คำสาปหอศิลป์: ศิลป์ลวงหลอน
แสงแดดยามบ่ายกรุงเทพฯ กระทบผนังหอศิลป์อิฐสีปูนเก่าใกล้วังเก่า ศิลป์แพรยังไม่ทันปิดแผ่นเทปสีลงบนผืนผ้าใบดี หลากเสียงประตูเหล็กก็กลอกดังแกรก อคิณเดินเข้ามาในห้องสตูดิโอ สีเปเร็นกระเป๋าผ้าเปื้อนสีอยู่ด้านหลัง คนอื่นนั่งล้อมวงสีขาวบนพื้น หญิงสาวใบหน้าคมเอื้อมมือหยิบชอล์กขึ้นมาวาดเส้นเหนือพื้นซีเมนต์ร้าว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังจะกล้าขีดอีกเหรอ นั่นพื้นห้องนะ” สายชลบ่นพลางปัดผงดินสอออกจากกางเกงยีนส์ขาดช่วงขา รินทร์มองผ่านแว่นตาทรงกลม พลิกสมุดสเกตช์อยู่เงียบๆ ข้างประตู บรรยากาศระหว่างพวกเขา วันนี้อึดอัดกว่าปรกติ
อคิณวางเป้ ขยับมายืนข้างศิลป์แพร “เรานัดกันเรื่อง “นิทรรศการของวิญญาณ” ใช่มั้ย มาคุยให้จบเถอะ”
“ไม่เห็นต้องจริงจังขนาดนั้นเลย—ก็แค่ธีมงานปีนี้” ศิลป์แพรตอบเสียงเบา ดวงตาหลบมุมขันธ์ที่จ้องขวาง “แกกับสายชลไปตะโกนหน้าสตูดิโอภาคไม่ว่าไร้สาระ รู้มั้ย เป็นหอเก่า ใครๆ เขากลัว”
“กลัวอะไร ห้องนี้มีของต้องห้ามงั้นเหรอ” อคิณแย้มยิ้ม ดูเหมือนล้อเลียนแต่แฝงคำถามคาใจ—รินทร์สะดุดหยุดมือ ขันทธ์จ้องหน้าทุกคนก่อนจะลุกเดินมากระซิบอย่างจริงจัง
“เมื่อคืนนี้…ฉันเห็นผู้หญิงชุดแดงเดินตามโถง แล้วได้ยินเสียงร้องไห้ใกล้คลังเก็บผ้าใบ” สายชลกลืนน้ำลาย รินทร์วางสมุดลงอย่างลังเล
“อีกแล้วเหรอ บ้าไปแล้ว” ศิลป์แพรเสียงขุ่น แต่สีหน้าไม่มั่นใจนัก
“ถ้าจะพิสูจน์ก็ลงไปคืนนี้เลยไหม ห้องใต้ดินน่ะ ในตำนานบอกว่ามีคำสาปอยู่ในหอ…” อคิณเดินไปดึงม่านหนาเปิดออกให้แสงตะวันลอด เผยทางเดินแคบทอดยาวลงทางบันไดเก่า
สายตาทุกคนสบกัน อึดอัดเงียบงัน ไม่มีใครกล้ายืนยันหรือปฏิเสธ
หนึ่งทุ่มตรง พวกเขารวมตัวข้างห้องใต้ดิน อคิณถือไฟฉาย ศิลป์แพรยืนชิดรินทร์ ขันทธ์กับสายชลถกเถียงเสียงเบาว่าใครจะเดินนำ ไฟสลัวของโถงทางเดินสะท้อนผนังหลุดลอก แต่ละก้าวที่เหยียบบันไดไม้ลั่นเอี้ยด เสียงลมหายใจหนัก รินทร์เผลอจับมือศิลป์แพรแน่น
อคิณจ้องภาพเขียนสีน้ำมันเก่าใต้แสงไฟฉายในโกดัง มีรูปหญิงสาวผมยาวยืนหันหลัง ริมไหล่ทอดหายจางกับความมืด รอยน้ำตาถูกวาดเอาไว้ รอยเลือดแต้มแค่ปลายนิ้วเหมือนกับมือขวาที่หายไปจากใบหน้า
ศิลป์แพรสั่นเสียง “ใครวาดภาพนี้—ไม่เห็นมีในทะเบียนหอ”
ขันธ์ถอนใจ “อย่าไปแตะมัน ฉันว่าถ้าอยากรู้มาก ก็แค่ถามอาจารย์กรรณิการ์เช้า” สายชลหัวเราะแหย ๆ “แล้วถ้าคืนนี้มีอะไรตามมา งั้นก็ต้องรับเองนะ เดี๋ยวไปนอนห้องแกด้วยเลย”
ทุกคนหัวเราะกลบตื่นกลัว ลมเย็นวูบหนึ่งพัดสวนผ่าน พวกเขาออกจากห้องเก็บเก่าด้วยใจไม่สบาย จังหวะที่อคิณเดินนำกลับ ได้ยินเสียงเหมือนลูกโซ่คล้องสะบัดอยู่ใต้บันได ก่อนจะเงียบหายไป ตามด้วยเงามืดรูปร่างหญิงโยกไหวที่มุมผนัง
วันรุ่งขึ้น ในห้องเรียนศิลปะ อาจารย์กรรณิการ์ยืนเงียบ หันหลังให้กลุ่มนักศึกษา มือขยับร่างภาพสีน้ำเงินเข้มลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ เธอพูดช้า ๆ โดยไม่หันมา “ไม่มีใครควรยุ่งกับห้องโกดังนั้น—มันปิดมาตั้งแต่ปี 2519 หากเกิดอะไรขึ้น ให้บอกฉันโดยตรง”
สายชลแทรกอย่างหวาดหวั่น “ได้ยินเหมือนคนร้องไห้เมื่อคืน—เราไม่ได้ไปยุ่งกับอะไรเลยนะครับ อาจารย์”
อาจารย์ไม่ตอบ พลิกสมุดบันทึกขึ้นปิดรูปก่อนจะก้าวออกไป ชั่วขณะนั้น รินทร์สังเกตเห็นรอยน้ำตาเล็ก ๆ ร่วงจากหางตาอาจารย์ ลงบนมือที่สั่นเบา ๆ
ในคืนนั้น พายุกะทันหันกระหน่ำหน้าต่างหอ อคิณนอนไม่หลับ ฝันเห็นเงาผู้หญิงนั่งวาดภาพในห้องใต้ดิน ทุกข์ระทมและโกรธแค้น เขาตื่นขึ้นกลางดึก พบว่ากระดาษวาดภาพของตัวเองเปียกชุ่ม มีรอยพู่กันวาดเส้นน้ำตาเหมือนในภาพนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ศิลป์แพรมาหาอคิณกลางคืน สีหน้าเคร่งเครียด “ฉันได้กลิ่นสีไหม้ แล้วก็ฝันถึงมือที่ขาด…”
“เราต้องค้นความจริงเรื่องภาพนั้น” อคิณตัดสินใจ ทั้งที่ใจสั่นกลัว พวกเขานั่งปรึกษาทั้งคืน ย้อนดูสมุดทะเบียนเก่าของหอ พบชื่อศุภรัตน์ ศิลปินสาวที่เคยหายตัวไปไม่มีร่องรอยปี 2519
“ประวัตินี้โดนลบไปครึ่งหน้า รูปถ่ายก็ขาด ตรงกับผู้หญิงในภาพ” รินทร์กระซิบ พลางลูบขอบสมุดเก่า
รุ่งเช้า ขันธ์ต่อสายโทรศัพท์ถึงแม่บ้านรุ่นเก่า พาเพื่อนๆ พบนางสมสมัย ผู้หญิงแก่พูดน้อย ผมหงอกซอยสั้น เธอเงียบงันครู่หนึ่ง ทุกคำราวกับมีเงาลอยอยู่ข้างหลัง
“คืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ศุภรัตน์ทะเลาะกับคนรักในสตูดิโอ เห็นเธอร้องไห้จนมือเปื้อนเลือด แต่ไม่มีใครเจอศพเธอ ต่างเล่ากันว่าคำสาปจะอยู่กับคนที่สัมผัสผลงานชิ้นสุดท้ายของเธอ…จนมีใครยกโทษให้อดีต”
รินทร์นิ่งงัน อคิณเบือนหน้าหนีศิลป์แพร สีหน้าเปลี่ยน—ในใจลึกเองก็มีอดีตที่สร้างบาดแผลไม่ต่างกัน
นิทรรศการเริ่มในคืนวันเสาร์ หอศิลป์ประดับไฟสีขาวแผ่ว นักศึกษารวมตัวจัดวางงาน แต่ละคนตึงเครียดในกลุ่มแขกที่แทรกซึมทั้งศิษย์เก่าและเพื่อนมหาวิทยาลัย อคิณเห็นภาพหญิงสาวบนผนังแฝงตัวอยู่หลังคน หยุดนิ่งจ้องเขาด้วยดวงตาขอความเห็นใจ
เลิกงาน รินทร์อยู่ใกล้อคิณมากขึ้น ต่างก็เก็บแรงกดดันลึก ๆ ไว้ ศิลป์แพรเข้าไปชวนขันธ์พูดถึงงานเก่า ๆ ท่าทางสนใจ แต่สายชลกลับดูแปลกแยก เดินหลบออกไปหลังอาคาร พร้อมเสียงหวีดร้องไกล ๆ ในความเงียบ
คืนนั้น สายชลหายตัวไปไม่มีใครพบ โทรศัพท์ของเขาติดอยู่ในโกดังเก่า อคิณกับรินทร์รีบตามค้นหาในความมืด เจอสายชลหมดสติในห้องใต้ดิน ใบหน้าซีด มือเกร่ปีกไม้แน่น “เธอต้องการให้เรารู้…ไม่ได้อยากให้กลัว” สายชลพึมพำ ราวกับตื่นจากฝันร้าย
ขณะกำลังช่วยสายชลขึ้น อคิณเห็นเงาผู้หญิงปรากฏหลังภาพ ศุภรัตน์ยื่นมือขาดเปื้อนเลือดเข้ามา กระซิบเสียงพร่า “ให้อภัยฉันด้วย ฉันไม่ได้เลือกสิ่งนั้น” ทุกคนยืนอึ้ง เคว้งคว้างในความมืด หัวใจเต้นแรง
วันต่อมา ในชั้นเรียน อาจารย์กรรณิการ์เอาภาพเก่ามาให้ดู “ภาพนี้…ตอนฉันเด็ก ฉันคือคนช่วยเขียนให้ศุภรัตน์ก่อนเธอจะหายตัวไป ฉัน–ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย…” เสียงเธอขาดช่วง น้ำตาไหล เผยว่าเธอเคยให้คำนินทา ทำให้ศุภรัตน์อกหักจนหนีหายไปในคืนนั้น
อคิณและเพื่อน ๆ รวมตัวในห้องเก็บเก่า ยืนรอบภาพต้องห้าม พวกเขาต่างพูดเสียงเบา “ขอโทษนะ” เสียงขออโหสิกรรมล่องลอยกลางความเงียบ ราวกับอากาศเองคลายตัวลง
หลังวันนั้น หอศิลป์ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างกระทบผนัง พลอยมีสีสันใหม่ รินทร์, ศิลป์แพร, ขันธ์, สายชล และอคิณยังคงวาดภาพต่อในสตู แต่สีหน้ามีรอยยิ้มกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าแค่การสร้างงาน
และในค่ำคืนสุดท้ายที่พวกเขาอยู่ห้องศิลป์ อคิณเขียนภาพใหม่ วาดหญิงสาวคนหนึ่งยืนยิ้มด้วยสองมือสมบูรณ์—ไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป แสงไฟสะท้อนภาพนั้น ก่อนจางหาย เพียงเสียงหัวเราะแว่วโหยไกล, เป็นบทส่งท้ายที่ยังงดงามและหลอนอ้อยอิ่งในความทรงจำ