เกาะสุดปลายสายหมอก
แสงจันทร์สาดเงาพาดผ่านขอบทะเล กล่อมผิวน้ำให้ระยิบเย็น แต่เสียงคลื่นดังโครมกลับนำมาซึ่งภัยที่ไม่อาจหลีกหนี พีร์ขยับตัวจากพื้นกระดานเรือที่กำลังเอียง เสียงเพื่อนๆ ตะโกนลั่นอย่างแตกตื่นก่อนเรือเล็กลำนี้จะพลิกคว่ำ น้ำทะเลเย็นเฉียบกัดผิวหนังขณะที่มือควานหาสิ่งยึดเหนี่ยวในความมืด สติวูบไหวราวหลุดลอยพร้อมคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดพวกเขาตกกระจาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กลิ่นดินเปียกและเสียงหอบหายใจแผ่วเบาดึงพีร์กลับสู่สติ เขามองไปรอบตัว ฝ่าหมอกขาวหนาจนแทบมองไม่เห็นฝ่ามือ เด็กหนุ่มอีกสามคนกับหญิงสาวอีกสองนอนระเกะระกะบนหาดทราย ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ หลายสายตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว
“ใคร…ใครยังอยู่บ้าง?” เสียงทูนพูดดังแผ่ว ริมฝีปากสั่นสะท้าน เขาจับแขนบัว เพื่อนสาวที่นุ่มนิ่มเหมือนจะบิดปลายผมเปียของตัวเองเป็นเชือกยาว คลื่นซัดค่อย ๆ ถี่หนักขึ้น
“ข…ขาฉันถลอกว่ะ” เมยหญิงสาวอีกคนกัดฟันน้ำตาคลอ ขณะพีร์กับกันต์ช่วยกันพยุงเธอให้ลุกขึ้น ทุกคนพยายามรวบรวมสติ สำรวจของที่ยังเหลือติดตัว สมุดกันน้ำสีซีดเปียกโชก โทรศัพท์ไร้สัญญาณ ไฟฉายกับแบตสำรองหนึ่งก้อน และขนมคนละห่อ ไม่มีใครพูดถึงบ้าน ไม่มีใครพูดถึงครอบครัว เหมือนทุกคนยังไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริงว่าห่างไกลจนไร้ทางกลับ
“เรือ…จมหายหมดแล้วสินะ?” กันต์ถามเสียงแข็ง นัยน์ตาใช้ความดื้อรั้นบังคับความกลัวกลบเอาไว้ ทูนพยักหน้า ใบหน้าอมเศร้าก้มต่ำ
“ต้องหาที่ซ่อนก่อน เดี๋ยวพวกสัตว์จะมาตอนดึก” บัวพูดเบา ๆ สองแขนกอดอก เจ็บร้าวปนเยือกเย็นในดวงตา เธอเป็นคนช่างสังเกต ตั้งแต่ขึ้นฝั่งมาก็ไม่พูดอะไรเกินจำเป็น
ฝ่ามือของพีร์เย็นเฉียบขณะเขาเดินนำลึกเข้าไปในเกาะ ท่ามกลางหมอกที่หนาขึ้นทุกก้าว เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้า เสียงลมหายใจเป็นจังหวะกดดัน เวลาเหมือนเดินช้าลง ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากอะไรบางอย่างในม่านหมอก จนกระทั่งพวกเขาเจอศาลเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายป่าราวกับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางลี้ลับ
“มีใครอยู่ที่นี่มาก่อนหรือเปล่านะ?” เมยกระซิบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจดจ้องศาลไม้หักพัง บรรยากาศกดทับจนได้ยินเสียงหัวใจตีตึก พีร์ลังเลจะก้าวเข้าใกล้แต่บัวหยุดเขาไว้
“อย่ายุ่งกับของแบบนี้” เธอสบตาเขานิ่ง ก่อนเบนสายตามองขึ้นสู่แนวต้นไม้สูงทะมึน นั่นคือครั้งแรกที่ต่างคนต่างรับรู้ถึงรอยร้าวระหว่างกันและกัน แม้ไร้ถ้อยคำ ทุกคนต่างมีบาดแผลซ่อนในใจ
ค่ำคืนปกคลุมเกาะอย่างอึดอัด เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมท่ามกลางหมอกที่ดูไม่ลดน้อย พีร์นั่งชิดกันกับกันต์ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทานขนมที่แบ่งกันอย่างเงียบงัน
“คิดถึงบ้านจัง…” กันต์เอ่ยเบา ๆ
พีร์กลืนน้ำลายอย่างติดขัด ใช้เวลาคิดนานกว่าจะกล้าตอบ “ถ้ารอดกลับไปได้ นายจะทำอะไร?”
กันต์เว้นวรรค ก่อนหัวเราะบาง “ไม่เคยคิดเลย คิดแค่ว่า…ถ้าชนะพ่อได้สักทีคงดี”
“นายกลัวพ่อขนาดนั้นเหรอ?” พีร์ถามต่อ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความห่วงใยแต่ไม่กล้าแสดงออกตรงๆ กันต์เบนหน้าหลบ ปากสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตา
“ฉันแค่…เบื่อที่ต้องถูกบังคับตลอดเวลา”
ถึงแม้จะเริ่มต้นดื้อดึงกันมาแต่เด็ก พีร์และกันต์ก็มีช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ แต่นี่คือครั้งแรกที่ทั้งสองชายเปิดใจต่อกันโดยไม่ปกปิด ทุกคำพูดแฝงความกลัวและความหวัง
รุ่งเช้า หมอกยังคงลอยต่ำตลอดแนวชายฝั่ง เมื่อทุกคนสำรวจรอบเกาะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อย — กลิ่นควันอ่อน ๆ โชยมาจากฝั่งตรงข้าม, รอยเท้าที่ไม่ใช่ของใครในกลุ่ม หรือเสียงแว่วที่ไม่ควรมีในยามเช้า
“เห็นมั้ย มีคนอยู่จริง ๆ ใช่ไหม นั่นไง!” เมยชี้ไปยังเงาตะคุ่มกลางหมอก ทุกคนหยุดนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยความระแวง
ทูนซึ่งปกติขี้กลัวที่สุดพูดเสียงแผ่ว “ถ้า…ถ้าเขาไม่เป็นมิตรล่ะ?”
“ไม่มีทางเลือก เราต้องหาใครสักคนช่วย” พีร์กัดฟัน กลัว แต่ยอมรับว่าต้องเสี่ยง อย่างที่เคยผิดพลาด เพราะความลังเลของเขาครั้งหนึ่งเคยทำให้เพื่อนคนหนึ่งบาดเจ็บ เขาไม่อยากจะหนีความกลัวเหมือนที่เคย
กลุ่มค่อย ๆ เดินตามเงานั้นไปในป่า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยเสียงกระซิบในใจ เมื่อแหวกม่านหมอกผ่านพืชรกชัฏ พวกเขาได้พบกับกระท่อมร้างหลังเล็ก ๆ ที่มีกองไฟเย็นเฉียบ เต็นท์เก่า มีร่องรอยคนมาเคยอยู่จริงแต่ไม่มีใคร
ทูนสำรวจทุกซอกหลืบด้วยสีหน้าเครียด ในมือกำไม้เท้า “หรือเขาจะหลบเรา…”
“เงียบก่อน” บัวกระซิบ เสียงหนักแน่นผิดปกติ เธอมองไปรอบ ๆ เหมือนจับอะไรบางอย่างได้
พลันเสียงสวบสาบดังมาจากข้างหลัง ทุกคนหันขวับ บัวขยับเข้ามาบังหน้าพีร์กับกันต์แบบสัญชาติญาณ ก่อนจะพบว่าเป็นชายวัยกลางคน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าดุดันแต่สายตาเต็มไปด้วยความแปลกแยก
“พวกแก…มาทำอะไรที่นี่” ชายคนนั้นใช้เสียงแหบพร่าถาม ทุกคนถอยหลังพร้อมกันอย่างระแวง แต่เมยกลับกลัวจนล้มลงนั่งกับพื้น
พีร์กลั้นใจตอบเสียงสั่น “เรา…เรือแตก เราแค่หาทางออก”
ชายกลางคนนั้นเพ่งมองแต่ละคนเหมือนไม่เชื่อ เขาเลี้ยงตะเกียงแล้วพยักหน้า “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพวกแก ทุกคนที่มา…ไม่มีใครออกไปได้”
ความเงียบหนาหนักก่อนที่บัวจะถามกลับ “มีอะไรที่เราต้องรู้ไหม?” เขาหัวเราะแห้ง ๆ ไม่ตอบแต่หายเข้าไปในหมอก ปล่อยให้กลุ่มวัยรุ่นตกอยู่ในความสิ้นหวังและสับสนมากยิ่งขึ้น
คืนวันต่อมายังคงโหมหมอกให้เข้มข้นกว่าเดิม สถานการณ์กดดันมากขึ้น—อาหารเริ่มร่อยหรอ บาดแผลของเมยเริ่มอักเสบ พีร์เริ่มวิตกถึงความผิดพลาดในอดีต ทุกคนนอนหลับไม่สนิท เพราะกลัวสิ่งที่ซ่อนในสวนป่าและกลัวกันเอง ทูนเริ่มขลาดกลัว วิตกจริต ทุกคนนั่งเงียบ ซ่อนความกลัวในสายตาพร้อมเชื่อมโยงด้วยรอยร้าวที่ใครๆ ก็ไม่พูดถึง
บัวพยายามประคองกลุ่ม เธอหาของป่า หาน้ำ พยายามกระตุ้นให้ทุกคนช่วยกัน เธอกระซิบกับพีร์ขณะสองคนหักไม้ฟืน “นายก็รู้ว่าทุกคนกลัว แต่มันไม่ช่วยอะไร ถ้าจะอยู่รอดต้องไว้ใจกัน”
พีร์หน้าเจื่อน สบตาเงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจ “แล้วถ้าไว้ใจผิดล่ะ?”
“บางทีผิดก็ยังดีกว่า…ไม่กล้าทำอะไรเลย” บัวพูดสั้น ๆ แล้วเดินนำไป ไม่เหลียวหลังกลับ ปล่อยให้พีร์จมอยู่ในความคิดตัวเอง