าตะโกนไล่หลัง “เฮ้! เดี๋ยวสิ! ใครวะนั่น!” แต่ได้รับแค่เสียงสะท้อนกลับมา
โฟมหันมามองภูมิ สายตาหวาดกลัวแต่พยายามตั้งสติ “มึงว่ามันเป็นแค่คนหลงป่าหรือเปล่า หรือมันคือ…” คำพูดหายไปในลำคอ
แต่ละคนเริ่มแบ่งกลุ่มเล็กๆ พิมพ์กับเนสนั่งปรึกษากันเบาๆ ฟ้ากับโฟมช่วยภูมิจัดของเตรียมพร้อมจะออกเดินต่อ ทุกคนหวาดระแวงจนแทบไม่วางใจกันเอง
เนสเอ่ยเสียงแผ่ว “เมื่อคืนกูได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงร้องไห้ เหมือนเด็กผู้หญิงอยู่ในป่า…แต่พอกูเดินไปตามเสียงก็ไม่มีใครเลย”
ฟ้าทำท่าคิด พยายามเชื่อมโยงกับสิ่งแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ยังพูดอะไรออกมาไม่ชัด
แผนเริ่มเปลี่ยน เมื่อภูมิเริ่มเสนอให้กลุ่มแบ่งออกเป็นสองทีม กลุ่มหนึ่งออกสำรวจหาเส้นทาง อีกกลุ่มเฝ้าแคมป์เพื่อความปลอดภัย ทุกคนถกเถียงกันเป็นเวลานาน สุดท้ายพิมพ์กับเนสต้องไปด้วยกัน โฟม ฟ้า ภูมิอยู่อีกฝั่ง
ในป่า เสียงแว่วร้องเบาซ้ำเติมความไม่มั่นใจของเนสพิมพ์ ระหว่างที่เดิน พิมพ์กลั้นน้ำตาไม่อยู่ “เนส…ถ้าเราไม่ได้กลับออกไป จะ…”
เนสมองเพื่อนนิ่ง ๆ ก่อนเอามือแตะขาพิมพ์เบา “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น พวกมึงต้องรอด กู…จะไม่ยอมพลาดเหมือนคราวที่แล้วอีก”
เงามืดเคลื่อนไปกับสายลม ต้นไม้ยืนเงียบเหมือนเป็นพยานวันที่กลุ่มนี้เปลี่ยนแปลง
ทีมของภูมิค้นพบสัญลักษณ์ประหลาดบนต้นไม้หลักทาง มันคือรอยขีดเป็นวงกลมซ้อนกัน สามวง ตรงกลางมีดินแดงป้ายหยาบๆ ท่ามกลางความสงสัย ฟ้าเอะใจ “นี่มันเหมือนรอย…เหมือนไหว้ผี”
โฟมหัวเราะในลำคอแต่แฝงความกลัว “หรือเราจะอยู่ตรงที่เขาว่ามีคำสาป”
ภูมิเริ่มหายใจแรง ทั้งหมดรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง ราวกับบางอย่างกำลังเลือกเหยื่อคนต่อไป
เสียงวิ่งกรูมาจากหุบเขา เนสกับพิมพ์พุ่งตัวกลับมายังจุดนัดหมาย พิมพ์ร้องลั่น “มีบางอย่างตามมา! วิ่ง!”
ทั้งหมดหันขวับ หน้าตาเต็มไปด้วยความกลัวและตกตะลึง ก่อนตัดสินใจวิ่งหนีเข้าทางแคบเข้าไปอีก หมอกคลุมรอบตัว พวกเขาจับมือกันแน่นเพราะไม่มีทางหนีอื่น — ไม่มีใครกล้ายอมปล่อยเพื่อนเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ในความตื่นกลัว พิมพ์พูดแผ่ว “ถ้าเรารอดไปจากที่นี่…กูจะยอมรับความผิดของกูทุกอย่าง กูสัญญา”
ภูมิเหลียวตามองในความมืด มือยังจับข้อมือฟ้าเหนียวแน่น “กูเองก็เหมือนกัน… บางทีเราต้องหยุดหนีอดีตได้แล้ว”
โฟม หอบหายใจ พลันพูดขำกลบเกลื่อน “กูแค่ขอมีชีวิตวันนี้ อยากพูดทุกอย่าง กูรักพวกมึงนะ ถึงเคยโกหก” เสียงหัวเราะปนสะอื้นของโฟมทำให้ทุกคนยิ้มเศร้าในความมืด
ท้ายสุด ทุกคนหยุดวิ่งเมื่อเห็นแสงสว่างรำไรจากขอบป่า — มันคืออาคารไม้เก่าทรุดโทรมที่ไม่มีใครคิดจะเจอ
พวกเขาตัดสินใจเข้าไปข้างใน ต่างเงียบงัน ฟ้ามองป้ายไม้ที่ตกหล่น “นี่มัน…ที่หลบภัยเก่าของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร้าง”
ภูมิยิ้มอย่างอ่อนแรง “สุดท้ายเรากล้าสู้กับปีศาจในใจมากกว่าคำสาปในป่า…แล้วมั้ย”
ทั้งกลุ่มนั่งลงในบ้านร้างนั้นไม่ได้พูดอะไรอีก เสียงหายใจของแต่ละคนต่างกัน แต่ต่างหนักแน่นขึ้น ไม่มีใครลุกหนี ทุกคนยืนอยู่กับความจริง ถอนหายใจโล่งอก รอยแผลที่เคยซ่อนลึกในใจเริ่มสมานอย่างเงียบงัน
ขณะพระอาทิตย์เริ่มขึ้น เสี้ยวแสงทองลอดผ่านซี่ไม้เก่า ทุกคนสบตากันและรู้ว่าก้าวออกจากที่นี่ ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม พวกเขาพร้อมจะกล้าเผชิญหน้าความจริงและอดีตอย่างแท้จริง