เงาสะท้อนในห้องหิมะ
เสียงหิมะกระทบหน้าต่างไม้โบราณดังกริกๆ ราวกับเคาะประตูอย่างไม่หยุดหย่อน ชนิดา เด็กสาววัยสิบหก พยายามซุกตัวให้ลึกลงในเสื้อกันหนาวเก่า ๆ ใต้แสงไฟสีส้มหม่นที่เกือบจะไม่อุ่นปลายจมูก เย็นนี้เธอต้องอาศัยในห้องใหม่ กับป้าที่ชื่อสุมาลี ซึ่งแม้จะพูดไทยเหมือนกัน แต่ทอดเสียงแข็งเย็นจนชนิดารู้สึกเหมือนทุกเสียงพูดจากระจกเงา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เสื้อกันหนาวไม่หนาพอ ยกของที่เหลือไปเก็บในห้องใต้หลังคาด้วย” สุมาลีว่า พลางสบตาซึ่งสะท้อนดวงไฟสลัวในกระจกฝาใหญ่ลายดอกไม้เก่าแก่ พอชนิดาขยับจะเอ่ยอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งดังเบา ๆ ตามบันไดข้างหลัง ประกายเงาดำพร่าเคลื่อนผ่าน ฉับพลัน ป้าชะงัก ชนิดาเหลือบดูกลัว แต่เมื่อหันขวับไปข้างหลัง กลับมีแต่ความว่างเปล่า
ความเย็นยะเยือกคลี่คลุมทั้งห้องรับแขก เงาของชนิดาในกระจกเหมือนจะหันหัวกลับมองเธอเหมือนกัน ชนิดาขนลุก รีบเบือนหน้าก่อนรีบถามเสียงแผ่ว “คืนนี้นอนได้ที่ไหนคะ?” สุมาลีถอนใจแรง “ห้องเก่าของแม่เธอ ชั้นสอง”
ชนิดาเดินผ่านกระจกเก่าๆ เห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยว ไล่เงาเท้าตามแสงไฟลอดรอยขาดพรม หัวใจเต้นระทึก ในหัวผุดคำถามร้อยพันถึงแม่ที่จากไป ภาพรอยยิ้มบางแววแว่มาสั้นๆ ก่อนจะเลือนหายไปในเสียงหิมะนอกหน้าต่าง
เมื่อขึ้นถึงห้องชั้นสอง ความมืดข้างในดูแน่นขนัด ชนิดาเปิดไฟดวงเล็กที่โต๊ะหัวเตียง เสียงประตูแกรกเบาๆ ตามหลัง อากาศในห้องนิ่ง เธอเดินไปหน้ากระจกทรงกลมเหนือโต๊ะเครื่องแป้ง มองตาตัวเอง น้ำใส ๆ ขึ้นคลอเบ้า แล้วเงาเธอในกระจกเหมือนสั่นไหวแว่บหนึ่ง กำลังหลบอะไร
เสียงโทรศัพท์บ้านกริ่ง ตัดความคิด ชนิดาสะดุ้ง คว้าเสื้อกันหนาววิ่งลงไป “สวัสดีค่ะ…” เสียงปลายสายนิ่ง “ได้ยินหรือเปล่า…” ชนิดาจำเสียงได้จาง ๆ เป็นญาติห่างๆ ถามสารทุกข์ เธอขานรับกระชับสั้นๆ ขณะมองกระจกบานยาวในห้องโถงซึ่งสะท้อนเงาของสุมาลีเดินผ่าน ลมหายใจชนิดาขาดห้วง เมื่อดูดีๆ เงานั้นเหมือนมีใครอีกคน เงาจางแต่งชุดโบราณอยู่ข้างหลังป้า
เย็นวันต่อมา ชนิดาออกไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านกลางหิมะ บ้านไม้หลังเล็กล้อมด้วยต้นสนสูง ตั้งอยู่ริมทางดินแคบๆ ชาวบ้านบางคนมองมาเงียบๆ เด็กชายคนหนึ่งยิ้มให้ เธอยิ้มตอบแหย ๆ “เพิ่งย้ายมาเหรอ” เด็กชายถาม “ใช่ เราชื่อชนิดา”
“หิมะปีนี้ลงเร็วจัง” เด็กชายชวนคุย ขณะชนิดาก้มดูรอยเท้าใหม่บนหิมะ “ที่บ้านน่ากลัวมั้ย” ประโยคนั้นทำเอาชนิดาชะงัก “น่ากลัว?” “เห็นว่าคนอยู่ก่อนหน้านานมาก เคยมีคนหายไปด้วย”
ชนิดาเงียบ หัวใจเต้นกระตุก บรรยากาศรอบข้างเหมือนแช่แข็ง เธอเลือกเดินกลับบ้านเร็วขึ้น กระจกที่หน้าประตูบ้านสะท้อนเพียงเงาตัวเอง แต่พอเข้าไปข้างใน เหมือนในเงามีรอยน้ำตา
กลางคืนเสียงลมกรูเกรี้ยว เสียงฝีเท้านุ่มลงบันไดไม้ดังมาถึงห้อง ชนิดายืนหน้ากระจกครุ่นคิด เสียงป้าดังออกมาจากห้องโถง “อย่าลงมา ถ้าไม่มีธุระ” แต่วังเวงในใจพาให้เธอขยับประตูแง้ม เงาใต้ไฟโถงไหวไกวไปมาเหมือนคนยังคุยกันอยู่สองคน สุมาลีกับใครอีกคน
ถึงวันถัดมา สุมาลีดูเงียบขรึมกว่าปกติ เก็บตัวในห้องไม่ออกมาทั้งวัน ชนิดาสืบค้นในห้องใต้หลังคา เจอกระเป๋าเดินทางใบเก่า เธอล้วงของข้างใน เศษกระดาษเขียนมืออย่างเร่งรีบ ชื่อที่ไม่เคยรู้จัก “ปภาวี” ถูกวงกลมด้วยหมึกแดง
เสียงกระจกแตกร้าวดังจากข้างล่าง ชนิดาลงไปพบว่ากระจกโถงแตกครึ่งหนึ่ง ลายกระจกร้าวลากยาวไปทางเงาดำ ฉับพลัน ราวกับในเงานั้นมีเสียงเรียกแผ่ว “อย่าทิ้งฉัน…” น้ำเสียงสะท้านจิต เสี้ยววินาทีนั้นเธอหันรีบกลับขึ้นห้อง ข่มใจไม่กล้ามองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง
เช้าตรู่ สุมาลีเรียกชนิดาคุย “เมื่อคืนเธอลงไปข้างล่าง?” สายตาป้าคมงับ “เปล่าค่ะ” ชนิดาตอบเร็ว ป้ามีท่าทีไม่เชื่อ “ถ้าอยากอยู่ที่นี่ ให้อยู่แต่ในห้อง ก็แค่นั้น”
“หนู…เห็นเงาแปลกในกระจก” ชนิดาโพล่งออกมา เสียงสุมาลีนิ่งขรึม หลบตาแล้วตอบ “เงามันอยู่เฉยๆ ถ้าเราไม่สนใจ อดีตของบ้านนี้…อย่าขุดมันขึ้นมา”
“ปภาวีคือใครคะ?” คำถามหลุดออกมา สุมาลีสะดุ้งเงียบ ก่อนลุกเดินขึ้นชั้นสามโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ชนิดาได้แต่นั่งตัวแข็ง มือกำกระดาษแน่น
คืนวันนั้นในห้อง สายลมหิมะพัดเสียงโหยผ่านผนัง ไฟในห้องดับวูบ ชนิดาขวัญหาย ปากสั่น เสียงฝีเท้าช้าๆ ใกล้เข้ามาในเงากระจก เธอเห็นหญิงสาวผมยาวทรงโบราณมายืนซ้อนในเงาตัวเอง ดวงตาเศร้าลึกเรียกหา “กลับมา…ดูฉันที…”
ชนิดาสะอื้นทั้งที่ไม่เข้าใจเหตุผล เงานั้นผงกหัวคล้ายจะขอร้อง แต่เมื่อยื่นมือแตะกระจก ก็แตะเพียงความเย็นเฉียบ เธอถอยหลังล้มนั่งบนเตียง เสียงหญิงนั้นสะอื้นไห้ทุกครั้งที่เธอกลัว
หิมะยังตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ วันถัดมาเด็กชายที่เคยทักทายมาเคาะประตูบ้าน “วันนี้มีงานรวมญาติที่โบสถ์ เธอจะไปไหม?” ชนิดาลังเล ก่อนตัดสินใจ “ไปด้วย” เพื่อหนีจากบรรยากาศอึดอัดในบ้าน
ระหว่างงานรวมญาติ ชนิดาได้ยินเสียงผู้ใหญ่พูดถึงตำนานบ้านหลังเก่า “เขาเล่าว่าคนแรกที่อาศัยที่นั่นสูญเสียลูกสาวกลางหิมะ เลยไม่มีใครกล้าส่องกระจกกลางคืน” หญิงสูงวัยคนหนึ่งพูด เธอถาม “ชื่อปภาวีรึเปล่า?” ทุกคนเงียบ
บนทางกลับบ้าน เด็กชายบอก “คนที่โดนทิ้งไว้กลางหิมะ…เขาว่ากลับมาในเงาเงียบๆ” ชนิดากลืนน้ำลาย ใจหนักอึ้งจนต้องสูดลมหายใจยาว
คืนนั้น ไม่ว่าอย่างไรชนิดาก็ตัดสินใจไม่ปิดตาอีก เธอนั่งหน้ากระจกในห้องไฟสลัว เงาหญิงสาวผมยาวโผล่ช้า ๆ ยังคงร้องไห้ ชนิดาค่อย ๆ เอ่ย “เธออยากให้เราทำอะไร…” ดวงตาในกระจกมองมาแน่วนิ่ง น้ำเสียงแหบต่ำ “ตามหาจดหมายของฉัน…บอกป้าเธอด้วย…”
ชนิดากลั้นใจถาม “ตอนนั้นใครทิ้งเธอไว้…” ภาพในกระจกสะท้อนหญิงสาวถูกผลักออกนอกประตูบ้านในคืนหิมะตก เงาของสุมาลีในวัยสาวซ้อนทับอยู่ ชนิดาชะงักงัน
วันถัดมา เธอค้นบ้านเจอซองจดหมายเก่าใต้พื้นกระดานในห้องเก็บของ เมื่อเปิดอ่านจึงรู้ว่าปภาวีคือพี่สาวของสุมาลี โดนเข้าใจผิดเรื่องขโมย กลายเป็นแพะรับบาปและถูกขับไล่ออกไป จดหมายบรรยายความทุกข์ ความคิดถึง และขอโอกาสกลับบ้าน แต่สุมาลีไม่เคยเปิดอ่าน
ชนิดาเดินไปยื่นจดหมายให้สุมาลี ป้ามองหน้าก่อนรับเปิดอ่าน ช่วงเวลานั้นป้าสั่นเหมือนสูญเสียไออุ่นครั้งที่สอง น้ำตาไหลอย่างคนไม่เคยร้องไห้ “ฉันผิดเอง ทั้งชีวิต…”
คืนนั้น ขณะหิมะขาวฟูตกหนัก ชนิดานั่งหน้ากระจกอีกครั้ง เงาปภาวีโผล่มายิ้มบางๆ ครั้งแรก เธอกล่าวขอบคุณ
“เธอให้อภัยแล้ว”
หลังจากนั้นสุมาลีอ่อนโยนขึ้น ดูแลชนิดาด้วยความรักและเปิดใจคุยเรื่องอดีต เงาเดิมๆ ในกระจกไม่ได้แว่วมาอีก ชนิดาส่องตัวเองในกระจกเห็นเพียงแววตาแน่วแน่ เธอเติบโตขึ้นจากเงาสะท้อนในห้องหิมะ ค้นพบว่าครอบครัวไม่ใช่เพียงสายเลือด แต่คือการยอมรับ การให้อภัย และความกล้าส่องตาอดีตของตัวเอง